ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 1 จาก 10
เวลาพูดถึงคำว่า “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” หลายคนมักนึกถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา 1 ชิ้น แล้วนำไปใช้กับนักเรียนหรือองค์กร จากนั้นเก็บผลว่า “ดีขึ้นหรือไม่”
แต่ในมุมของการปฏิบัติงานระดับสูง ความหมายของคำนี้ลึกกว่านั้นพอสมควร
“คิดค้น” ไม่ได้หมายความว่าเราต้องสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลก
สิ่งที่ต้องเห็นคือ ผู้ปฏิบัติงานสามารถนำองค์ความรู้ แนวคิด ทฤษฎี ประสบการณ์ และข้อมูลจากปัญหาจริง มาสังเคราะห์เป็นรูปแบบ วิธีการ กระบวนการ หรือระบบการทำงานที่เหมาะกับบริบทของตนเองได้หรือไม่
และที่สำคัญ ต้องตอบได้ว่า
“ของเดิมมีปัญหาอะไร แล้วสิ่งที่เราคิดขึ้นมาแก้ปัญหานั้นอย่างไร”
เช่น ครูพบว่านักเรียนอ่านภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่เข้าใจความหมาย หากยังใช้วิธีเดิมคือสอนคำศัพท์ อธิบายบทอ่าน แล้วให้นักเรียนตอบคำถาม ผลลัพธ์อาจไม่เปลี่ยนมากนัก
การคิดค้นจึงอาจเริ่มจากการวิเคราะห์ว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การอ่านออกเสียง แต่อยู่ที่นักเรียนยังไม่มีวิธีคิดระหว่างอ่าน
ครูจึงออกแบบกระบวนการเรียนรู้ใหม่ เช่น ให้นักเรียนคาดเดาความหมายจากบริบท ตั้งคำถามกับข้อความ เชื่อมโยงข้อมูล แล้วตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง
เมื่อทดลองใช้ เก็บข้อมูล และพบว่ายังมีบางขั้นตอนที่ไม่เหมาะกับนักเรียนบางกลุ่ม ครูก็นำผลนั้นกลับมาปรับกระบวนการอีกครั้ง
ตรงนี้เองที่คำว่า “ปรับเปลี่ยน” เริ่มชัดเจนขึ้น
เพราะการปรับเปลี่ยนไม่ใช่เพียงการแก้ใบงาน เปลี่ยนชื่อกิจกรรม หรือเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไป
แต่คือการทำให้ “ระบบเดิม” เปลี่ยนวิธีทำงาน
จากเดิมที่ครูเป็นผู้บอกความรู้ อาจเปลี่ยนเป็นการออกแบบให้ผู้เรียนสร้างความเข้าใจด้วยกระบวนการคิด
จากเดิมที่ประเมินเมื่อสอนจบ อาจเปลี่ยนเป็นการใช้ข้อมูลระหว่างเรียนเพื่อปรับการสอนทันที
หรือในงานบริหาร จากเดิมที่โรงเรียนวางแผนโดยอาศัยข้อมูลภาพรวม อาจพัฒนาระบบที่นำข้อมูลผลการเรียน การมาเรียน พฤติกรรม และข้อมูลรายบุคคลมาใช้ตัดสินใจร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น สิ่งที่กรรมการหรือผู้อ่านผลงานควรเห็น ไม่ใช่เพียง “มีนวัตกรรมอะไร”
แต่ต้องเห็นเส้นทางของความคิดว่า
ปัญหาเดิมคืออะไร
เหตุใดวิธีเดิมจึงยังไม่เพียงพอ
ผู้จัดทำใช้หลักวิชาอะไรในการออกแบบวิธีใหม่
วิธีใหม่นั้นเปลี่ยนกระบวนการเดิมตรงไหน
และมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น
ผมจึงมองว่า หัวใจของคำว่า “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” ไม่ได้อยู่ที่ความแปลกใหม่ของชื่อโมเดล
แต่อยู่ที่ “คุณภาพของกระบวนการคิด”
หากสร้างโมเดลชื่อใหม่ แต่กระบวนการทำงานยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ผลงานนั้นอาจยังไม่สะท้อนการคิดค้นและปรับเปลี่ยนอย่างแท้จริง
ในทางกลับกัน บางผลงานอาจไม่มีชื่อโมเดลที่หวือหวา แต่ผู้จัดทำสามารถวิเคราะห์ปัญหา สังเคราะห์องค์ความรู้ ทดลอง ปรับปรุง และทำให้วิธีทำงานเดิมเปลี่ยนไปอย่างมีเหตุผล พร้อมมีข้อมูลยืนยันผล แบบนี้กลับมีน้ำหนักทางวิชาการมากกว่า
ก่อนจะเริ่มทำผลงาน จึงอยากให้ลองถามตัวเองสั้น ๆ ว่า
“ถ้าไม่มีสิ่งที่เราคิดขึ้นมา ระบบเดิมจะทำงานเหมือนเดิมหรือไม่”
ถ้าคำตอบคือ “เหมือนเดิมเกือบทั้งหมด” อาจต้องกลับไปคิดใหม่
แต่ถ้าสิ่งที่เราพัฒนาขึ้นทำให้ครู ผู้เรียน โรงเรียน หรือระบบงาน เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และเกิดผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ นั่นจึงเริ่มเข้าใกล้ความหมายของคำว่า
“คิดค้นและปรับเปลี่ยน”
อย่างแท้จริง
เขียนโดย
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
#คิดค้นและปรับเปลี่ยน
#วิทยฐานะ
#วิทยฐานะเชี่ยวชาญ
#ครูเชี่ยวชาญ
#ผู้บริหารเชี่ยวชาญ
#ศึกษานิเทศก์
#การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
#นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
#การพัฒนาคุณภาพการศึกษา
#เขียนผลงานทางวิชาการ
#PA
#DPA
#แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา
อ่านต่อในชุดนี้: อ่านตอนที่ 2 →
