Site icon Digital Learning Classroom

เทคนิคสำหรับการวัดทัศนคติ (A Technique for the Measurement of Attitudes)

แชร์เรื่องนี้

เทคนิคสำหรับการวัดทัศนคติ (A Technique for the Measurement of Attitudes)

โดย ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด

เอกสารสรุปข้อมูล (Briefing Document) หัวข้อ: บทวิเคราะห์นวัตกรรมทางสถิติและจิตวิทยาในการวัดทัศนคติทางสังคม ผู้เขียน: Rensis Likert, Ph.D. (มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก) วันที่ตีพิมพ์: มิถุนายน ค.ศ. 1932 (Archives of Psychology, No. 140)

——————————————————————————–

บทสรุป (Executive Summary)

รายงานฉบับนี้สรุปผลการศึกษาของ Rensis Likert เกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคใหม่ในการวัดทัศนคติทางสังคม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความยุ่งยากทางสถิติที่พบในวิธีการแบบเดิม (โดยเฉพาะวิธีของ Thurstone) การศึกษานี้ท้าทายความเชื่อที่ว่าทัศนคติมีความเฉพาะเจาะจง (Specificity) จนไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทัศนคติมีการรวมกลุ่มกันเป็น “ปัจจัยกลุ่ม” (Group Factors) ที่ชัดเจน

ประเด็นสำคัญจากการศึกษา ได้แก่:

——————————————————————————–

1. ปัญหาพื้นฐาน: ความเฉพาะเจาะจงเทียบกับความครอบคลุมทั่วไป (Specificity vs. Generality)

ความขัดแย้งหลักในการวิจัยบุคลิกภาพและทัศนคติอยู่ที่การนิยามว่าลักษณะนิสัยของมนุษย์มีความเป็นเอกภาพหรือแยกส่วนจากกัน

——————————————————————————–

2. ระเบียบวิธีวิจัยและกระบวนการ (Procedure)

โครงการนี้เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1929 โดยครอบคลุมพื้นที่ทัศนคติหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, ความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติ, ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ, ความขัดแย้งทางการเมือง และศาสนา

2.1 ลักษณะของข้อคำถาม

2.2 โครงสร้างมาตรวัด (Attitude Scales)

แบบสอบถามที่ใช้ในการวิเคราะห์แบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก:

  1. คำถามแบบ ใช่ / ไม่แน่ใจ / ไม่ (Yes / ? / No)
  2. คำถามแบบเลือกตอบ 5 ตัวเลือก (Multiple-choice)
  3. ข้อความที่ให้เลือกระดับความเห็นด้วย 5 ระดับ (Strongly Approve ถึง Strongly Disapprove)
  4. การตอบสนองต่อเรื่องเล่าความขัดแย้งทางสังคม

2.3 กลุ่มตัวอย่าง

——————————————————————————–

3. นวัตกรรมการให้คะแนน (Scoring Methods)

Likert ได้เปรียบเทียบวิธีการให้คะแนนสองแบบเพื่อหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด:

3.1 วิธี Sigma (The Sigma Method)

วิธีให้คะแนนแบบง่าย (The Simpler Method of Scoring) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลดความยุ่งยากจากวิธี Sigma มีขั้นตอนที่ตรงไปตรงมาดังต่อไปนี้:

1. การกำหนดค่าตัวเลขให้กับตัวเลือก (Assigning numerical values): เริ่มต้นด้วยการแปลงตัวเลือกที่เป็นข้อความทั้ง 5 ระดับ ให้กลายเป็นคะแนน โดยกำหนดให้เป็นตัวเลขเรียงลำดับตั้งแต่ 1 ถึง 5

2. การจัดทิศทางของคะแนนให้สอดคล้องกับทัศนคติ:

สิ่งสำคัญคือ การกำหนดค่าตัวเลขนี้จะต้องทำอย่างคงเส้นคงวา (consistently) ในทุกๆ ข้อคำถาม ที่จะถูกนำมารวมในมาตรวัดชุดเดียวกัน (หมายเหตุ: ผู้วิจัยยังได้ทดลองปรับค่าน้ำหนักของตัวเลือกเป็น 1, 3, 4, 5, และ 7 เพื่อเน้นน้ำหนักที่ตัวเลือกฝั่งสุดโต่ง แต่พบว่าให้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างจากเดิม)

3. การคำนวณคะแนนของแต่ละบุคคล (Determining the individual score): เมื่อผู้ตอบทำแบบสอบถามเสร็จแล้ว คะแนนของบุคคลนั้นจะคำนวณได้จากการนำค่าตัวเลขของทุกข้อที่เขาเลือกมาหา “ผลรวม” (sum) หรือ “ค่าเฉลี่ย” (average) แต่ในทางปฏิบัติจริง เนื่องจากจำนวนข้อคำถามที่ให้ทุกคนตอบนั้นมีเท่ากัน ผู้วิจัยจึงนิยมใช้วิธีหา ผลรวมของคะแนนตัวเลข (sum of the numerical scores) แทนการคำนวณหาค่าเฉลี่ย

3.2 วิธีที่ง่ายกว่า (The Simpler Method)

มาตรวัด (Scale)สหสัมพันธ์ระหว่างวิธี Sigma และวิธี 1-5
ความเป็นสากล (Internationalism).991 ถึง .995
เชื้อชาตินิโกร (Negro).987 ถึง .992

ในบริบทที่กว้างขึ้นของวิธีการให้คะแนน (Scoring Methods) เพื่อใช้วัดทัศนคตินั้น “วิธีให้คะแนนแบบง่าย” (The Simpler Method of Scoring) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความยุ่งยากและประหยัดเวลา เมื่อเทียบกับวิธีการให้คะแนนแบบอื่นๆ ที่มีอยู่ในยุคนั้น

เพื่อให้เห็นภาพรวมของบทบาทและความสำคัญของวิธี Simpler Method สามารถแบ่งประเด็นในบริบทของวิธีการให้คะแนนได้ดังนี้:

1. การก้าวข้ามข้อจำกัดของวิธีของ Thurstone และวิธี Sigma ก่อนหน้านี้ วิธีการให้คะแนนแบบ Thurstone จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตัดสิน (Judges) มาช่วยประเมินค่าและจัดกลุ่มข้อความ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและอาจเกิดข้อผิดพลาดจากตัวผู้ตัดสินเองได้ Rensis Likert จึงได้คิดค้นวิธี Sigma (Sigma Method) ขึ้นมาแทนโดยอิงตามการแจกแจงแบบปกติ (Normal distribution) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องการใช้กลุ่มผู้ตัดสินได้สำเร็จ แต่ก็ยังต้องอาศัยการคำนวณและแปลงค่าทางสถิติที่ซับซ้อนอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้ทดลอง “วิธีให้คะแนนแบบง่าย” (Simpler Method) โดยลดทอนความซับซ้อนเหลือเพียงการกำหนดค่าตัวเลข 1 ถึง 5 ให้กับตัวเลือกในแต่ละระดับของข้อคำถาม (โดยให้ 1 เป็นฝั่งลบ และ 5 เป็นฝั่งบวก) เพื่อดูว่าจะให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการคำนวณทางสถิติที่ซับซ้อนหรือไม่

2. บทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือผ่านความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบ ในบริบทของความแม่นยำทางสถิติ ผู้วิจัยพบว่าคะแนนที่คำนวณจากวิธี Simpler Method (1 ถึง 5) มีความสัมพันธ์กับคะแนนที่ได้จากวิธี Sigma สูงมากจนเกือบจะสมบูรณ์แบบ (correlate almost perfectly) ที่ระดับความสัมพันธ์ +.99 ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้วิจัยลองเปลี่ยนน้ำหนักคะแนนเป็น 1, 3, 4, 5, และ 7 เพื่อให้น้ำหนักกับคำตอบฝั่งสุดโต่งมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงให้ค่าความสัมพันธ์ที่สูงเช่นเดิม ผลลัพธ์นี้เป็นเครื่องยืนยันและสร้างความชอบธรรม (justify) ให้กับการใช้วิธีให้คะแนนแบบ 1-5 โดยชี้ให้เห็นว่าการคำนวณที่ซับซ้อนนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป

3. การคำนวณคะแนนที่สะดวกยิ่งขึ้น ในการหาคะแนนรวมของแต่ละบุคคล วิธีนี้อนุญาตให้ผู้วิจัยสามารถนำคะแนนตัวเลขจากแต่ละข้อคำถามมาหา “ค่าเฉลี่ย” (average) หรือนำมา “บวกกันเป็นคะแนนรวม” (sum of the numerical scores) ได้โดยตรง ซึ่งในทางปฏิบัติผู้วิจัยเลือกใช้การหาผลรวม วิธีนี้มีความตรงไปตรงมาและลดภาระในการประมวลผลข้อมูลลงอย่างมหาศาล

4. ความยืดหยุ่นในการบูรณาการข้อคำถาม ข้อได้เปรียบที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของวิธี 1 ถึง 5 เหนือวิธี Sigma คือ ความสามารถในการนำคะแนนไปรวมกับข้อคำถามรูปแบบอื่นได้ ในแบบสอบถามชุดนี้ ผู้วิจัยมีข้อคำถามแบบ 3 ระดับ (ตอบว่า ใช่ / ไม่แน่ใจ / ไม่ใช่) วิธีให้คะแนนแบบง่ายช่วยให้ผู้วิจัยสามารถนำปฏิกิริยาจากข้อคำถามแบบ 3 ระดับ มารวมกับข้อคำถามแบบ 5 ระดับได้ในแบบสอบถามชุดเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้การวัดทัศนคติของนักศึกษามีความน่าเชื่อถือและเสถียรมากยิ่งขึ้น

5. ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องมือเดิม เมื่อนำมาตรวัดที่สร้างและให้คะแนนด้วยวิธี Simpler Method ไปเปรียบเทียบกับมาตรวัด Thurstone-Droba War scale ผู้วิจัยพบว่า วิธีนี้สามารถให้ค่าความเชื่อมั่น (reliability) ที่เท่าเทียมกันหรือสูงกว่า โดยใช้จำนวนข้อคำถามที่น้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง

โดยสรุปแล้ว ในกระบวนการพัฒนาวิธีการให้คะแนน วิธี Simpler Method ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถบรรลุความน่าเชื่อถือทางสถิติระดับสูงได้โดยไม่ต้องพึ่งพากระบวนการที่ซับซ้อน อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้มาตรวัดแบบ Likert Scale เป็นที่นิยมและใช้งานได้ง่ายในงานวิจัยเชิงสำรวจมาจนถึงปัจจุบัน

——————————————————————————–

4. ความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรง (Reliability and Validity)

4.1 ความเชื่อมั่น (Reliability)

4.2 ความเที่ยงตรง (Validity)

——————————————————————————–

5. การเปรียบเทียบกับวิธีของ Thurstone

Likert ชี้ให้เห็นว่าเทคนิคของเขามีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนเหนือวิธีที่ Thurstone นำเสนอไว้ก่อนหน้า:

  1. ความประหยัด: มาตรวัดความเป็นสากลของ Likert ที่มี 24 ข้อคำถาม ให้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับมาตรวัดของ Thurstone ที่ต้องใช้ถึง 44 ข้อคำถาม
  2. ความง่ายในการสร้าง: ไม่ต้องใช้กระบวนการคัดแยกข้อความโดยผู้ตัดสิน (Sorting) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ Thurstone เองยอมรับว่า “ยากลำบากอย่างยิ่ง” (Exceedingly Laborious)
  3. ความครอบคลุม: วิธีของ Likert หลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกลุ่มผู้ตัดสินที่มักมาจากกลุ่มเฉพาะ (เช่น นักวิชาการ) ซึ่งอาจไม่เข้าใจทัศนคติของกลุ่มคนทำงานทั่วไปอย่างแท้จริง

——————————————————————————–

6. การตีความทางจิตวิทยา (Psychological Interpretation)

ผลการศึกษาพบ “ปัจจัยกลุ่ม” (Group Factors) อย่างน้อย 3 กลุ่ม ได้แก่ ความเป็นสากล (Internationalism), จักรวรรดินิยม (Imperialism) และทัศนคติต่อนิโกร (Negro)

——————————————————————————–

“ทัศนคติสามารถมองว่าเป็น ‘กลุ่ม’ หรือ ‘สิ่งที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน’ เช่น ทัศนคติที่สนับสนุนญี่ปุ่นโดยทั่วไป อาจแสดงออกผ่านชุดของคำประกาศสนับสนุนญี่ปุ่นหรือการกระทำที่ส่งเสริมญี่ปุ่นชุดหนึ่ง”Rensis Likert (1932)

ที่มา: Likert, R.  1932.  A Technique for the Measurement of Attitudes.  A Technique for the Measurement of Attitudes

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Exit mobile version