Site icon Digital Learning Classroom

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการประเมิน PA ศึกษานิเทศก์“ทำงานดี” กับ “นำเสนอให้เห็นว่าดี” เป็นคนละเรื่องกัน

แชร์เรื่องนี้

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการประเมิน PA ศึกษานิเทศก์
“ทำงานดี” กับ “นำเสนอให้เห็นว่าดี” เป็นคนละเรื่องกัน

โดย ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ

จากโอกาสที่ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลง หรือ PA ของศึกษานิเทศก์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ซ้ำ ๆ คือ ศึกษานิเทศก์จำนวนมากทำงานจริง ทำงานหนัก และมีผลงานจำนวนมาก แต่เมื่อถึงวันประเมิน กลับนำเสนอสิ่งที่ตนเองทำได้ไม่เต็มศักยภาพ

บางท่านมีแฟ้มหนามาก
บางท่านมีกิจกรรมเต็มปฏิทิน
บางท่านมีทั้งคำสั่ง ภาพถ่าย เกียรติบัตร หนังสือราชการ และรายงานจำนวนมาก

แต่คำถามของกรรมการไม่ได้อยู่ที่ว่า

“ปีนี้ทำอะไรไปบ้าง”

คำถามที่กรรมการอยากเห็นมากกว่าคือ

“งานที่ท่านทำ ทำให้ครู โรงเรียน หรือผู้เรียน เปลี่ยนแปลงอย่างไร”

นี่คือจุดที่อยากฝากเป็นข้อคิดจากประสบการณ์บนโต๊ะประเมิน

สิ่งแรกที่ควรเปลี่ยน คือ อย่านำเสนอ PA แบบ “รายงานกิจกรรม”

ศึกษานิเทศก์ไม่ควรเริ่มด้วยการไล่รายการว่า ไปนิเทศโรงเรียนใด จัดประชุมกี่ครั้ง เป็นวิทยากรกี่เวที หรือเข้าร่วมโครงการอะไรบ้าง เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงหลักฐานว่า “ได้ทำงาน”

แต่ PA ต้องพาไปไกลกว่านั้น คือทำให้เห็นว่า

ปัญหาคืออะไร
ท่านเข้าไปทำอะไรกับปัญหานั้น
เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น
และมีหลักฐานใดยืนยันการเปลี่ยนแปลงนั้น

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า

“ข้าพเจ้าได้ดำเนินการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจำนวน 15 โรงเรียน”

อาจเปลี่ยนวิธีเล่าว่า

“จากการวิเคราะห์ผลการนิเทศต้นปี พบว่าครูส่วนหนึ่งยังออกแบบกิจกรรม Active Learning ในลักษณะเน้นกิจกรรม แต่ยังไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ จึงออกแบบกระบวนการนิเทศแบบ Coaching ร่วมกับการวิเคราะห์แผนการสอน ก่อนและหลังการนิเทศ พบว่าครูสามารถออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดและหลักฐานการเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้น”

ประโยคหลังทำให้กรรมการเห็น “งานของศึกษานิเทศก์” มากกว่าประโยคแรกทันที

ประเด็นที่สอง อย่าเริ่มจาก “ฉันทำอะไร” ให้เริ่มจาก “ปัญหาอะไรที่ต้องแก้”

PA ที่น่าสนใจมักมีเส้นเรื่องชัดเจน

ปัญหา → การวิเคราะห์ → วิธีดำเนินงาน → ผลที่เกิดขึ้น → หลักฐาน

โดยเฉพาะ “ประเด็นท้าทาย” ไม่ควรเป็นเพียงชื่อโครงการใหม่ หรือกิจกรรมพิเศษที่ดูทันสมัย แต่ควรเป็นปัญหาทางวิชาชีพที่ศึกษานิเทศก์มีข้อมูลยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง

หากกล่าวว่า

“ครูยังขาดทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก”

กรรมการอาจถามต่อทันทีว่า

ขาดอย่างไร
รู้ได้อย่างไร
มีข้อมูลจากที่ใด
ครูกลุ่มไหน
จำนวนเท่าไร
และเมื่อดำเนินการแล้วดีขึ้นเพียงใด

ดังนั้น ประเด็นท้าทายที่ดีต้องมี “ฐานข้อมูลก่อนพัฒนา” เสมอ

อีกเรื่องหนึ่งที่พบค่อนข้างบ่อย คือ มีผลลัพธ์ แต่ไม่มีค่าเริ่มต้น

เช่น บอกว่า

“หลังดำเนินงาน ครูร้อยละ 85 สามารถจัดการเรียนรู้ได้ในระดับดีขึ้นไป”

ฟังดูดีครับ แต่กรรมการยังไม่ทราบว่า ก่อนดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละเท่าไร

ถ้าก่อนพัฒนามีเพียงร้อยละ 42 แล้วเพิ่มเป็นร้อยละ 85 นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด

แต่ถ้าก่อนพัฒนามีร้อยละ 83 และหลังพัฒนาเป็นร้อยละ 85 ความหมายย่อมต่างกัน

ดังนั้น อย่าแสดงเฉพาะ Post-test ของผลงานตนเอง

PA ที่ดีควรมี Baseline

เพราะ Baseline ทำให้คำว่า “พัฒนา” มีความหมาย

เทคนิคอีกข้อที่ผมคิดว่าสำคัญมาก คือ “หนึ่งข้อสรุป ควรมีหนึ่งหลักฐานรองรับ”

หากบอกว่า “ครูมีสมรรถนะสูงขึ้น” ต้องตอบได้ว่า วัดจากอะไร

หากบอกว่า “โรงเรียนสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างเป็นระบบ” ต้องมีร่องรอยใดรองรับ

หากบอกว่า “ผู้เรียนมีผลลัพธ์ดีขึ้น” ต้องระบุว่าผลลัพธ์ใด วัดเมื่อไร และเปรียบเทียบกับอะไร

อย่าให้กรรมการต้องตีความแทนเรา

หลักฐานที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก แต่ต้องตอบคำถามได้ตรงจุด

รายงาน 100 หน้า อาจมีคุณค่าน้อยกว่าตารางหนึ่งหน้าที่แสดงว่า

ก่อนนิเทศเป็นอย่างไร
ดำเนินการอะไร
หลังนิเทศเกิดอะไร
และข้อมูลมาจากแหล่งใด

อีกเรื่องที่อยากฝากมากเป็นพิเศษ คือ อย่าใช้ “ภาพกิจกรรม” เป็นหลักฐานหลักของความสำเร็จ

ภาพกิจกรรมยืนยันได้ว่า “เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น”

แต่ไม่ได้ยืนยันว่า “เกิดผลสำเร็จ”

ภาพการอบรมครู 200 คนไม่ได้แปลว่าครู 200 คนมีสมรรถนะดีขึ้น
ภาพประชุม PLC ไม่ได้แปลว่าเกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
ภาพการลงพื้นที่นิเทศไม่ได้แปลว่าคุณภาพการจัดการเรียนรู้เปลี่ยนแปลง

ภาพถ่ายใช้ประกอบได้ แต่หลักฐานของผลลัพธ์ควรเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้

เช่น แบบประเมินก่อนและหลัง
ผลงานครูก่อนและหลัง
ผลการสังเกตชั้นเรียน
ข้อมูลผลสัมฤทธิ์หรือสมรรถนะผู้เรียน
ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของแผนการจัดการเรียนรู้
ผลการสะท้อนคิดจากครู
หรือข้อมูลจากระบบนิเทศที่จัดเก็บอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการนำเสนอในวันประเมิน ผมมักคิดง่าย ๆ ว่า

“อย่าพากรรมการเดินชมพิพิธภัณฑ์ผลงาน ให้พากรรมการเดินตามเส้นทางการแก้ปัญหา”

เพราะเวลาประเมินมีจำกัด

ถ้าใช้เวลาส่วนใหญ่บอกประวัติ ตำแหน่ง หน้าที่ โครงการที่รับผิดชอบ หรือรางวัลต่าง ๆ สุดท้ายส่วนที่เป็นหัวใจของ PA กลับเหลือเวลานำเสนอเพียงเล็กน้อย

ผมเสนอให้โครงเรื่องการนำเสนอมีประมาณนี้

เริ่มด้วย “โจทย์” ที่พบจากข้อมูลจริง

จากนั้นอธิบายว่า ท่านคิดและออกแบบการนิเทศอย่างไร

แล้วจึงพาไปดูการดำเนินงานแบบสั้น กระชับ

หลังจากนั้นให้เวลามากที่สุดกับ “ผลลัพธ์”

ผลต่อครูเป็นอย่างไร
ผลต่อระบบงานของโรงเรียนเป็นอย่างไร
และถ้ามีข้อมูลเพียงพอ ผลนั้นส่งต่อถึงผู้เรียนอย่างไร

สุดท้ายจึงอธิบายว่า จากผลที่เกิดขึ้น ท่านเรียนรู้อะไร และรอบต่อไปจะปรับวิธีทำงานอย่างไร

ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าศึกษานิเทศก์ไม่ได้เพียง “ทำงานตามแผน” แต่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนางานของตนเอง

อีกเทคนิคหนึ่งที่ช่วยได้มาก คือ ก่อนวันประเมิน ลองตอบคำถามนี้ให้ได้ภายใน 2 นาที

“ถ้าให้กรรมการจำผลงานของเราได้เพียงเรื่องเดียว อยากให้จำเรื่องอะไร”

ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่าเนื้อหา PA ของเราอาจยังกระจายตัวเกินไป

ศึกษานิเทศก์บางท่านมีผลงานดีหลายเรื่อง จึงพยายามนำเสนอทุกเรื่อง แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีเรื่องใดเด่นพอที่จะทำให้กรรมการเห็นภาพความสามารถทางวิชาชีพอย่างชัดเจน

เลือก “เรื่องหลัก” ให้ชัด แล้วให้ผลงานอื่นทำหน้าที่สนับสนุนเรื่องหลักนั้น

ผมมองว่า PA ของศึกษานิเทศก์ที่ดีควรสะท้อนวิธีคิดแบบนักพัฒนา

คือไม่ได้บอกเพียงว่า “ข้าพเจ้าปฏิบัติงานตามหน้าที่”

แต่ทำให้เห็นว่า

เมื่อพบปัญหา ท่านวิเคราะห์อย่างไร
เมื่อเห็นสาเหตุ ท่านออกแบบการนิเทศอย่างไร
เมื่อดำเนินงานแล้ว ท่านตรวจสอบผลอย่างไร
และเมื่อพบข้อจำกัด ท่านปรับระบบอย่างไร

ตรงนี้เองที่ทำให้ PA แตกต่างจากรายงานผลการปฏิบัติงานทั่วไป

อีกสิ่งหนึ่งที่อยากฝาก คือ อย่าพยายามทำสไลด์ให้ “เยอะ”

ให้ทำสไลด์ให้ “ตอบคำถาม”

หนึ่งสไลด์หนึ่งประเด็น
ตัวเลขสำคัญควรมองเห็นได้ทันที
ตารางไม่ควรแน่นจนต้องเพ่ง
ข้อความไม่ควรเป็นย่อหน้าจากรายงานที่นำมาวางทั้งก้อน

และหากมีข้อมูลก่อน-หลัง ใช้กราฟหรือตารางเปรียบเทียบให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในไม่กี่วินาที

เพราะกรรมการควรใช้เวลาไปกับการคิดตามผลงานของท่าน ไม่ใช่พยายามอ่านข้อความบนหน้าจอ

จากประสบการณ์การประเมินครั้งนี้กับศึกษานิเทศก์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ผมจึงอยากฝากประโยคหนึ่งไว้ว่า

“PA ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีแฟ้มหนากว่า แต่เป็นการทำให้เห็นว่า วิชาชีพของเราสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นจริง”

สำหรับศึกษานิเทศก์ ผมคิดว่ายิ่งต้องระวังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

เพราะงานของเราไม่ได้จบที่การลงพื้นที่นิเทศ
ไม่ได้จบที่การจัดอบรม
และไม่ได้จบที่การมีนวัตกรรมหรือคู่มือหนึ่งเล่ม

ปลายทางของงานนิเทศ คือ การเปลี่ยนแปลงคุณภาพการจัดการศึกษา

ดังนั้น ก่อนปิดแฟ้ม PA ในแต่ละปี ลองถามตัวเองอีกครั้งว่า

“ถ้าตัดคำสั่ง เกียรติบัตร ภาพถ่าย และชื่อโครงการทั้งหมดออกไป ยังมีข้อมูลอะไรเหลืออยู่ที่พิสูจน์ว่า งานของเราทำให้ครูหรือผู้เรียนดีขึ้น”

ถ้ามีคำตอบที่ชัดเจนตรงนั้น ผมคิดว่า PA ของเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว

เก็บตกจากการทำหน้าที่คณะกรรมการประเมิน PA
ศึกษานิเทศก์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา

#PAศึกษานิเทศก์ #ประเมินPA #ศึกษานิเทศก์ #การนิเทศการศึกษา #ประเด็นท้าทาย #ผลลัพธ์การเรียนรู้ #พัฒนาครู #นิเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลง #แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาชีพ

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Exit mobile version