Site icon Digital Learning Classroom

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการ PA ของครู ตอนที่ 6หลักฐาน PA แบบไหนที่กรรมการดูแล้วเชื่อ และแบบไหนมีเยอะแต่ยังตอบไม่ได้

แชร์เรื่องนี้

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการ PA ของครู ตอนที่ 6หลักฐาน PA แบบไหนที่กรรมการดูแล้วเชื่อ และแบบไหนมีเยอะแต่ยังตอบไม่ได้

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

เวลาเปิดดูเอกสาร PA ของครู สิ่งหนึ่งที่พบเสมอคือ หลักฐานมีจำนวนมาก

มีทั้งภาพกิจกรรม ใบงาน แบบฝึก คะแนนก่อนเรียน-หลังเรียน แบบประเมิน เกียรติบัตร หนังสือราชการ คลิปวิดีโอ และรายงานผลต่าง ๆ

แต่จำนวนมาก ไม่ได้แปลว่า “หลักฐานดี”

ในมุมของกรรมการ ผมมักมองว่า หลักฐานที่ดีต้องตอบข้อกล่าวอ้างให้ได้

ถ้าครูบอกว่า

“นักเรียนคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น”

กรรมการต้องเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เชื่อได้ว่า เด็กคิดวิเคราะห์ดีขึ้นจริง

ถ้าครูบอกว่า

“นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น”

ต้องมีข้อมูลที่เปรียบเทียบได้

ถ้าครูบอกว่า

“นักเรียนทำงานร่วมกันดีขึ้น”

ก็ควรมีร่องรอยพฤติกรรมหรือเกณฑ์ประเมินที่รองรับ

หลักฐานจึงไม่ใช่สิ่งที่ใส่มาให้ “ครบ”

แต่เป็นสิ่งที่ใส่มาเพื่อ “ตอบคำถาม”

เรื่องแรกที่อยากฝาก คือ อย่าใช้ภาพกิจกรรมเป็นหลักฐานหลักของผลลัพธ์

ภาพถ่ายตอบได้เพียงว่า

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น”

แต่ตอบไม่ได้ว่า

“เกิดการเรียนรู้หรือไม่”

ภาพนักเรียนนั่งเป็นกลุ่ม ไม่ได้แปลว่านักเรียนทำงานร่วมกันได้ดี

ภาพนักเรียนยิ้ม ไม่ได้แปลว่าผู้เรียนมีแรงจูงใจสูงขึ้น

ภาพครูเดินดูนักเรียน ไม่ได้แปลว่ามีการประเมินเพื่อพัฒนา

ภาพประกอบมีประโยชน์ แต่ควรทำหน้าที่เป็น “บริบท”

ส่วนหลักฐานของผลลัพธ์ควรเป็นข้อมูลที่สะท้อนการเรียนรู้จริง

อีกหลักฐานที่ครูนิยมใช้มาก คือ คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน

สิ่งนี้มีประโยชน์มาก ถ้าใช้ให้ถูก

กรรมการจะดูว่า

คะแนนวัดสิ่งเดียวกันหรือไม่
เครื่องมือสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่
ข้อสอบยากง่ายเหมาะสมหรือไม่
และข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบมีความหมายจริงหรือไม่

ถ้าประเด็นท้าทายพูดเรื่อง “การคิดวิเคราะห์”

แต่คะแนนก่อนเรียน-หลังเรียนมาจากข้อสอบจำความรู้ทั้งหมด

ต่อให้คะแนนเพิ่มขึ้นมาก ก็ยังตอบไม่ได้ว่าการคิดวิเคราะห์ดีขึ้น

ตรงนี้เป็นจุดที่ครูควรระวัง

“เครื่องมือวัดต้องตรงกับสิ่งที่กล่าวอ้าง”

ถ้าต้องการวัดการคิดวิเคราะห์ ควรมีโจทย์หรือภาระงานที่ต้องวิเคราะห์

ถ้าต้องการวัดการแก้ปัญหา ควรให้ผู้เรียนแสดงกระบวนการแก้ปัญหา

ถ้าต้องการวัดการสื่อสาร ควรมีงานพูด เขียน หรืออธิบาย

หลักฐานอีกแบบที่ผมคิดว่ามีพลังมาก คือ “ชิ้นงานก่อนและหลัง”

บางครั้งชิ้นงานเพียง 2 ชิ้น ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดกว่าตารางหลายหน้า

เช่น

งานเขียนของนักเรียนก่อนพัฒนา
เทียบกับ
งานเขียนหลังพัฒนา

หรือ

คำอธิบายวิธีคิดก่อนเรียน
เทียบกับ
คำอธิบายหลังเรียน

ถ้าเห็นว่าจากเดิมนักเรียนตอบสั้น ๆ ไม่ให้เหตุผล

แต่หลังพัฒนา นักเรียนสามารถอธิบายขั้นตอน เชื่อมข้อมูล และให้เหตุผลได้ดีขึ้น

หลักฐานแบบนี้ทำให้กรรมการเห็น “พัฒนาการ” ของผู้เรียนจริง

อีกเรื่องที่อยากแนะนำ คือ อย่าเลือกเฉพาะผลงานของเด็กเก่งที่สุด

ถ้าเลือกแต่งานดีมาก กรรมการอาจสงสัยว่าเป็นตัวแทนของห้องจริงหรือไม่

ควรเลือกตัวอย่างให้เห็นความหลากหลาย

อาจมี

นักเรียนที่พัฒนาดีมาก
นักเรียนระดับปานกลาง
นักเรียนที่ยังต้องได้รับการช่วยเหลือ

วิธีนี้ทำให้เห็นภาพจริงของห้องเรียนมากกว่า

และยังสะท้อนว่าครูมองผู้เรียนเป็นรายบุคคล

หลักฐานที่ดีอีกประเภทหนึ่ง คือ Rubric หรือเกณฑ์การประเมิน

โดยเฉพาะเมื่อประเมินเรื่องที่คะแนนข้อสอบอย่างเดียวตอบไม่ได้

เช่น

การคิด
การสื่อสาร
การทำงานร่วมกัน
การปฏิบัติ
การสร้างชิ้นงาน

แต่ Rubric ที่ดีต้องมีเกณฑ์ชัด

ไม่ใช่เขียนเพียงว่า

ดีมาก
ดี
พอใช้
ปรับปรุง

โดยไม่บอกว่าแต่ละระดับต่างกันอย่างไร

ถ้ากรรมการอ่านแล้วรู้ว่า

“เด็กระดับ 4 ต้องทำอะไรได้”

และ

“ระดับ 2 ยังติดปัญหาตรงไหน”

Rubric จึงจะทำหน้าที่ได้จริง

อีกหลักฐานที่ผมคิดว่าครูมองข้ามกันมาก คือ “คำตอบของนักเรียน”

คำตอบสั้น ๆ ของนักเรียนบางครั้งมีคุณค่ามาก

เช่น

ตอนต้นหน่วย นักเรียนเขียนว่า
“เลือกคำตอบนี้เพราะคิดว่าน่าจะใช่”

แต่หลังพัฒนา นักเรียนเขียนว่า
“เลือกคำตอบนี้เพราะข้อมูลในตารางแสดงว่า… และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ… จึงสรุปได้ว่า…”

เพียงเท่านี้เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการคิด

หลักฐานจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารทางราชการเสมอไป

บางครั้ง “ภาษาของเด็ก” คือหลักฐานที่ดีที่สุด

อีกจุดหนึ่งที่กรรมการมักดู คือ ความสอดคล้องระหว่างข้อมูลกับข้อสรุป

สมมติครูเขียนว่า

“นักเรียนทุกคนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น”

แต่ตารางข้อมูลกลับมีนักเรียนบางคนคะแนนลดลง

สิ่งนี้ต้องอธิบาย

ไม่ควรซ่อนข้อมูล

ถ้ามีนักเรียนบางคนยังไม่พัฒนา ครูสามารถบอกตรง ๆ ว่า

มีนักเรียน 3 คนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์
พบปัญหาเรื่องอะไร
ได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร
และจะติดตามต่ออย่างไร

ข้อมูลแบบนี้กลับทำให้งานดูน่าเชื่อถือมากกว่า

เพราะการประเมินไม่ได้ต้องการเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบ

แต่ต้องการข้อมูลที่ตรงกับความจริง

อีกเทคนิคหนึ่งที่ผมอยากฝาก คือ

“อย่าให้กรรมการต้องค้นหาหลักฐานเอง”

เวลานำเสนอ ถ้าพูดว่า

“นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นค่ะ อยู่ในภาคผนวกหน้า 87”

แบบนี้ทำให้หลักฐานอ่อนลงทันทีในเชิงการสื่อสาร

ควรหยิบข้อมูลสำคัญขึ้นมาให้เห็นตรงหน้า

เช่น

ก่อนพัฒนา ค่าเฉลี่ย 61.20
หลังพัฒนา ค่าเฉลี่ย 78.45

หรือ

ก่อนพัฒนา นักเรียนผ่านเกณฑ์ 14 คน
หลังพัฒนา ผ่านเกณฑ์ 26 คน

จากนั้นค่อยอ้างอิงว่ารายละเอียดอยู่ในเอกสารประกอบ

กรรมการไม่ควรต้องเปิดแฟ้มไล่หาข้อมูลสำคัญแทนครู

หลักฐานสำคัญควรถูก “คัดมาแล้ว”

อีกเรื่องหนึ่งคือ อย่าใช้หลักฐานซ้ำเพื่อสร้างความรู้สึกว่ามีเยอะ

บางแฟ้มมีภาพกิจกรรมเดียวกัน 10 หน้า
มีคำสั่งหลายฉบับ
มีรายงานประชุมจำนวนมาก

สิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนการทำงาน

แต่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักของผลลัพธ์มากนัก

หลักฐาน PA ที่ดีควร “น้อยแต่ตรง”

บางครั้งเพียง

ข้อมูลก่อนพัฒนา
ชิ้นงานก่อน-หลัง
ผลประเมินตามเกณฑ์
และตัวอย่างนักเรียนบางคน

ก็เพียงพอที่จะเล่าเรื่องการพัฒนาได้ชัดมาก

ผมมักใช้หลักคิดหนึ่งเวลาพิจารณาหลักฐาน คือ

“ถ้าตัดคำอธิบายของครูออก หลักฐานชิ้นนี้ยังบอกอะไรได้ด้วยตัวมันเองหรือไม่”

ถ้าตารางอ่านแล้วเข้าใจแนวโน้ม

ถ้าชิ้นงานดูแล้วเห็นพัฒนาการ

ถ้า Rubric อ่านแล้วรู้ว่าประเมินอะไร

หลักฐานชิ้นนั้นถือว่าแข็งแรง

แต่ถ้าต้องอธิบายยาวมากเพื่อให้เห็นว่า “มันดีอย่างไร”

อาจต้องกลับไปปรับวิธีจัดหลักฐานใหม่

อีกจุดที่สำคัญ คือ หลักฐานควรมีความต่อเนื่อง

ไม่ควรมีเฉพาะวันแรกกับวันสุดท้าย

ถ้าเป็นไปได้ ควรมีร่องรอยระหว่างทางบ้าง

เช่น

ครั้งที่ 1 นักเรียนยังทำไม่ได้
ครั้งที่ 2 เริ่มทำได้บางส่วน
ครั้งที่ 3 ทำได้ดีขึ้น

ข้อมูลแบบนี้ทำให้เห็นว่า การพัฒนาเกิดขึ้นเป็นกระบวนการ

ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีหลังจบกิจกรรม

สำหรับครูที่กำลังเตรียมแฟ้ม PA ผมอยากให้ลองจัดหลักฐานใหม่โดยไม่เริ่มจากคำถามว่า

“ปีนี้มีอะไรบ้าง”

แต่ให้เริ่มจากคำถามว่า

“ฉันกำลังจะพิสูจน์อะไร”

ถ้าจะพิสูจน์ว่า นักเรียนอ่านจับใจความดีขึ้น

ต้องเลือกหลักฐานที่เกี่ยวกับการอ่านจับใจความ

ถ้าจะพิสูจน์ว่า นักเรียนอธิบายเหตุผลได้ดีขึ้น

ต้องเลือกหลักฐานที่เห็นการอธิบายเหตุผล

อย่าเอาหลักฐานทุกอย่างที่มีใส่ลงไป

เพราะหลักฐานมากเกินไปอาจทำให้เรื่องสำคัญหายไป

ผมอยากฝากสูตรง่าย ๆ ไว้ตรวจหลักฐาน PA

ก่อนทำ
“เด็กอยู่ตรงไหน”

ระหว่างทำ
“ครูทำอะไร และเด็กตอบสนองอย่างไร”

หลังทำ
“เด็กเปลี่ยนแปลงอย่างไร”

หลักฐานควรช่วยตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

และถ้ามีข้อมูลของเด็กที่ยังไม่สำเร็จด้วย จะยิ่งสะท้อนการทำงานของครูได้ชัดขึ้น

ท้ายที่สุด หลักฐานที่ดีที่สุดไม่ใช่หลักฐานที่ดูเป็นทางการที่สุด

แต่คือหลักฐานที่ทำให้กรรมการตอบคำถามได้ว่า

“เด็กคนนี้ดีขึ้นตรงไหน และเรารู้ได้อย่างไร”

ถ้าหลักฐานตอบคำถามนี้ได้

ไม่จำเป็นต้องหนา

ไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่าง

และไม่จำเป็นต้องตกแต่งมาก

เพราะข้อมูลจะพูดแทนครูได้เอง

เก็บตกจากประสบการณ์การทำหน้าที่คณะกรรมการประเมิน PA ของครู

#PAครู #ประเมินPA #หลักฐานPA #ประเด็นท้าทาย #ผลลัพธ์ผู้เรียน #วิทยฐานะครู #การวัดและประเมินผล #พัฒนาผู้เรียน

Exit mobile version