Site icon Digital Learning Classroom

ตอนที่ 8 “เครื่องมือวิจัยผ่าน IOC แล้ว ทำไมกรรมการยังอาจตั้งข้อสังเกต?” ค่า IOC สูง ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือมีคุณภาพครบทุกด้าน

แชร์เรื่องนี้

ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 8 จาก 10

วันนี้ผมอยากชวนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญ มาทำความเข้าใจเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของงานวิจัยโดยตรงครับ

นั่นคือ “คุณภาพของเครื่องมือวิจัย”

มีคำถามที่ผมพบอยู่บ่อยครั้งว่า…

“ถ้าเครื่องมือวิจัยของเรามีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67 ถึง 1.00 และผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพด้านอื่นอีกหรือไม่?”

บางท่านอาจเข้าใจว่า เมื่อเครื่องมือผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ก็สามารถนำไปใช้เก็บข้อมูลได้ทันที

แต่ผมอยากชวนคิดว่า…

“เครื่องมือที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวัด จะสามารถวัดสิ่งที่เราต้องการได้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจริงหรือไม่?”

คำตอบคือ ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้ครับ

เพราะการตรวจสอบความสอดคล้องเป็นเพียงหลักฐานด้านหนึ่งของคุณภาพเครื่องมือ และยังมีคุณภาพด้านอื่นที่อาจจำเป็นต้องตรวจสอบตามลักษณะของเครื่องมือนั้น

ลองนึกภาพครูคนหนึ่งกำลังทำวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน

ครูสร้างแบบทดสอบจำนวน 30 ข้อ แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์การวัด

ผลปรากฏว่าข้อคำถามทุกข้อมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67 ถึง 1.00

ครูจึงสรุปว่า แบบทดสอบมีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ในการวิจัยได้

แต่เมื่อพิจารณาข้อสอบจริงกลับพบว่า บางข้อมีคำตอบที่เดาได้ง่ายมาก บางข้อใช้ภาษากำกวม และบางข้อไม่ได้วัดการคิดวิเคราะห์ตามที่ตั้งใจ แต่เป็นเพียงการถามความจำ

ที่น่าสนใจคือ นักเรียนบางคนทำข้อสอบชุดเดิมในช่วงเวลาที่ใกล้กัน แต่กลับได้คะแนนแตกต่างกันมากโดยไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ชัดเจน

สถานการณ์นี้กำลังบอกอะไรเรา?

กำลังบอกว่า ค่า IOC ที่ผ่านเกณฑ์ไม่ได้รับประกันว่าแบบทดสอบจะมีคุณภาพครบทุกด้าน

ในทางการวัดและประเมินผล เราต้องเข้าใจความแตกต่างของคุณภาพเครื่องมือแต่ละด้านก่อนครับ

เรื่องแรก IOC บอกอะไรเราได้จริง?

IOC หรือ Index of Item-Objective Congruence เป็นดัชนีที่ใช้พิจารณาระดับความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการวัด ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ให้คะแนนความสอดคล้องของข้อคำถามหนึ่งข้อเป็น +1, +1 และ 0

ค่า IOC ของข้อนั้นจะเท่ากับ 0.67 โดยประมาณ

ค่านี้แสดงว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นต่อความสอดคล้องของข้อคำถามดังกล่าวในระดับหนึ่ง

แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อนั้นมีความยากง่ายเหมาะสม มีอำนาจจำแนกดี หรือทำให้คะแนนมีความเที่ยงสูง

และไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่าข้อคำถามสามารถวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ครบทุกมิติ

ผู้วิจัยจึงควรพิจารณาค่า IOC ร่วมกับนิยามเชิงปฏิบัติการ ตารางวิเคราะห์ข้อสอบ และข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ

อีกเรื่องที่ควรระวังคือ ไม่ควรนำเกณฑ์ค่า IOC ที่นิยมใช้มาอธิบายว่าเป็นข้อบังคับตายตัวสำหรับเครื่องมือทุกชนิด โดยไม่พิจารณาจำนวนผู้เชี่ยวชาญและวิธีตรวจสอบที่ใช้

เรื่องที่สอง เครื่องมือมีความตรงแล้ว ต้องตรวจสอบความเที่ยงอีกหรือไม่?

คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะของเครื่องมือและการนำผลไปใช้ครับ

ความตรง (Validity) เกี่ยวข้องกับหลักฐานและเหตุผลที่สนับสนุนการตีความคะแนนเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนด

ส่วนความเที่ยง (Reliability) เกี่ยวข้องกับความสม่ำเสมอหรือความคงเส้นคงวาของคะแนนภายใต้เงื่อนไขการวัดที่เหมาะสม

สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

สมมติว่าครูสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมาย

ครูอาจวิเคราะห์ค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนกของข้อสอบ รวมถึงประมาณค่าความเที่ยงด้วยวิธีที่เหมาะสม

หากเป็นข้อสอบให้คะแนนถูกผิด อาจพิจารณาวิธี KR-20 ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

แต่ถ้าเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า อาจพิจารณาสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค หรือวิธีอื่นที่สอดคล้องกับโครงสร้างและลักษณะข้อมูล

สิ่งที่ผมอยากเน้นคือ อย่าเลือกใช้สถิติเพียงเพราะเห็นงานวิจัยเรื่องอื่นใช้

แต่ควรเลือกจากธรรมชาติของเครื่องมือ โครงสร้างสิ่งที่ต้องการวัด และข้อสมมติของวิธีวิเคราะห์นั้น

เรื่องที่สาม ค่าอำนาจจำแนกและความยากง่าย จำเป็นกับเครื่องมือทุกชนิดหรือไม่?

ไม่จำเป็นครับ

ถ้าเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ความยากง่ายและอำนาจจำแนกของข้อสอบมักเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคุณภาพข้อคำถาม

แต่ถ้าเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสังเกตพฤติกรรม หรือแบบประเมินคุณภาพนวัตกรรม เราไม่ควรนำวิธีตรวจสอบของข้อสอบปรนัยไปใช้โดยไม่พิจารณาความเหมาะสม

เช่น แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู อาจต้องพิจารณาความชัดเจนของเกณฑ์การสังเกต และความสอดคล้องของผลการให้คะแนนระหว่างผู้สังเกต

หรือหากเป็นแบบประเมินสมรรถนะด้วยเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ก็ควรตรวจสอบว่าคำอธิบายแต่ละระดับคะแนนสามารถใช้แยกคุณภาพการปฏิบัติได้ชัดเจนเพียงใด

ผู้ประเมินต่างคนกันใช้เกณฑ์เดียวกันแล้วให้คะแนนสอดคล้องกันหรือไม่ ก็เป็นคำถามที่ควรพิจารณา

ดังนั้น เครื่องมือแต่ละประเภทอาจต้องใช้หลักฐานตรวจสอบคุณภาพแตกต่างกัน

ผมมองว่านี่คือความสามารถทางระเบียบวิธีวิจัยที่ผู้จัดทำผลงานระดับเชี่ยวชาญควรแสดงให้เห็น

เพราะการใช้สถิติได้หลายตัว ไม่ได้หมายความว่าเราเลือกใช้สถิติได้ถูกต้องเสมอไป

เรื่องที่สี่ เครื่องมือวิจัยมีคุณภาพ แต่ทำไมผลการวิจัยยังอาจไม่น่าเชื่อถือ?

ลองมาพิจารณาตัวอย่างในงานบริหารสถานศึกษาครับ

ผู้บริหารพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน แล้วสร้างแบบสอบถามเพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ

แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบ IOC และมีค่าความเที่ยงอยู่ในระดับสูง

เมื่อเก็บข้อมูลจากครูในโรงเรียน พบว่าค่าเฉลี่ยความคิดเห็นต่อประสิทธิผลของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด

ผู้บริหารจึงสรุปว่า รูปแบบการบริหารมีประสิทธิผลสูงมาก

คำถามคือ…

แบบสอบถามนี้วัดประสิทธิผลของการบริหารจริง หรือวัดความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับประสิทธิผล?

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันครับ

หากเครื่องมือถามความเห็นของครูว่า ระบบบริหารมีความเหมาะสมหรือช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้นเพียงใด ผลที่ได้ย่อมเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการรับรู้หรือความคิดเห็นของผู้ตอบ

ไม่ควรนำไปสรุปแทนผลการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพการจัดการเรียนรู้หรือผลลัพธ์ของผู้เรียนทั้งหมด

แม้แบบสอบถามจะมีค่า IOC และความเที่ยงสูงก็ตาม

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ต้องเริ่มจากคำถามว่า

“เราต้องการวัดอะไร?”

ก่อนจะถามว่า

“เราจะใช้สถิติอะไรตรวจสอบเครื่องมือ?”

ถ้าเรากำหนดสิ่งที่ต้องการวัดไม่ชัดเจน ต่อให้คำนวณค่าสถิติได้ถูกต้อง ก็อาจนำข้อมูลไปสรุปเกินกว่าสิ่งที่เครื่องมือวัดได้จริง

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ คือการรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในบทที่ 3

บางงานวิจัยระบุเพียงว่า

“เครื่องมือผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์ที่กำหนด”

แต่ไม่ได้แสดงรายละเอียดว่า ผู้วิจัยนำเครื่องมือไปทดลองใช้กับใคร จำนวนเท่าใด มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างไร หรือใช้วิธีคำนวณค่าความเที่ยงแบบใด

บางเรื่องรายงานค่าความเที่ยงเพียงค่าเดียว ทั้งที่แบบสอบถามประกอบด้วยหลายมิติซึ่งอาจวัดคุณลักษณะที่แตกต่างกัน

การรายงานเช่นนี้อาจทำให้ผู้อ่านตรวจสอบความเหมาะสมของวิธีวิเคราะห์ได้ยาก

ผมจึงเห็นว่า การเขียนรายงานระดับเชี่ยวชาญควรอธิบายกระบวนการพัฒนาเครื่องมือให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ตั้งแต่การกำหนดนิยามสิ่งที่ต้องการวัด การสร้างข้อคำถาม การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดลองใช้ ไปจนถึงการวิเคราะห์และปรับปรุงเครื่องมือ

หากข้อคำถามบางข้อไม่ผ่านเกณฑ์ ผู้วิจัยควรอธิบายว่าได้ตัดออกหรือปรับปรุงอย่างไร และมีเหตุผลอะไรประกอบการตัดสินใจ

เพราะข้อคำถามที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยล้มเหลว

ตรงกันข้าม การพบข้อบกพร่องแล้วนำข้อมูลมาปรับปรุงอย่างเป็นระบบ แสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยใช้หลักฐานในการตัดสินใจจริง

ผมอยากฝากอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “คิดค้นและปรับเปลี่ยน”

หากเราคิดค้นนวัตกรรมการเรียนรู้ขึ้นมา แต่ใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถวัดผลลัพธ์ตามเป้าหมายของนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม

เราก็อาจไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจะอธิบายว่าการคิดค้นนั้นก่อให้เกิดผลตามที่คาดหวังจริงหรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ แต่กลับใช้ข้อสอบที่เน้นการจดจำข้อเท็จจริงเป็นเครื่องมือวัดผลหลัก

ต่อให้คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าผู้เรียนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น

เพราะตัวเครื่องมืออาจไม่ได้วัดคุณลักษณะที่เราต้องการพัฒนาอย่างแท้จริง

นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพเครื่องมือวิจัยกับคุณภาพของข้อสรุปทางวิชาการ

สำหรับผม การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยไม่ได้ทำเพื่อให้บทที่ 3 มีตารางค่าสถิติครบถ้วน แต่ทำเพื่อให้เรามั่นใจว่าข้อมูลที่นำไปใช้ตอบคำถามวิจัยมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ

หากข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ ข้อสรุปเกี่ยวกับคุณภาพนวัตกรรมก็ย่อมมีข้อจำกัดตามไปด้วย

ก่อนจบตอนนี้ ผมอยากฝากคำถามให้ครูและผู้บริหารที่กำลังทำผลงานลองกลับไปตรวจสอบรายงานของตนเองว่า

“ถ้ากรรมการถามว่า ทำไมจึงเลือกใช้เครื่องมือนี้ และมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าเครื่องมือสามารถวัดสิ่งที่ต้องการได้ เราจะอธิบายได้หรือไม่?”

ถ้าตอบได้ด้วยเหตุผลทางวิชาการ มีข้อมูลและหลักฐานสนับสนุน ก็แสดงว่าเราเข้าใจเครื่องมือที่ใช้มากกว่าการนำแบบสอบถามหรือแบบทดสอบไปเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียว

แต่ถ้าคำตอบมีเพียงว่า

“เพราะค่า IOC ผ่านเกณฑ์แล้ว”

ผมคิดว่าเราควรกลับไปศึกษาคุณภาพเครื่องมือให้ลึกซึ้งกว่าเดิมอีกสักหน่อยครับ

เพราะงานวิจัยระดับเชี่ยวชาญควรทำให้ผู้อ่านเห็นว่า ผู้วิจัยมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกวิธีการทางวิชาการที่เหมาะสมกับปัญหา ไม่ใช่เพียงดำเนินการตามรูปแบบรายงานที่เคยพบเห็นมา

และผมอยากฝากประโยคหนึ่งไว้ว่า

“เครื่องมือวิจัยที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนค่าสถิติที่รายงาน แต่วัดจากความเหมาะสมของหลักฐานที่ใช้สนับสนุนการตีความผลการวิจัย”

ตอนที่ 9 “บทที่ 4 มีตารางเต็มไปหมด แต่ทำไมยังตอบคำถามวิจัยไม่ชัด?”

ตอนต่อไปผมจะชวนวิเคราะห์การนำเสนอผลการวิจัยในบทที่ 4 โดยเฉพาะการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ว่าควรนำเสนออย่างไรจึงจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นหลักฐานของการคิดค้นและปรับเปลี่ยนอย่างมีเหตุผล

เขียนโดย

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด

ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ

หมายเหตุ: ตัวอย่างในบทความเป็นกรณีสมมติเพื่ออธิบายหลักการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย การเลือกใช้สถิติและเกณฑ์การยอมรับต้องพิจารณาตามชนิดของเครื่องมือ วัตถุประสงค์การวัด และระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้

#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #เครื่องมือวิจัย #IOC #ความตรงและความเที่ยง #การวัดและประเมินผล #การวิจัยทางการศึกษา #วิจัยและพัฒนา #เขียนรายงานวิจัย #ผลงานทางวิชาการ #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา


อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 7  |  อ่านตอนที่ 9 →

Exit mobile version