Site icon Digital Learning Classroom

ตอนที่ 3 ศึกษานิเทศก์ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะถูกลดบทบาท หรือกลายเป็นกำลังหลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษา?

แชร์เรื่องนี้

บทความชุด “อนาคตโครงสร้างการบริหารการศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน”

หลังจากผมเขียนบทความเกี่ยวกับอนาคตโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ และการวางแผนกำลังคนระยะ 5 ปี มีประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำถามในใจของเพื่อนศึกษานิเทศก์หลายคน

“หากกระทรวงศึกษาธิการปรับโครงสร้างและทบทวนอัตรากำลังใหม่ ศึกษานิเทศก์จะยังเป็นตำแหน่งที่จำเป็นอยู่หรือไม่?”

คำถามนี้น่าสนใจ เพราะหากมองเพียงโครงสร้างตามกฎหมาย เราอาจตอบได้ว่าศึกษานิเทศก์เป็นตำแหน่งที่มีมาตรฐานตำแหน่งและภารกิจรองรับอยู่แล้ว แต่หากมองจากมุมของการบริหารกำลังคนในอนาคต คำถามอาจเปลี่ยนไปว่า เหตุใดระบบการศึกษาจึงจำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ และการมีศึกษานิเทศก์ช่วยให้การจัดการศึกษามีคุณภาพดีขึ้นอย่างไร

ผมเชื่อว่าศึกษานิเทศก์ยังมีความจำเป็นต่อระบบการศึกษาไทย แต่บทบาทของศึกษานิเทศก์ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนไปจากที่เราคุ้นเคย

โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงศึกษาธิการเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนกำลังคนตามภารกิจมากขึ้น การอธิบายคุณค่าของตำแหน่งด้วยจำนวนงานที่ทำ จำนวนครั้งที่นิเทศ หรือจำนวนโครงการที่รับผิดชอบ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ลองนึกภาพสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่ง มีศึกษานิเทศก์ปฏิบัติงาน 10 คน แต่ละคนรับผิดชอบโรงเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ นโยบาย และโครงการต่าง ๆ ตลอดปีงบประมาณ ทุกคนปฏิบัติงานตามคำสั่ง มีแผนการนิเทศ มีรายงานผล มีภาพกิจกรรม และมีเอกสารครบถ้วน

หากพิจารณาจากหลักฐานการดำเนินงาน อาจกล่าวได้ว่าศึกษานิเทศก์ทุกคนทำงานตามหน้าที่แล้ว

แต่หากเปลี่ยนมาถามว่า หลังจากนิเทศไปหนึ่งปี ครูเปลี่ยนแปลงวิธีสอนอย่างไร โรงเรียนแก้ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีขึ้นหรือไม่ หรือผู้เรียนมีพัฒนาการอะไรที่สัมพันธ์กับกระบวนการนิเทศ คำตอบอาจไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

ตรงนี้เองที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์ของวิชาชีพศึกษานิเทศก์ในอนาคต

เราจะเปลี่ยนจากการแสดงหลักฐานว่าได้ปฏิบัติงานแล้ว ไปสู่การแสดงหลักฐานว่าการปฏิบัติงานนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

ความจริงแล้ว แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนบทบาทของศึกษานิเทศก์ไม่ใช่เรื่องใหม่

หากศึกษาหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลของ ก.ค.ศ. จะพบว่ามีการให้ความสำคัญกับสมรรถนะในการนิเทศ การเป็นโค้ชทางวิชาการ และการทำงานร่วมกับครูมากขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดการนิเทศที่มุ่งพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผมนึกถึงบทบาทของศึกษานิเทศก์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ หรือ Instructional Improvement Specialist

ลองยกตัวอย่างโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีปัญหานักเรียนอ่านจับใจความไม่ได้ตามระดับที่ควรจะเป็น

หากศึกษานิเทศก์ใช้กระบวนการนิเทศแบบเดิม อาจเริ่มจากการแจ้งนโยบาย จัดประชุมชี้แจง ให้โรงเรียนดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน แล้วรายงานผลกลับมายังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

แต่หากศึกษานิเทศก์ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ กระบวนการทำงานควรเริ่มจากการร่วมกับครูวิเคราะห์ข้อมูลว่า นักเรียนมีปัญหาการอ่านลักษณะใด เกิดจากความรู้พื้นฐานที่ไม่เพียงพอ วิธีจัดการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสม หรือปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว จึงร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ทดลองใช้ สังเกตชั้นเรียน ให้ข้อมูลป้อนกลับ และติดตามผลการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ได้จากการนิเทศลักษณะนี้จะไม่จบเพียงรายงานว่าดำเนินกิจกรรมครบตามแผน แต่ควรมีหลักฐานว่าครูเปลี่ยนแปลงวิธีจัดการเรียนรู้หรือไม่ นักเรียนมีพัฒนาการอย่างไร และยังมีประเด็นใดที่ต้องปรับปรุงต่อ

นี่คือความแตกต่างระหว่างการนิเทศที่มุ่งติดตามกิจกรรม กับการนิเทศที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้

งานวิจัยด้านการพัฒนาครูก็สนับสนุนแนวคิดนี้ในระดับหนึ่ง

งานสังเคราะห์อภิมานของ Visscher และคณะ (2025) ซึ่งวิเคราะห์งานวิจัยคุณภาพสูง 128 เรื่อง พบว่าการพัฒนาครูโดยเฉลี่ยส่งผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน แม้ขนาดอิทธิพลเฉลี่ยจะค่อนข้างเล็ก และประสิทธิผลแตกต่างกันตามรูปแบบการพัฒนา

ข้อค้นพบนี้ชวนให้กลับมาคิดว่า การพัฒนาครูไม่ควรประเมินความสำเร็จจากจำนวนชั่วโมงอบรมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาคุณภาพของกระบวนการพัฒนา การนำความรู้ไปใช้จริง และผลที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้ศึกษาผลของศึกษานิเทศก์ไทยโดยตรง เราจึงต้องระมัดระวังในการนำมาอ้างอิง และควรใช้เป็นหลักคิดในการออกแบบการนิเทศมากกว่าการสรุปว่าการนิเทศทุกรูปแบบจะทำให้ผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นเสมอ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าจะมีผลต่อบทบาทศึกษานิเทศก์มากขึ้นเรื่อย ๆ คือการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้ในการบริหารการศึกษา

วันนี้ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สรุปรายงาน จัดหมวดหมู่ปัญหา และสนับสนุนการออกแบบเครื่องมือทางการศึกษาได้มากขึ้น

งานเอกสารจำนวนหนึ่งที่เคยใช้เวลาหลายวัน อาจลดเวลาลงได้หากใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

คำถามคือ หากในอนาคต AI ช่วยทำงานลักษณะนี้ได้ดีขึ้น ศึกษานิเทศก์ควรใช้เวลาที่เหลือไปทำอะไร

สำหรับผม คำตอบคือควรกลับไปทำงานที่เป็นแก่นของวิชาชีพมากขึ้น นั่นคือการทำงานร่วมกับครูและโรงเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้

AI อาจช่วยชี้ให้เห็นว่านักเรียนกลุ่มใดมีผลการเรียนต่ำ หรือโรงเรียนใดควรได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ แต่การทำความเข้าใจว่าเหตุใดปัญหาจึงเกิดขึ้น และควรช่วยเหลือครูอย่างไร ยังต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ ความเข้าใจบริบท และดุลพินิจของผู้ปฏิบัติงาน

ผมจึงมองว่าอนาคตของศึกษานิเทศก์ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีลดภาระงานที่ไม่จำเป็น แล้วนำเวลาและความสามารถกลับไปสนับสนุนการเรียนรู้ในห้องเรียนให้มากขึ้น

แล้วศึกษานิเทศก์ระดับเชี่ยวชาญควรแสดงบทบาทอย่างไรในอนาคต?

ประเด็นนี้ผมอยากให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาผลงานตามหลักเกณฑ์การขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ

ผมคิดว่าศึกษานิเทศก์ระดับเชี่ยวชาญควรเป็นผู้ที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาการศึกษาอย่างเป็นระบบ ออกแบบแนวทางการนิเทศที่มีเหตุผลทางวิชาการ และมีหลักฐานแสดงว่าการดำเนินงานก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ลองสมมติว่าศึกษานิเทศก์คนหนึ่งพัฒนารูปแบบการนิเทศโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน เพื่อยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย

คำถามที่ควรตอบให้ได้ไม่ใช่เพียงว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบกี่ส่วน ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญกี่คน หรือมีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับใด

แต่ควรถามต่อว่า

เมื่อนำรูปแบบดังกล่าวไปใช้จริง ครูเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้อย่างไร?

ระบบการพัฒนาคุณภาพภายในโรงเรียนเปลี่ยนไปหรือไม่?

และผู้เรียนมีพัฒนาการอะไรที่สามารถตรวจสอบได้?

หลักฐานของศึกษานิเทศก์ระดับเชี่ยวชาญจึงควรแสดงให้เห็นเป็นลำดับว่า ปัญหาเดิมคืออะไร ได้วิเคราะห์สาเหตุจากข้อมูลใด ออกแบบแนวทางหรือระบบนิเทศอย่างไร และนำไปใช้กับครูหรือโรงเรียนในบริบทจริงอย่างไร โดยไม่หยุดอยู่เพียงเอกสาร แผนงาน หรือรายงานกิจกรรม

ในระดับครู ควรมีหลักฐานว่าครูเปลี่ยนแปลงการออกแบบการเรียนรู้ วิธีจัดกิจกรรม การใช้คำถาม การวัดและประเมินผล หรือการใช้ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้เรียนอย่างไร หลักฐานอาจประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ก่อนและหลังการพัฒนา บันทึกการสังเกตชั้นเรียน ชิ้นงานของนักเรียน การสะท้อนคิดของครู และข้อมูลจากการโค้ชหรือการทำงานร่วมกันที่แสดงให้เห็นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

ในระดับโรงเรียน ควรแสดงให้เห็นว่าการนิเทศไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะครูรายบุคคล แต่ช่วยให้โรงเรียนมีระบบพัฒนาคุณภาพที่เข้มแข็งขึ้น เช่น มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน มีชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีระบบติดตามผู้เรียนกลุ่มเสี่ยง มีการนิเทศภายในที่ต่อเนื่อง หรือมีแนวทางที่สามารถขยายผลไปยังครูและระดับชั้นอื่นได้

ในระดับผู้เรียน ต้องแสดงหลักฐานผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับปัญหาที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะคะแนนสอบ แต่อาจรวมถึงความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การมีส่วนร่วม ความมั่นใจในการเรียนรู้ หรือการลดช่องว่างระหว่างผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งนี้ควรใช้ข้อมูลก่อนและหลังการดำเนินงาน และพิจารณาปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบคอบ

สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “หลักฐานว่ามีการดำเนินงาน” กับ “หลักฐานว่าการดำเนินงานก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ภาพการอบรม รายชื่อผู้เข้าร่วม คำสั่งแต่งตั้ง และรายงานผล อาจยืนยันได้ว่ากิจกรรมเกิดขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าครูสอนดีขึ้น โรงเรียนมีระบบดีขึ้น หรือผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น

ศึกษานิเทศก์ระดับเชี่ยวชาญจึงควรทำหน้าที่เป็นนักออกแบบและผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เริ่มจากปัญหาจริง ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทำงานร่วมกับครูและผู้บริหาร ทดลอง ปรับปรุง ติดตามผล และอธิบายได้อย่างมีเหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับกระบวนการนิเทศอย่างไร

หากสามารถแสดงหลักฐานเชื่อมโยงได้ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของครู การเปลี่ยนแปลงของระบบโรงเรียน ไปจนถึงผลลัพธ์ของผู้เรียน ผลงานของศึกษานิเทศก์ก็จะมีความหมายมากกว่าการจัดทำเพื่อเข้ารับการประเมินวิทยฐานะ เพราะหลักฐานเหล่านั้นสามารถนำไปใช้พัฒนางานนิเทศและเป็นความรู้สำหรับสถานศึกษาอื่นได้ด้วย

เมื่อมองไปอีก 5 ปีข้างหน้า ผมจึงมีข้อคาดการณ์ว่า ศึกษานิเทศก์อาจเผชิญกับการทบทวนบทบาทและอัตรากำลังเช่นเดียวกับบุคลากรประเภทอื่น แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าจะมีการลดจำนวนตำแหน่งอย่างแน่นอน

หากกระทรวงศึกษาธิการเลือกปรับกำลังคนภายใต้โครงสร้างเดิม อาจมีการพิจารณาภาระงาน ความจำเป็นของตำแหน่ง และสมรรถนะที่เหมาะสมกับสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่

แต่หากมีการปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาระดับพื้นที่ในวงกว้าง ก็อาจมีการพิจารณาจัดระบบงานนิเทศใหม่ให้ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งสองแนวทางยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ จำเป็นต้องติดตามผลการประชุมและเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการก่อนจะสรุปผลกระทบต่อบุคลากร

สิ่งที่ผมอยากเสนอคือ ไม่ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเลือกแนวทางใด การวางแผนกำลังคนศึกษานิเทศก์ต้องไม่พิจารณาเพียงจำนวนโรงเรียนต่อศึกษานิเทศก์หนึ่งคน แต่ควรพิจารณาความต้องการจำเป็นของโรงเรียน ลักษณะพื้นที่ ความซับซ้อนของปัญหาการเรียนรู้ และระดับการสนับสนุนทางวิชาการที่โรงเรียนต้องได้รับ

เพราะถ้าเราลดจำนวนบุคลากรจนศึกษานิเทศก์ไม่สามารถทำงานกับครูอย่างต่อเนื่องได้ การนิเทศอาจกลับไปเหลือเพียงการติดตามเอกสารและรายงานผล ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงอยู่ในวันนี้

ก่อนจบบทความนี้ ผมอยากชวนเพื่อนศึกษานิเทศก์ทุกคนลองกลับไปเปิดแผนการนิเทศและรายงานผลการปฏิบัติงานของตัวเอง

แล้วถามคำถามง่าย ๆ ว่า

“จากงานทั้งหมดที่เราทำในปีที่ผ่านมา เรามีหลักฐานอะไรบ้างที่บอกได้ว่าครู โรงเรียน และผู้เรียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?”

ถ้าตอบได้ชัดเจน ผมคิดว่านั่นเป็นจุดแข็งที่ควรพัฒนาต่อ

แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็เป็นโอกาสที่ดีในการกลับมาปรับระบบงานนิเทศของเราใหม่

ผมยังเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ แต่การเป็นกำลังหลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเราดำรงตำแหน่งนี้

เราต้องแสดงให้เห็นผ่านการปฏิบัติงานจริงว่า ความรู้ความสามารถและกระบวนการนิเทศของเราช่วยให้ครูจัดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น โรงเรียนพัฒนาระบบงานของตนเองได้ และผู้เรียนได้รับประโยชน์อย่างไร

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ศึกษานิเทศก์อาจไม่ได้ถูกลดบทบาท หากสามารถพิสูจน์คุณค่าของงานด้วยผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ แต่การจะเป็นกำลังหลักของระบบการศึกษาได้นั้น เราต้องเปลี่ยนคำถามจาก

“ปีนี้เราออกนิเทศไปกี่ครั้ง?”

มาเป็น

“จากการนิเทศที่ผ่านมา ครู โรงเรียน และผู้เรียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเรามีหลักฐานอะไรที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงนั้นได้?”

ผมคิดว่าคำตอบของคำถามนี้จะสะท้อนอนาคตของวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้ชัดเจนกว่าการคาดเดาว่าโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใด

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด

ศึกษานิเทศก์

#ศึกษานิเทศก์ #อนาคตศึกษานิเทศก์ #โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ #การนิเทศการศึกษา #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #วิทยฐานะศึกษานิเทศก์ #การพัฒนาครู #InstructionalCoaching #การปฏิรูปการศึกษา #การบริหารกำลังคน #AIเพื่อการศึกษา


เอกสารอ้างอิงที่ตรวจสอบได้

ตรวจสอบลิงก์อ้างอิงก่อนจัดทำต้นฉบับเผยแพร่ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ส่วนที่เป็นการคาดการณ์ในบทความเป็นความเห็นเชิงวิเคราะห์ของผู้เขียน มิใช่ประกาศหรือมติอย่างเป็นทางการ

Exit mobile version