ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 2 จาก 10
เคยสงสัยไหมครับว่า…
ครูสองคนทำงานเรื่องเดียวกัน ใช้นวัตกรรมคล้ายกัน มีผลการพัฒนาผู้เรียนดีขึ้นเหมือนกัน แต่เหตุใดผลงานของคนหนึ่งจึงสะท้อนระดับ “ริเริ่ม พัฒนา” ขณะที่อีกคนสามารถอธิบายได้ถึงระดับ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน”
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของนวัตกรรม จำนวนกิจกรรม หรือชื่อโมเดลที่ตั้งขึ้น
แต่อยู่ที่ว่า “เจ้าของผลงานได้เปลี่ยนแปลงอะไรจากวิธีการเดิม และมีหลักฐานยืนยันการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร”
วันนี้ผมอยากชวนครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะ มาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันครับ
ตามกรอบระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของ ก.ค.ศ. วิทยฐานะชำนาญการพิเศษใช้ระดับ “ริเริ่ม พัฒนา” ส่วนวิทยฐานะเชี่ยวชาญใช้ระดับ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน”
ความแตกต่างของสองระดับนี้จึงควรพิจารณาจากคุณภาพของการปฏิบัติงาน ไม่ใช่ดูเพียงว่าผู้จัดทำมีนวัตกรรมหรือไม่มีนวัตกรรม
ลองนึกภาพครูภาษาไทยสองคนที่พบปัญหาเดียวกัน คือ นักเรียนอ่านจับใจความไม่ได้
ครูคนแรกศึกษาวิธีสอนอ่านแบบ SQ4R แล้วนำมาพัฒนาชุดกิจกรรมให้เหมาะกับนักเรียนของตนเอง ออกแบบใบงานใหม่ เพิ่มกิจกรรมการอ่าน และปรับวิธีประเมินผลให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา
เมื่อดำเนินการแล้วพบว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความดีขึ้น มีข้อมูลก่อนเรียนและหลังเรียนสนับสนุน
ลักษณะนี้สะท้อนการริเริ่มพัฒนาได้ เพราะครูนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาประยุกต์และพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของผู้เรียน
ทีนี้ลองมาดูครูคนที่สอง
ครูคนนี้เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาเช่นเดียวกัน แต่พบข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักเรียนแต่ละกลุ่มมีอุปสรรคต่างกัน บางคนอ่านออกแต่จับประเด็นไม่ได้ บางคนแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นไม่เป็น และบางคนไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากข้อความหลายส่วนได้
ครูจึงนำผลการวิเคราะห์มาสังเคราะห์ร่วมกับแนวคิดด้านการอ่านและการกำกับการเรียนรู้ของตนเอง แล้วออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนเฉพาะสำหรับปัญหาเหล่านี้
ระหว่างทดลองใช้ ครูพบว่ากิจกรรมบางขั้นตอนช่วยนักเรียนกลุ่มหนึ่งได้ดี แต่ยังไม่เหมาะกับอีกกลุ่ม จึงปรับลำดับกิจกรรม เปลี่ยนวิธีให้ข้อมูลย้อนกลับ และพัฒนาเครื่องมือประเมินเพื่อให้ครูรู้ทันทีว่านักเรียนติดขัดอยู่ตรงไหน
เมื่อทดลองใช้ซ้ำและวิเคราะห์ข้อมูล ครูสามารถอธิบายได้ว่า กระบวนการที่คิดค้นขึ้นมีองค์ประกอบอะไร เหตุใดจึงต้องจัดลำดับเช่นนั้น ต่างจากวิธีเดิมอย่างไร และมีหลักฐานอะไรบ่งชี้ว่าผู้เรียนพัฒนาขึ้น
ตัวอย่างที่สองจึงมีลักษณะเข้าใกล้การ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” มากขึ้น เพราะแสดงให้เห็นการสร้างกระบวนการใหม่อย่างมีเหตุผล และใช้ผลการทดลองมาปรับเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้
แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า การมีขั้นตอนใหม่หรือทดลองใช้หลายรอบเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าผลงานถึงระดับเชี่ยวชาญ ต้องพิจารณาคุณภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ตามเกณฑ์ประเมินที่เกี่ยวข้องด้วย
แล้วถ้าเป็นผู้บริหารสถานศึกษาล่ะ?
ผมขอยกตัวอย่างเรื่อง “การนิเทศภายในโรงเรียน”
ผู้บริหารคนแรกพบว่าครูยังจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้ไม่ต่อเนื่อง จึงพัฒนาระบบนิเทศภายในโดยใช้วงจร PDCA ร่วมกับกระบวนการ PLC จัดทำปฏิทินนิเทศ เครื่องมือสังเกตชั้นเรียน และติดตามผลอย่างเป็นระบบ
หากดำเนินการจนเกิดผลการพัฒนาที่ชัดเจน ก็อาจสะท้อนการริเริ่มพัฒนาได้
ส่วนผู้บริหารอีกคนหนึ่งพบว่า แม้โรงเรียนจะมีระบบนิเทศและ PLC อยู่แล้ว แต่การนิเทศยังไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนของครูอย่างเพียงพอ
จึงศึกษาว่าเหตุใดข้อมูลจากการนิเทศจึงไม่ถูกนำไปใช้ปรับการสอน แล้วคิดค้นระบบนิเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลการสังเกตชั้นเรียนกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน กำหนดกระบวนการให้ครูทดลองปรับการสอน รับข้อมูลย้อนกลับ และร่วมกันวิเคราะห์ผลเป็นวงรอบ
เมื่อดำเนินการแล้ว ผู้บริหารนำข้อค้นพบมาปรับเปลี่ยนกลไกการนิเทศของโรงเรียน จนการนิเทศไม่ได้จบลงเพียงการส่งรายงาน แต่กลายเป็นกระบวนการพัฒนาการสอนที่ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ
กรณีนี้เราจะเริ่มมองเห็นว่า การคิดค้นและปรับเปลี่ยนในงานบริหาร ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสร้างโมเดลที่ไม่มีใครเคยใช้มาก่อน
แต่ต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารสร้างวิธีการหรือระบบการทำงานที่มีคุณลักษณะเฉพาะอย่างไร และระบบนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจสอบได้จริงหรือไม่
จากตัวอย่างทั้งหมด ผมอยากให้สังเกตเรื่องหนึ่งครับ
ความแตกต่างไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า ใครใช้ทฤษฎีเดิม ใครสร้างชื่อโมเดลใหม่ หรือใครมีเอกสารมากกว่า
เพราะผลงานระดับคิดค้นและปรับเปลี่ยนก็สามารถใช้ทฤษฎีเดิมเป็นฐานได้เช่นกัน
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ผู้จัดทำได้สังเคราะห์องค์ความรู้จนเกิดวิธีการที่มีลักษณะเฉพาะหรือไม่ อธิบายกลไกของวิธีการนั้นได้เพียงใด และมีหลักฐานว่าการนำไปใช้ทำให้กระบวนการทำงานหรือการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างมีคุณภาพหรือไม่
ผมจึงอยากฝากข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญว่า
อย่าเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
“เราจะตั้งชื่อโมเดลว่าอะไรดี”
แต่ควรเริ่มต้นว่า
“ปัญหาอะไรที่วิธีการเดิมยังแก้ไม่ได้ และเราจะคิดค้นวิธีการอย่างไรให้เกิดผลที่ดีกว่าเดิม”
เพราะเมื่อเราเริ่มต้นด้วยปัญหาจริง ศึกษาอย่างมีหลักวิชา และพัฒนาจนเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง นวัตกรรมที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่เพียงรูปภาพโมเดลที่นำไปใส่ในรายงาน
สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนคิดอีกสักนิดว่า…
หากวันนี้เรานำผลงานของตนเองออกมาวาง แล้วตัดชื่อโมเดลออกทั้งหมด เรายังสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้หรือไม่ว่า
“สิ่งที่เราคิดค้นขึ้นใหม่คืออะไร และเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานเดิมอย่างไร”
ถ้าอธิบายได้อย่างมีเหตุผล พร้อมหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เราก็กำลังเดินมาถูกทางแล้วครับ
แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ชัดเจน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเราต้องกลับไปพัฒนากระบวนการคิดและการทำงาน ก่อนที่จะพัฒนาเอกสารผลงาน
เพราะในระดับเชี่ยวชาญ สิ่งที่ควรทำให้ผู้อ่านเห็น ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของนวัตกรรม แต่คือความเชี่ยวชาญของผู้สร้างนวัตกรรมนั้นด้วย
แล้วในตอนต่อไป ผมจะชวนคุยเรื่องที่หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า
ตอนที่ 3 “คิดค้นนวัตกรรม” จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือไม่? แล้วการนำแนวคิดของคนอื่นมาพัฒนาต่อยอด จะถือว่าเป็นการคิดค้นได้อย่างไร
เขียนโดย
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #ริเริ่มพัฒนา #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารสถานศึกษา #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา #งานวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา #เขียนผลงานทางวิชาการ #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา
อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 1 | อ่านตอนที่ 3 →
