Site icon Digital Learning Classroom

ตอนที่ 4 “โมเดลสวย แต่งานวิจัยไม่ชัด” ทำไมจึงยังไม่สะท้อนการคิดค้นและปรับเปลี่ยน?

แชร์เรื่องนี้

ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 4 จาก 10

มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากชวนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญมาคิดร่วมกันครับ

เคยไหมครับ… เราเปิดรายงานผลงานทางวิชาการเล่มหนึ่งขึ้นมา แล้วพบภาพโมเดลที่ออกแบบไว้อย่างสวยงาม มีวงกลมหลายชั้น มีลูกศรเชื่อมโยง มีชื่อภาษาอังกฤษและตัวย่อที่ดูเป็นระบบ

แต่เมื่ออ่านรายละเอียดลึกลงไป กลับเกิดคำถามว่า

“ตกลงแล้วโมเดลนี้ทำงานอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ผู้วิจัยคิดค้นขึ้นจริง ๆ?”

คำถามนี้สำคัญ เพราะในการทำผลงานระดับเชี่ยวชาญ เรากำลังพยายามแสดงให้เห็นความสามารถในการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” ไม่ใช่เพียงความสามารถในการออกแบบแผนภาพนวัตกรรม

วันนี้ผมจึงอยากเล่าให้ฟังว่า เหตุใดบางผลงานจึงมีโมเดลที่ดูสมบูรณ์ แต่เมื่อพิจารณากระบวนการวิจัยกลับยังไม่สามารถอธิบายความเป็นนวัตกรรมได้ชัดเจน

ลองนึกภาพครูคนหนึ่งกำลังพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน

ครูตั้งชื่อรูปแบบว่า SMART Model โดยกำหนดตัวอักษรแต่ละตัวให้แทนขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ และวาดแผนภาพออกมาอย่างสวยงาม

เมื่ออ่านบทที่ 2 พบว่ามีการทบทวนทฤษฎีและงานวิจัยจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นว่าแนวคิดเหล่านั้นถูกสังเคราะห์มาเป็นองค์ประกอบของ SMART Model อย่างไร

พออ่านบทที่ 3 ก็พบว่า ผู้วิจัยนำโมเดลไปทดลองใช้กับนักเรียน แล้ววัดผลก่อนเรียนและหลังเรียน

ผลปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ผู้วิจัยจึงสรุปว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลและสามารถพัฒนาการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้

ฟังดูเหมือนครบถ้วนแล้วใช่ไหมครับ?

แต่หากพิจารณาในเชิงระเบียบวิธีวิจัย เรายังมีคำถามอีกหลายข้อ

โมเดลนี้เกิดจากการสังเคราะห์องค์ความรู้อะไร?

เหตุใดจึงกำหนดขั้นตอนเช่นนั้น?

แต่ละขั้นตอนช่วยพัฒนาการคิดวิเคราะห์ด้วยกลไกใด?

ก่อนนำไปใช้จริง มีการตรวจสอบความเหมาะสมและปรับปรุงรูปแบบอย่างไร?

และผลคะแนนที่สูงขึ้นนั้น สามารถอธิบายได้มากน้อยเพียงใดว่าเกิดจากการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ไม่ใช่จากปัจจัยอื่น?

นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้ผู้ทำผลงานระมัดระวังครับ

เพราะการที่คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เป็นหลักฐานว่าผู้เรียนมีคะแนนเปลี่ยนแปลงไปภายใต้เงื่อนไขการศึกษา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันเชิงเหตุและผลว่านวัตกรรมเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด

โดยเฉพาะงานวิจัยที่ใช้กลุ่มเดียววัดก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องได้

แล้วควรทำอย่างไร?

ผมอยากชวนมองว่า การพัฒนาโมเดลหนึ่งรูปแบบควรมีคำอธิบายทางวิชาการที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น

เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาจริงให้ชัดเจนก่อนว่า ผู้เรียนมีปัญหาเรื่องใด ปัญหาเกิดขึ้นในลักษณะใด และมีข้อมูลอะไรสนับสนุน

จากนั้นจึงศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ได้อ่านเพียงเพื่อรวบรวมเนื้อหาใส่บทที่ 2 แต่ต้องนำมาวิเคราะห์ว่า แนวคิดใดสามารถอธิบายปัญหา และแนวคิดใดน่าจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้

เมื่อได้ข้อค้นพบแล้ว จึงนำมาสังเคราะห์เป็นหลักการ องค์ประกอบ และกระบวนการของรูปแบบที่ต้องการพัฒนา

ตรงนี้เองที่ผู้วิจัยควรแสดงความสามารถในการคิดค้นให้เห็นอย่างชัดเจน

เพราะกรรมการหรือผู้อ่านควรติดตามได้ว่า รูปแบบที่นำเสนอไม่ได้เกิดขึ้นจากการคิดชื่อย่อก่อน แล้วค่อยหาแนวคิดมาอธิบายภายหลัง

แต่เกิดจากการศึกษาและสังเคราะห์อย่างมีเหตุผล

เมื่อได้รูปแบบฉบับร่างแล้ว ก็ควรมีการตรวจสอบคุณภาพตามลักษณะของนวัตกรรม เช่น ความสอดคล้องขององค์ประกอบ ความเหมาะสมของกระบวนการ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้

หลังจากนั้นจึงทดลองใช้ เก็บข้อมูล และนำข้อค้นพบกลับมาปรับปรุงรูปแบบ

ผมอยากเน้นคำว่า “ปรับปรุงรูปแบบ” เป็นพิเศษ

เพราะบางงานวิจัยเขียนว่า มีการปรับปรุงนวัตกรรมตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แต่เมื่ออ่านรายละเอียดกลับพบเพียงการแก้คำผิด ปรับขนาดตัวอักษร หรือเปลี่ยนสีแผนภาพ

การปรับปรุงลักษณะนี้มีประโยชน์ต่อคุณภาพเอกสาร แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสะท้อนการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น

หากต้องการแสดงการปรับเปลี่ยนอย่างมีเหตุผล เราควรอธิบายให้เห็นว่า ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบหรือทดลองใช้ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนองค์ประกอบ ขั้นตอน หรือวิธีดำเนินงานอย่างไร

เช่น เดิมครูกำหนดให้นักเรียนอภิปรายปัญหาทันทีหลังอ่านสถานการณ์ แต่เมื่อทดลองใช้พบว่า นักเรียนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถระบุหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นได้

ครูจึงเพิ่มกระบวนการวิเคราะห์หลักฐานก่อนอภิปราย พร้อมออกแบบเครื่องมือช่วยตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล

เมื่อทดลองใช้รูปแบบที่ปรับปรุงแล้ว จึงประเมินว่าผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการใช้เหตุผลและหลักฐานดีขึ้นหรือไม่

ลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า การปรับปรุงไม่ได้เกิดจากความรู้สึกของผู้วิจัย แต่เกิดจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้

แล้วถ้าเป็นงานวิจัยของผู้บริหารสถานศึกษาล่ะ?

หลักการก็คล้ายกันครับ

สมมติว่าผู้บริหารพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน

หากรายงานมีเพียงแผนภาพโมเดล ผลการประเมินความพึงพอใจของครู และผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิ เราอาจยังไม่เห็นชัดว่ารูปแบบดังกล่าวทำให้ระบบบริหารงานวิชาการเปลี่ยนไปอย่างไร

ผู้บริหารควรมีหลักฐานแสดงกระบวนการดำเนินงานจริง เช่น การเปลี่ยนวิธีใช้ข้อมูลเพื่อวางแผน การปรับระบบนิเทศภายใน หรือการเปลี่ยนกลไกติดตามผลการจัดการเรียนรู้

และต้องตรวจสอบต่อด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่คาดหวังอย่างไร

เพราะผลการประเมินความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าระบบบริหารมีประสิทธิผลสูงที่สุด

ความพึงพอใจเป็นข้อมูลประเภทหนึ่ง แต่ไม่สามารถใช้แทนหลักฐานผลลัพธ์ทั้งหมดได้

ผมจึงอยากฝากหลักคิดสั้น ๆ ว่า

“โมเดลคือภาพแทนของกระบวนการ แต่งานวิจัยต้องอธิบายให้ได้ว่ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นและทำงานอย่างไร”

ถ้าโมเดลมีองค์ประกอบ 5 ขั้นตอน รายงานวิจัยก็ควรอธิบายได้ว่าทั้ง 5 ขั้นตอนมาจากไหน มีหน้าที่อย่างไร เชื่อมโยงกันอย่างไร และเมื่อใช้จริงเกิดผลอะไรขึ้น

ไม่ใช่มีเพียงชื่อขั้นตอนปรากฏอยู่ในแผนภาพ แต่ไม่สามารถติดตามการดำเนินงานจริงได้

อีกประเด็นที่ผมเห็นว่าควรทำความเข้าใจ คือการประเมินผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของแต่ละตำแหน่งและคุณภาพของหลักฐานที่กำหนด ไม่ใช่ตัดสินจากความสวยงามของโมเดล หรือใช้จำนวนรอบการทดลองเป็นเกณฑ์ตายตัว

สำหรับผู้ที่กำลังเขียนรายงานวิจัย ผมจึงอยากให้ลองกลับไปอ่านผลงานของตนเองอีกครั้ง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบทที่ 2 บทที่ 3 และบทที่ 4

บทที่ 2 อธิบายฐานความรู้ที่นำมาสู่การสร้างนวัตกรรมได้หรือไม่

บทที่ 3 แสดงขั้นตอนการพัฒนา การตรวจสอบ และการนำไปใช้อย่างชัดเจนเพียงใด

ส่วนบทที่ 4 มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบว่านวัตกรรมทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีข้อจำกัดอย่างไร

ถ้าทั้งสามบทอธิบายไปคนละทิศทาง แม้รายงานจะมีรูปแบบสวยงามเพียงใด ก็อาจทำให้คุณภาพทางวิชาการของผลงานลดลง

ก่อนจบตอนนี้ ผมอยากฝากคำถามให้ผู้ที่กำลังพัฒนานวัตกรรมลองตอบตัวเองว่า

“ถ้าวันนี้เราลบภาพโมเดลออกจากรายงานทั้งหมด เรายังสามารถอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจได้หรือไม่ว่า นวัตกรรมของเรามีหลักการอะไร ทำงานอย่างไร และมีหลักฐานอะไรยืนยันผล?”

หากตอบได้ชัดเจน แสดงว่าเรามีเนื้อหาทางวิชาการที่รองรับโมเดลของเราอยู่พอสมควร

แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ผมคิดว่าเราควรกลับไปพัฒนาคำอธิบายและตรวจสอบหลักฐานของนวัตกรรมให้ชัดเจนก่อน

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ควรทำให้ผลงานระดับเชี่ยวชาญมีคุณค่า ไม่ใช่ภาพโมเดลที่คนอ่านจำได้เพียงชื่อ

แต่คือองค์ความรู้และวิธีการที่คนอื่นสามารถศึกษา ทำความเข้าใจ ตรวจสอบ และนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีเหตุผลได้

ตอนที่ 5 พบกันในเรื่อง “ผลการวิจัยดี แต่ยังไม่เห็นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน” เพราะอะไรคะแนนสูงขึ้นจึงอาจยังไม่เพียงพอสำหรับผลงานระดับเชี่ยวชาญ?

ผมจะชวนวิเคราะห์เรื่องผลการวิจัย การแปลผลข้อมูล และการเขียนอภิปรายผล ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผู้จัดทำผลงานควรให้ความสำคัญครับ

เขียนโดย

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด

ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ

#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #งานวิจัยและพัฒนา #การพัฒนานวัตกรรม #รูปแบบการจัดการเรียนรู้ #โมเดลการศึกษา #เขียนผลงานทางวิชาการ #วิจัยทางการศึกษา #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา


อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 3  |  อ่านตอนที่ 5 →

Exit mobile version