ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 3 จาก 10
มีคำถามหนึ่งที่ครูและผู้บริหารสถานศึกษาหลายท่านมักถามผมอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเตรียมผลงานเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ
“ถ้าเราใช้แนวคิดหรือทฤษฎีของคนอื่นมาพัฒนารูปแบบการสอน จะถือว่าเป็นการคิดค้นหรือไม่?”
บางท่านกังวลว่า หากต้องแสดงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังว่า “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” จะต้องสร้างทฤษฎีใหม่ สร้างโมเดลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือคิดวิธีการที่แตกต่างจากงานวิจัยทั้งหมดที่เคยมีมา
ผมอยากชวนทำความเข้าใจเรื่องนี้กันครับ
ในทางวิชาการ การคิดค้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า องค์ความรู้ใหม่จำนวนมากพัฒนาขึ้นบนฐานความรู้เดิม ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ทดลอง และตรวจสอบผลอย่างเป็นระบบ
ลองนึกถึงครูคนหนึ่งที่ต้องการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน
ครูศึกษาทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และแนวคิดการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Assessment for Learning)
จากนั้นนำทั้งสามแนวคิดมาประกอบกัน แล้วตั้งชื่อว่า XYZ Model
คำถามคือ เพียงเท่านี้ถือเป็นการคิดค้นแล้วหรือยัง?
ผมมองว่า “ยังตอบไม่ได้”
เพราะการนำแนวคิดหลายแนวคิดมารวมกัน แล้วตั้งชื่อใหม่ อาจเป็นเพียงการประยุกต์ใช้ความรู้เดิม หากยังไม่มีการอธิบายว่าองค์ประกอบเหล่านั้นเชื่อมโยงกันอย่างไร เหตุใดจึงต้องจัดกระบวนการเช่นนั้น และวิธีการดังกล่าวแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่เดิมตรงไหน
แต่ถ้าครูคนเดียวกันเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาของนักเรียนอย่างละเอียด แล้วพบว่า นักเรียนสามารถตอบคำถามตามเนื้อหาได้ แต่ยังไม่สามารถใช้หลักฐานประกอบการให้เหตุผล
ครูจึงศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วออกแบบกระบวนการเรียนรู้เฉพาะขึ้นมา โดยกำหนดให้นักเรียนต้องเผชิญสถานการณ์ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล สร้างข้อสรุป และตรวจสอบเหตุผลของตนเองผ่านการอภิปรายร่วมกับเพื่อน
ระหว่างทดลองใช้ ครูพบว่า นักเรียนบางกลุ่มยังให้เหตุผลโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน จึงปรับกระบวนการใหม่ โดยเพิ่มขั้นตอนให้ผู้เรียนตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนสร้างข้อสรุป
ครูทดลองใช้กระบวนการที่ปรับปรุงแล้ว เก็บข้อมูลพฤติกรรมการคิด วิเคราะห์ผลงานนักเรียน และตรวจสอบว่าความสามารถในการให้เหตุผลเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ท้ายที่สุด ครูสามารถอธิบายได้ว่า กระบวนการที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบเฉพาะอะไร มีหลักการทำงานอย่างไร และเหตุใดจึงช่วยแก้ปัญหาที่วิธีการเดิมยังแก้ได้ไม่เพียงพอ
ลักษณะเช่นนี้เริ่มสะท้อนกระบวนการคิดค้นอย่างมีน้ำหนักทางวิชาการมากขึ้น
สังเกตไหมครับว่า ครูไม่ได้สร้างทฤษฎีใหม่เลย
แต่ใช้ความรู้เดิมเป็นฐานในการสร้างวิธีการใหม่ที่เหมาะกับปัญหา พร้อมตรวจสอบและปรับปรุงจนมีหลักฐานรองรับ
นี่คือประเด็นที่ผมอยากให้ผู้ทำผลงานเข้าใจ
“ความใหม่ของนวัตกรรม” กับ “การตั้งชื่อใหม่ให้นวัตกรรม” เป็นคนละเรื่องกัน
นวัตกรรมที่มีชื่อใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความใหม่ทางวิชาการเสมอไป
ในทางกลับกัน นวัตกรรมที่พัฒนาบนฐานแนวคิดเดิมก็อาจมีคุณค่าทางวิชาการสูง หากผู้พัฒนาสามารถแสดงให้เห็นความแตกต่างที่มีเหตุผล กระบวนการสร้างที่ตรวจสอบได้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
ทีนี้ลองเปลี่ยนมุมมองมาที่ผู้บริหารสถานศึกษาบ้างครับ
สมมติว่าผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งนำวงจร PDCA มาใช้พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
หากดำเนินงานตามขั้นตอนเดิมที่มีอยู่แล้ว แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโมเดลของโรงเรียน อาจยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าเป็นการคิดค้น
แต่ถ้าผู้บริหารพบว่า ปัญหาของโรงเรียนไม่ได้อยู่ที่การไม่มีระบบประกันคุณภาพ แต่อยู่ที่ข้อมูลการประเมินไม่ถูกนำไปใช้ปรับการจัดการเรียนรู้
ผู้บริหารจึงพัฒนากระบวนการที่เชื่อมโยงข้อมูลการประกันคุณภาพกับการนิเทศภายใน โดยออกแบบวิธีวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและครู กำหนดกลไกติดตามผล และปรับวิธีตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
หลังดำเนินการแล้วมีการตรวจสอบว่า ระบบใหม่ช่วยให้ครูนำข้อมูลไปปรับการสอนได้จริงหรือไม่ และผลการเรียนรู้ของนักเรียนเปลี่ยนแปลงอย่างไร
หากพบข้อจำกัด ผู้บริหารก็นำข้อมูลมาปรับปรุงระบบอีกครั้ง พร้อมอธิบายได้ว่าระบบใหม่นี้ต่างจากระบบเดิมอย่างไร
กรณีนี้จึงมีเหตุผลที่จะพิจารณาถึงลักษณะของการคิดค้นและปรับเปลี่ยนมากกว่าการนำ PDCA มาใช้ตามขั้นตอนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ผมอยากเน้นว่า ตัวอย่างทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อทำตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ผลงานจะผ่านเกณฑ์วิทยฐานะเชี่ยวชาญทันที เพราะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ตัวชี้วัด และหลักฐานผลการปฏิบัติงานของแต่ละตำแหน่งด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากฝากไว้คือ “การอ้างอิงเจ้าของแนวคิดเดิม”
บางคนเข้าใจผิดว่า หากอ้างอิงทฤษฎีหรือผลงานของผู้อื่นมากเกินไป จะทำให้นวัตกรรมของตนเองดูไม่มีความใหม่
ผมกลับมองตรงกันข้ามครับ
การอ้างอิงอย่างถูกต้องทำให้ผู้อ่านมองเห็นว่า เราศึกษาองค์ความรู้เดิมมาอย่างไร พบข้อจำกัดอะไร และนำความรู้นั้นมาพัฒนาส่วนใดเพิ่มเติม
การคิดค้นที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความรู้เดิม แต่ต้องแสดงให้ชัดว่าอะไรคือความรู้ที่นำมาใช้ และอะไรคือส่วนที่ผู้จัดทำสร้างหรือปรับเปลี่ยนขึ้นเอง
การเปลี่ยนชื่อทฤษฎีของผู้อื่นให้กลายเป็นชื่อโมเดลของตนเอง โดยไม่มีการพัฒนาอย่างแท้จริง ย่อมไม่ใช่หลักฐานของความเชี่ยวชาญ และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านจริยธรรมทางวิชาการได้อีกด้วย
ผมจึงอยากฝากคำถามสำหรับครูและผู้บริหารที่กำลังพัฒนาผลงานว่า
หากกรรมการถามว่า…
“นวัตกรรมของท่านแตกต่างจากแนวคิดหรือวิธีการที่มีอยู่เดิมอย่างไร?”
เราจะอธิบายได้หรือไม่ โดยไม่ต้องอาศัยเพียงชื่อโมเดลหรือแผนภาพประกอบ
เราสามารถชี้ให้เห็นได้หรือไม่ว่า ส่วนใดเป็นองค์ความรู้เดิม ส่วนใดเป็นสิ่งที่เราสังเคราะห์ขึ้นใหม่ และมีหลักฐานอะไรสนับสนุนว่าการพัฒนานั้นแก้ปัญหาได้จริง
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน งานของเราก็เริ่มมีฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือมากขึ้น
สำหรับผม การคิดค้นที่มีคุณค่า ไม่ได้วัดจากการเป็นคนแรกที่คิดอะไรบางอย่างได้ แต่วัดจากความสามารถในการสร้างคำตอบที่มีเหตุผลให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
และที่สำคัญ คำตอบนั้นต้องผ่านการตรวจสอบ ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่ผู้พัฒนาคิดว่าดี
ก่อนจบตอนนี้ ผมอยากฝากประโยคหนึ่งไว้ให้คิดครับ
“อย่าพยายามทำให้นวัตกรรมดูใหม่ด้วยการตั้งชื่อ แต่จงทำให้เห็นความใหม่ผ่านกระบวนการและหลักฐานของการพัฒนา”
เพราะเมื่อเราสามารถอธิบายได้ว่า คิดค้นอะไร คิดขึ้นมาได้อย่างไร แตกต่างจากเดิมตรงไหน และเกิดผลอย่างไร ความเป็นเจ้าของผลงานทางวิชาการก็จะปรากฏผ่านเนื้อหาของงานนั้นเอง
ตอนที่ 4 พบกันในเรื่อง “โมเดลสวย แต่งานวิจัยไม่ชัด ทำไมจึงยังไม่สะท้อนการคิดค้นและปรับเปลี่ยน?”
ผมจะชวนมองข้อผิดพลาดที่พบได้ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างชื่อโมเดล องค์ประกอบของนวัตกรรม กระบวนการวิจัย และหลักฐานผลลัพธ์
เขียนโดย
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #นวัตกรรมการศึกษา #การวิจัยและพัฒนา #การสร้างนวัตกรรม #เขียนผลงานทางวิชาการ #วิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา
อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 2 | อ่านตอนที่ 4 →
