Site icon Digital Learning Classroom

ระเบียบวิธีและกระบวนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจเพื่อการประเมินนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สำหรับการขอรับการประเมินวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ

แชร์เรื่องนี้

ระเบียบวิธีและกระบวนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจเพื่อการประเมินนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สำหรับการขอรับการประเมินวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

การยกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเรียกร้องให้บุคลากรทางการศึกษาไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดมวลประสบการณ์และความรู้ แต่ยังต้องสวมบทบาทของนักวิจัยและผู้พัฒนานวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ พลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ปรากฏชัดเจนในข้อกำหนดและเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขอรับการประเมินวิทยฐานะ “ครูเชี่ยวชาญ” (คศ. 4) ซึ่งเกณฑ์การประเมินด้านที่สามอันเป็นด้านผลงานทางวิชาการ ได้กำหนดมาตรฐานขั้นสูงที่เข้มงวดว่าผลงานจะต้องสะท้อนถึงวิทยยุทธ์ในการคิดค้น ปรับเปลี่ยนนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน 1 การสร้างนวัตกรรมที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับในระดับเชี่ยวชาญนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับกระบวนการประเมินผลที่มีความตรง (Validity) และความเที่ยง (Reliability) สูงสุดตามหลักมาตรวิทยา (Psychometrics)

เครื่องมือวิจัยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและทรงอิทธิพลที่สุดในการประเมินปฏิกิริยาตอบสนองของผู้เรียนคือ แบบสอบถามความพึงพอใจ (Satisfaction Questionnaire) ซึ่งเป็นเครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้ในการประเมินผลผลิต (Product Evaluation) ของนวัตกรรมหรือโครงการทางการศึกษา 2 ทว่าในบริบททางวิชาการระดับสูง ความพึงพอใจไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้สึกชอบหรือพึงใจโดยผิวเผิน แต่เป็นโครงสร้างทางจิตวิทยา (Psychological Construct) ที่สะท้อนถึงปฏิกิริยาตอบสนองเชิงประเมินที่มีต่อองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ ทั้งด้านสภาพแวดล้อม เนื้อหาวิชา กระบวนการสอน และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 3 รายงานการวิจัยเชิงลึกฉบับนี้ จึงมุ่งนำเสนอทฤษฎี ระเบียบวิธีวิจัย และกระบวนการทางสถิติเก้าขั้นตอน สำหรับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ห้าระดับ ที่มีความสมบูรณ์แบบทางวิชาการ เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นบรรทัดฐานในการสร้างเครื่องมือประเมินนวัตกรรม อันเป็นส่วนสำคัญของการเขียนรายงานการวิจัยในบทที่สามสำหรับการขอเลื่อนวิทยฐานะต่อไป 1

ขั้นตอนที่ 1: การทบทวนวรรณกรรม การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการสร้างเครื่องมือวิจัยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือการวางรากฐานทางทฤษฎี (Theoretical Framework) และการสร้างกรอบแนวคิด (Conceptual Framework) ที่แข็งแกร่ง การศึกษาทฤษฎีความพึงพอใจอย่างลึกซึ้งจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถแปรสภาพนามธรรมของความรู้สึกให้กลายเป็นนิยามตัวแปรเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) ที่สามารถสังเกตและวัดได้อย่างแม่นยำ

รากฐานทางทฤษฎีจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจนั้นมีความหลากหลายและลุ่มลึก ทฤษฎีที่เป็นเสาหลักสำคัญในการวิจัยด้านการศึกษาคือทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Abraham H. Maslow’s Hierarchy of Needs) มาสโลว์ได้เสนอสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการเป็นลำดับขั้นที่ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทการประเมินนวัตกรรมการเรียนรู้ ความพึงพอใจของผู้เรียนจะอุบัติขึ้นก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อม นวัตกรรม หรือกิจกรรมการเรียนรู้นั้นๆ สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางกายภาพ ความรู้สึกปลอดภัย ไปจนถึงความต้องการทางสังคม การได้รับการยอมรับ และก้าวไปสู่จุดสูงสุดคือความสมบูรณ์ของชีวิตและการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-actualization) 5 หากนวัตกรรมทางการศึกษาไม่สามารถตอบสนองความต้องการในลำดับขั้นเหล่านี้ได้ ความพึงพอใจย่อมไม่อาจเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แนวคิดของ Applewhite ยังได้ให้ความหมายที่ขยายขอบเขตของความพึงพอใจออกไปว่า เป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวที่บุคคลมีต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพในการทำงานหรือการเรียน ซึ่งรวมถึงการมีความสุขที่ได้มีปฏิสัมพันธ์และทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่เข้ากันได้ การมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่กระทำ และองค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น แสงสว่าง การระบายอากาศ และเครื่องมือที่เพียงพอ 5 ในบริบทของการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์หรือการใช้นวัตกรรมดิจิทัล ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการเรียนที่เหมาะสมของผู้เรียน การที่นวัตกรรมสามารถสร้างความรู้สึกที่ตอบสนองความคาดหวังได้ จะเป็นตัวแปรส่งผ่านที่นำไปสู่ความใส่ใจ การจดจ่อ ความพยายามในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย และการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น 3

สำหรับการประยุกต์ทฤษฎีเข้าสู่ระบบการประเมินโครงการและประเมินนวัตกรรมทางวิชาการ นักประเมินผลการศึกษามักนิยมใช้รูปแบบการประเมินแบบซิป (CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam, D.L., 1983) เป็นกรอบอ้างอิงหลัก ภายในกรอบแนวคิดนี้ ความพึงพอใจของผู้เรียน ผู้สอน ผู้ปกครอง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะถูกจัดให้อยู่ในส่วนของการประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation: P) ซึ่งถือเป็นการประเมินในระยะสุดท้ายหรือการประเมินรวบยอดเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงาน (Summative Evaluation) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าของนวัตกรรมนั้นๆ ว่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ 2

การทบทวนวรรณกรรมในขั้นตอนนี้เรียกร้องให้ผู้วิจัยทำการสังเคราะห์ตัวแปรที่จะวัดออกเป็นมิติ (Dimensions) หรือองค์ประกอบย่อยต่างๆ อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเชิงประจักษ์จากการศึกษาวิจัยความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นฐานของนักศึกษาครู แสดงให้เห็นถึงการแบ่งมิติการวัดออกเป็นกลุ่มๆ ได้แก่ ด้านการออกแบบเนื้อหา ด้านทักษะและการจัดการเรียนรู้ของอาจารย์ในยุคดิจิทัล และด้านการวัดและประเมินผล 7 หรือในกรณีของการศึกษาความพึงพอใจต่อห้องเรียนแบบมีส่วนร่วม (Active Learning) ผู้วิจัยอาจต้องแบ่งมิติการประเมินออกเป็น ด้านลักษณะทางกายภาพของห้องเรียน ด้านพฤติกรรมการเรียนในห้องเรียน และด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 6 การแตกแขนงตัวแปรออกเป็นมิติที่ชัดเจนเช่นนี้ จะเป็นเข็มทิศนำทางที่สำคัญยิ่งในการออกแบบโครงสร้างและข้อคำถามในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 2: ศึกษาวิธีการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ

เมื่อผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดและนิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการอย่างสมบูรณ์แล้ว ลำดับถัดมาคือกระบวนการออกแบบโครงสร้างของแบบวัดความพึงพอใจ การออกแบบโครงสร้างที่รัดกุมและเป็นระบบจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการวัด (Measurement Error) และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเครื่องมือ การสร้างเครื่องมือวิจัยระดับเชี่ยวชาญต้องอาศัยการวางแผนที่รอบคอบ โดยเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ของการสร้างแบบสอบถามให้ชัดเจน จากนั้นจึงระบุประเด็นหลักที่จะถามให้ครอบคลุมตามตารางวิเคราะห์องค์ประกอบ (Domain Sampling) เพื่อประกันความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 8

โครงสร้างของแบบสอบถามความพึงพอใจที่เป็นมาตรฐานสากลในงานวิจัยทางการศึกษา มักถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนหลักที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

ส่วนที่หนึ่งคือข้อมูลเบื้องต้นหรือข้อมูลลักษณะทางประชากรศาสตร์ (Demographic Data) ส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมตัวแปรจัดประเภท (Categorical Variables) ของกลุ่มตัวอย่าง เช่น เพศ อายุ ระดับชั้นเรียน แผนการเรียน หรือเกรดเฉลี่ย ข้อมูลในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เนื่องจากผู้วิจัยจะต้องนำตัวแปรเหล่านี้ไปใช้เป็นตัวแปรอิสระในการทดสอบสมมติฐานเชิงเปรียบเทียบ ตัวอย่างเช่น การใช้สถิติทดสอบที (t-test) เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของความพึงพอใจระหว่างเพศชายและเพศหญิง หรือการใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างของความพึงพอใจที่จำแนกตามระดับผลการเรียน หากพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้วิจัยจะทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของ Scheffe’ หรือวิธีอื่นๆ ต่อไป 8

ส่วนที่สองคือข้อมูลหลักเกี่ยวกับเรื่องที่จะถาม หรือข้อคำถามเพื่อวัดระดับความพึงพอใจ ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจหลักของเครื่องมือ โดยผู้วิจัยจะต้องทำการแปลงพฤติกรรม ตัวชี้วัด หรือองค์ประกอบที่สังเคราะห์ได้จากขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม มาเป็นข้อความเชิงประเมิน การเขียนข้อคำถามที่ดีต้องมีความเป็นปรนัย (Objectivity) หลีกเลี่ยงการใช้คำขยายความที่กำกวม หลีกเลี่ยงข้อคำถามที่เป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ และที่สำคัญที่สุดคือ ในหนึ่งข้อคำถามจะต้องวัดเพียงประเด็นเดียว (Double-barreled questions must be avoided) เพื่อไม่ให้ผู้ตอบเกิดความสับสน 8

ส่วนที่สามคือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม (Open-ended Questions) แม้ว่าแบบสอบถามความพึงพอใจจะเป็นเครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก แต่การเปิดพื้นที่ให้กลุ่มตัวอย่างได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระด้วยคำถามปลายเปิด จะช่วยให้ผู้วิจัยได้รับข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) ที่มีคุณค่ามหาศาล ข้อมูลเหล่านี้มักสะท้อนมิติที่เครื่องมือเชิงปริมาณอาจครอบคลุมไม่ถึง และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 8

ในบริบทของการขอประเมินวิทยฐานะ คศ. 4 การระบุเนื้อหาให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ถือเป็นจุดชี้ขาดว่าเครื่องมือวิจัยนั้นมีความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระหรือไม่ คณะกรรมการประเมินผลงานวิชาการได้กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนในส่วนของการสร้างเครื่องมือไว้สูงถึงห้าสิบคะแนน โดยแบ่งเป็นความถูกต้องตามหลักวิชาการยี่สิบคะแนน ระดับการปฏิบัติงานสิบห้าคะแนน ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระสิบคะแนน และการจัดทำและการเผยแพร่อีกห้าคะแนน ดังนั้น การอ้างอิงกระบวนการออกแบบเครื่องมือตามระเบียบวิธีที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ 1

ขั้นตอนที่ 3: สร้างแบบวัดความพึงพอใจ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ห้าระดับ

รูปแบบการวัดความพึงพอใจที่ได้รับการยอมรับและมีการใช้งานอย่างกว้างขวางที่สุดในวงการวิชาการระดับโลกคือ มาตราส่วนประมาณค่าตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert Scale) ซึ่งพัฒนาโดย Rensis Likert นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน แม้ว่ามาตราส่วนนี้จะสามารถออกแบบให้มีจำนวนระดับได้หลากหลาย ตั้งแต่สามระดับไปจนถึงสิบเอ็ดระดับ แต่การใช้มาตราส่วนห้าระดับ (Five-point Likert Scale) ถือเป็นจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุดระหว่างความสามารถในการจำแนกความแตกต่างของความรู้สึก (Discriminative Power) และการลดภาระทางปัญญา (Cognitive Load) ของผู้ตอบแบบสอบถาม 2

การใช้รูปแบบห้าระดับช่วยให้ผู้ตอบสามารถเข้าใจโครงสร้างและตัดสินใจเลือกคำตอบได้โดยไม่ใช้เวลามากเกินไป ทำให้ได้มุมมองการกระจายตัวของข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือสามารถแปลงความรู้สึกหรือความคิดเห็นซึ่งเป็นนามธรรมให้กลายเป็นคะแนนเชิงปริมาณ (Quantify) เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสูงต่อไป 10 ระดับความรู้สึกทั้งห้าจะถูกกำหนดน้ำหนักคะแนนตามลำดับความเข้มข้น ดังนี้: ห้าคะแนนหมายถึงมีความพึงพอใจหรือเห็นด้วยมากที่สุด สี่คะแนนหมายถึงมาก สามคะแนนหมายถึงปานกลางหรือเป็นกลาง สองคะแนนหมายถึงน้อย และหนึ่งคะแนนหมายถึงน้อยที่สุด หรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง 2

ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายของค่าเฉลี่ย () ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยจำเป็นต้องใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ในการคำนวณหาความกว้างของอันตรภาคชั้น (Class Interval) เพื่อกำหนดเกณฑ์การประเมินที่เป็นมาตรฐาน โดยอาศัยหลักการและแนวทางของนักวิชาการชั้นนำ เช่น John W. Best หรือ บุญชม ศรีสะอาด สูตรการคำนวณความกว้างของอันตรภาคชั้นถูกกำหนดไว้ดังนี้ 2:

ความกว้างของอันตรภาคชั้น = (คะแนนสูงสุด – คะแนนต่ำสุด) / จำนวนระดับ

ความกว้างของอันตรภาคชั้น = (5 – 1) / 5 = 0.80

จากสมการทางคณิตศาสตร์ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสามารถสร้างตารางเกณฑ์การแปลผลคะแนนเฉลี่ย () ของระดับความพึงพอใจที่มีต่อนวัตกรรมการศึกษาได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบ ซึ่งเกณฑ์นี้จะถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการอภิปรายผลการวิจัยในบทที่สี่และบทที่ห้าต่อไป 2

ช่วงคะแนนเฉลี่ย (Xˉ)การแปลความหมายระดับความพึงพอใจนัยยะทางวิชาการต่อการประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม
4.51 – 5.00มีความพึงพอใจมากที่สุดนวัตกรรมมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้เรียนสะท้อนความสำเร็จในการตอบสนองความคาดหวัง นวัตกรรมสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงวิชาชีพได้อย่างเด่นชัด
3.51 – 4.50มีความพึงพอใจมากนวัตกรรมมีคุณภาพดีในระดับมาตรฐาน สามารถนำไปขยายผลและใช้งานได้อย่างเป็นทางการในสถานศึกษาทั่วไป
2.51 – 3.50มีความพึงพอใจปานกลางนวัตกรรมมีข้อบกพร่องบางประการที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข ผู้เรียนยังมีความลังเลต่อประโยชน์ที่ได้รับ
1.51 – 2.50มีความพึงพอใจน้อยนวัตกรรมยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ หรือมีอุปสรรคเชิงระบบที่ขัดขวางกระบวนการเรียนรู้
1.00 – 1.50มีความพึงพอใจน้อยที่สุดนวัตกรรมล้มเหลวในการตอบสนองความต้องการของผู้เรียน จำเป็นต้องทบทวนกรอบแนวคิดและการออกแบบใหม่ทั้งหมด

ในการวิเคราะห์และตัดสินผลการประเมินนวัตกรรมหรือโครงการ ผู้วิจัยจะใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พื้นฐานสองตัวควบคู่กันเสมอ นั่นคือ ค่าเฉลี่ย () เพื่อแสดงแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางของระดับความพึงพอใจ และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) เพื่ออธิบายการกระจายตัวของข้อมูล โดยทั่วไปแล้ว เกณฑ์การประเมินผลผลิตของโครงการหรือนวัตกรรมทางการศึกษามักกำหนดจุดตัดความสำเร็จ (Cut-off Score) ไว้ที่ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 หรือ 3.51 ขึ้นไป (อยู่ในเกณฑ์ระดับ “มาก” ขึ้นไป) จึงจะถือว่าผลการประเมินผ่านเกณฑ์ 2 ในขณะเดียวกัน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ไม่ควรมีค่าสูงเกินกว่า 1.00 ซึ่งค่า S.D. ที่ต่ำจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันและไม่มีความขัดแย้งในการประเมินนวัตกรรมนั้นๆ 2

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบความถูกต้องความเหมาะสมและประเมินความสอดคล้อง โดยผู้เชี่ยวชาญ (Content Validity & IOC)

แม้ว่าแบบวัดความพึงพอใจจะถูกออกแบบและสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทางทฤษฎีอย่างเคร่งครัดเพียงใดก็ตาม แต่ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของเครื่องมือจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรับรองจากบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ กระบวนการนี้เป็นด่านแรกของการพิสูจน์คุณภาพเครื่องมือทางมาตรวิทยา การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item – Objective Congruence: IOC) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Rovinelli และ Hambleton ในปี ค.ศ. 1976 ได้กลายมาเป็นระเบียบวิธีภาคบังคับสำหรับงานวิจัยทางการศึกษาของประเทศไทยในทุกระดับ 13

กระบวนการประเมิน IOC อาศัยจิตวิทยาของการตัดสินใจโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) ผู้วิจัยจะต้องจัดเตรียมแบบสอบถามฉบับร่าง พร้อมด้วยเอกสารประกอบที่ระบุวัตถุประสงค์การวิจัย นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ และคำชี้แจงอย่างละเอียด นำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ถึง 5 ท่าน ทำการประเมิน 8 การคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญเป็นขั้นตอนที่มีความละเอียดอ่อน ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ควรประกอบด้วยบุคคลที่มีความรอบรู้ด้านการวัดผลและประเมินผลทางการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์หรือจิตวิทยา เพื่อพิจารณาทั้งความตรงของเนื้อหาและความเหมาะสมของภาษา 8

ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านจะทำการพิจารณาวิเคราะห์ข้อคำถามทีละข้อ และให้คะแนนการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานไตรวิถี ดังต่อไปนี้ 8

คะแนนการประเมินความหมายของการตัดสินใจโดยผู้เชี่ยวชาญการดำเนินการของผู้วิจัย
+1แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ตรงตามตัวแปรที่ศึกษา และใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมคงข้อคำถามนั้นไว้เพื่อนำไปวิเคราะห์หาค่า IOC ต่อไป
0ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หรือมีความกำกวมทางภาษาที่ต้องได้รับการพิจารณาตรวจสอบข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาความคลุมเครือ
-1แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ไม่ได้วัดในสิ่งที่ต้องการวัด หรือขัดต่อหลักจริยธรรมตัดข้อคำถามทิ้ง หรือต้องดำเนินการรื้อสร้างข้อคำถามใหม่ทั้งหมด

เมื่อผู้เชี่ยวชาญทุกท่านให้คะแนนเสร็จสิ้น ผู้วิจัยจะนำข้อมูลมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยความสอดคล้องรายข้อ โดยใช้สูตรทางสถิติพื้นฐาน ดังนี้ 16:

โดยที่ แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคนในข้อนั้นๆ และ แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดที่ประเมิน

เกณฑ์การตัดสินใจทางสถิติระบุไว้ว่า ข้อคำถามที่จะถูกคัดเลือกไว้ใช้งานต้องมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 11 ค่าตัวเลข 0.50 นี้มีนัยยะว่า ผู้เชี่ยวชาญเกินกว่ากึ่งหนึ่งมีความเห็นพ้องต้องกันว่าข้อคำถามดังกล่าวมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา อย่างไรก็ตาม ข้อคำถามที่มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.50 ถึง 0.99 แม้จะผ่านเกณฑ์ แต่ผู้วิจัยก็ยังคงต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำตามข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพ (Qualitative Feedback) ที่ผู้เชี่ยวชาญให้มาในช่องข้อเสนอแนะ เพื่อขัดเกลาให้เครื่องมือมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น หากข้อคำถามใดมีค่า IOC ต่ำกว่า 0.50 ถือว่าข้อคำถามนั้นขาดความเที่ยงตรง ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาตัดข้อคำถามนั้นทิ้ง หรือปรับปรุงเนื้อหาใหม่ทั้งหมดแล้วนำกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอีกครั้ง 11

การตรวจสอบคุณภาพในขั้นตอนนี้ มิได้จำกัดอยู่เพียงการหาความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ระหว่างคำถามและวัตถุประสงค์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการตรวจสอบความเหมาะสมของการใช้ภาษา (Clarity and Appropriateness) ว่ามีระดับความยากง่ายที่เหมาะสมกับระดับวุฒิภาวะ ประสบการณ์ และภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงจิตวิทยาการประเมินว่า ค่า IOC เป็นเพียงหลักฐานประการแรกที่ช่วยยืนยันคุณภาพเครื่องมือในมุมมองของนักวิชาการ ข้อคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญผู้ใหญ่ประเมินว่ามีความเหมาะสม อาจสร้างความสับสนอย่างรุนแรงเมื่อนำไปใช้จริงกับนักเรียน ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เกิดระเบียบวิธีในขั้นตอนการทดลองใช้ในลำดับถัดไป

ขั้นตอนที่ 5: ทดลองใช้ (Try-out) กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง

การทดลองใช้เครื่องมือ (Try-out) หรือที่รู้จักกันในนามของการทำวิจัยนำร่อง (Pilot Study) เป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินเชิงประจักษ์ (Empirical Evaluation) เพื่อสืบค้นและค้นหาข้อบกพร่องที่ซ่อนเร้นอยู่ในแบบสอบถาม ซึ่งมุมมองทางทฤษฎีของผู้เชี่ยวชาญในขั้นตอนที่สี่อาจไม่อาจตรวจพบได้ กฎเหล็กและข้อควรระวังขั้นสูงสุดในขั้นตอนนี้คือ ผู้วิจัยจะต้องนำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับกลุ่มประชากรที่มีลักษณะบริบท (Characteristics) ภูมิหลัง และระดับการศึกษาใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับกลุ่มตัวอย่างจริงมากที่สุด แต่จะต้อง “ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง” ที่จะใช้ในการเก็บข้อมูลจริงโดยเด็ดขาด 8 เหตุผลเบื้องหลังกฎข้อนี้คือเพื่อป้องกันอคติทางการวิจัยและปรากฏการณ์ความคุ้นชินของกลุ่มตัวอย่างจริง ซึ่งจะทำลายความเที่ยงของข้อมูลในการวิจัยหลัก

วัตถุประสงค์หลักของการนำเครื่องมือไปทดลองใช้ (Try-out) มีหลายประการที่ลึกซึ้งกว่าการให้ทำแบบสอบถามเพียงผิวเผิน ประการแรกคือการตรวจสอบความเป็นปรนัย (Objectivity) ของเครื่องมือ ผู้วิจัยต้องสังเกตปฏิกิริยาของผู้ตอบอย่างใกล้ชิด ประเมินว่าภาษาและโครงสร้างประโยคที่ใช้ในข้อคำถามสามารถสื่อความหมายเดียวตรงกันระหว่างผู้วิจัยและผู้ตอบหรือไม่ หากพบว่าระหว่างการทดลองใช้ กลุ่มทดลองมีการยกมือสอบถามข้อสงสัยในข้อความใดข้อความหนึ่งซ้ำๆ หรือมีรูปแบบการตอบที่ผิดปกติขัดแย้งกับความเป็นจริง นั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าข้อความนั้นเกิดความกำกวม (Ambiguity) และต้องถูกนำมาปรับแก้ทันที 8

ประการที่สองคือการประมาณการเรื่องเวลา (Timing) การจับเวลาที่กลุ่มทดลองใช้ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการทำแบบสอบถาม เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินภาระทางปัญญา หากพบว่าเครื่องมือมีความยาวเกินไปจนใช้เวลาตอบนานเกินความพอดี ผู้ตอบจะเกิดความเหนื่อยล้าทางสมองและอารมณ์ (Fatigue Effect) ซึ่งจะส่งผลให้พฤติกรรมการตอบในช่วงท้ายของแบบสอบถามเป็นการตอบแบบเดาสุ่มหรือตอบส่งเดช ทำลายความเที่ยงตรงของข้อมูลทั้งหมด 8

ประการสุดท้ายและเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในเชิงสถิติ คือการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบเบื้องต้นเพื่อนำไปวิเคราะห์หาคุณภาพทางสถิติในขั้นตอนต่อไป ข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากกลุ่ม Try-out มักใช้จำนวนประชากรที่สามสิบถึงสี่สิบคนขึ้นไป เพื่อให้การกระจายตัวของข้อมูลเข้าใกล้โค้งปกติ (Normal Distribution) และเป็นไปตามกฎขีดจำกัดส่วนกลาง (Central Limit Theorem) ข้อมูลชุดนี้แหละที่จะถูกนำไปคำนวณหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาเพื่อพิสูจน์คุณภาพของนวัตกรรมต่อไป

ขั้นตอนที่ 6 และ 7: หาคุณภาพของแบบวัดความพึงพอใจ ด้วยการหาค่าสหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมทุกข้อ (Item-total Correlation)

แม้ว่าข้อคำถามจะผ่านการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ และผ่านการทดสอบความเข้าใจภาษาผ่านการทำ Try-out แล้วก็ตาม แต่ในทางจิตวิทยามาตรวิทยา ข้อคำถามที่ดีและได้มาตรฐานทางวิชาการจะต้องมีคุณสมบัติที่เรียกว่า “อำนาจจำแนก” (Discrimination Power) สำหรับมาตรวัดแบบ Likert Scale ที่ให้คะแนนแบบพหุวิถี (Polytomous scoring) สถิติที่ทรงอิทธิพลและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในการประเมินอำนาจจำแนกคือ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายแบบเพียร์สัน (Pearson Product-Moment Correlation) หรือการใช้สมการของ Ferguson ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-Total Correlation) 17

ปรัชญาเบื้องหลังของการวิเคราะห์ Item-Total Correlation ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า หากข้อคำถามใดข้อหนึ่งสามารถวัดโครงสร้างหลักของความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ได้จริง คะแนนที่ผู้ตอบทำได้ในข้อคำถามนั้น (Item Score) ย่อมจะต้องมีพฤติกรรมแปรผันในทิศทางเดียวกันและมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนนรวมของแบบสอบถามทั้งฉบับ (Total Score) 17 ในบริบทของความเป็นจริง หมายความว่า ผู้เรียนที่มีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมโดยรวมสูง ย่อมมีแนวโน้มที่จะตอบให้คะแนนในข้อคำถามย่อยข้อนั้นสูงด้วย ในทางกลับกัน ผู้เรียนที่รู้สึกไม่พึงพอใจต่อภาพรวม ก็ย่อมจะให้คะแนนในข้อนั้นต่ำ ความสอดประสานเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าข้อคำถามนั้นสามารถทำหน้าที่ “จำแนก” ความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้เรียนที่พึงพอใจมากและพึงพอใจน้อยออกจากกันได้อย่างมีนัยสำคัญ

หากพบว่าข้อคำถามใดให้ผลลัพธ์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวม (มีค่าใกล้ศูนย์) หรือยิ่งไปกว่านั้นคือมีความสัมพันธ์แบบติดลบ (Negative Correlation) ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของข้อคำถามนั้นๆ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ข้อคำถามนั้นไปวัดในคุณลักษณะอื่นที่แปลกแยกออกไปจากกรอบแนวคิดหลัก หรือผู้ตอบเกิดความสับสนอย่างรุนแรงในการตีความข้อความ 18

ในการพิจารณาคำนวณและคัดเลือกข้อคำถาม ผู้วิจัยจะทำการประมวลผลหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ () โดยใช้สูตรทางสถิติ 17:

(โดยที่ X แทนคะแนนรายข้อ และ Y แทนคะแนนรวม)

ตามมาตรฐานมาตรวิทยาที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ข้อคำถามที่มีคุณภาพควรมีค่าอำนาจจำแนก () ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป จึงจะถือว่าข้อคำถามนั้นมีพลังในการจำแนกที่ยอมรับได้ (แม้เอกสารอ้างอิงบางฉบับอาจปรากฏความคลาดเคลื่อนทางตัวพิมพ์ที่ระบุเกณฑ์เป็น 0.02 17 แต่นัยยะเชิงสถิติที่แท้จริงและเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องคือ 0.20) จากตัวอย่างงานวิจัยเชิงประจักษ์ พบว่าข้อคำถามที่ผ่านเกณฑ์การประเมินมักมีค่าอำนาจจำแนกแกว่งตัวอยู่ในช่วง 0.343 ถึง 0.889 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าข้อคำถามมีอานุภาพเพียงพอในการแยกแยะความแตกต่างของระดับความรู้สึกของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 17 ข้อคำถามใดที่มีค่า ต่ำกว่า 0.20 จะต้องถูกคัดทิ้งออกจากแบบสอบถามโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการคำนวณหาความเชื่อมั่นในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 8: หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Reliability via Cronbach’s Alpha)

ขั้นตอนสูงสุดและถือเป็นจุดสุดยอดในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณ คือกระบวนการหา “ความเชื่อมั่น” หรือ “ความเที่ยง” (Reliability) ของเครื่องมือประเมินทั้งฉบับ เครื่องมือวิจัยที่มีความเชื่อมั่นสูง หมายความถึงเครื่องมือที่มีความเสถียรและสามารถให้ผลการวัดที่คงเส้นคงวา (Consistency) ไม่ว่าผู้วิจัยจะนำแบบสอบถามชุดนี้ไปทำการวัดซ้ำกับประชากรกลุ่มเดิมหรือกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในสภาวะแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันกี่ครั้งก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องออกมาใกล้เคียงหรือเทียบเท่าเดิมเสมอ 8 ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือเป็นเกราะป้องกันข้อครหาในการวิจัย และเป็นการรับประกันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนมาจากนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ไม่ใช่เกิดจากความแปรปรวนของเครื่องมือวัด

สำหรับแบบวัดความพึงพอใจชนิดมาตราส่วนประมาณค่าที่มีการกระจายตัวของการให้คะแนนในลักษณะหลายระดับ (Polytomous Data เช่น การตอบ 1, 2, 3, 4, 5) สถิติที่ทรงประสิทธิภาพ สง่างาม และได้รับการบัญญัติให้เป็นมาตรฐานสูงสุดในการประเมินความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) คือ สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient: ) 8

ทฤษฎีพื้นฐานของครอนบาคแอลฟาตั้งอยู่บนตรรกะที่ว่า ความน่าเชื่อถือของแบบสอบถามสามารถประเมินได้จากสัดส่วนระหว่างผลรวมของความแปรปรวนในข้อคำถามแต่ละข้อ เทียบกับความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ สมการคณิตศาสตร์สำหรับการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟามีดังนี้ 8:

โดยองค์ประกอบของสมการประกอบด้วย:

ในการตีความหมายของค่าตัวเลขที่คำนวณได้ วงการวิชาการได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmarking) สำหรับการประเมินระดับคุณภาพของค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาไว้ดังตารางต่อไปนี้ 11:

ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α)ระดับความเชื่อมั่นนัยยะทางวิชาการและข้อเสนอแนะในการนำไปใช้งาน
0.80 ถึง 1.00สูงมาก (Excellent / Good)เครื่องมือมีความคงเส้นคงวาและสมบูรณ์แบบ เหมาะสมอย่างยิ่งในการประเมินนวัตกรรมระดับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ หรือการใช้ในงานวิจัยระดับชาติ
0.70 ถึง 0.79ยอมรับได้ (Acceptable)เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ เหมาะสำหรับงานวิจัยเชิงสำรวจทั่วไป การวิจัยในชั้นเรียน หรือเครื่องมือที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่
0.60 ถึง 0.69น่ากังวล (Questionable)เครื่องมือมีความผันผวนสูง อนุโลมให้ใช้ได้เฉพาะในการวิจัยระยะเริ่มต้นเท่านั้น ผู้วิจัยควรพิจารณาทบทวนและปรับปรุงข้อคำถาม
ต่ำกว่า 0.60ไม่เป็นที่ยอมรับ (Unacceptable)เครื่องมือไม่มีความสอดคล้องภายในเลย ไม่สามารถนำไปใช้เก็บข้อมูลจริงได้ ต้องดำเนินการรื้อสร้างเครื่องมือใหม่ทั้งหมด

จากกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ พบว่าเครื่องมือประเมินนวัตกรรมที่มีคุณภาพมักจะมีค่าความเชื่อมั่นรวมทั้งฉบับอยู่ในระดับสูง ตัวอย่างเช่น การพัฒนาแบบวัดความพึงพอใจที่พบค่าความเชื่อมั่นสูงถึง 0.90 11 หรือแบบสอบถามประเมินการจัดการเรียนการสอนที่มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.937 ถึง 0.987 17 ซึ่งถือเป็นผลงานทางวิชาการระดับพรีเมียม

มุมมองขั้นสูงด้านมาตรวิทยาเพื่อการปรับปรุงเครื่องมือ: ในกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทางสถิติ (เช่น SPSS หรือ Minitab) ผู้วิจัยระดับเชี่ยวชาญไม่เพียงแต่รายงานผลค่าแอลฟารวมเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาวิเคราะห์ผลลัพธ์ในส่วนของ “Omitted Item Statistics” หรือตารางพิจารณาค่า “Alpha if item deleted” (ค่าแอลฟาเมื่อลบข้อคำถามออก) 18 สถิติตัวนี้เปรียบเสมือนเครื่องเอ็กซเรย์ที่ตรวจหาเนื้อร้ายในแบบสอบถาม หากข้อมูลปรากฏว่ามีข้อคำถามใดข้อหนึ่งที่เมื่อทำการลบทิ้งออกจากการประมวลผลแล้ว กลับส่งผลให้ค่าแอลฟารวมของแบบสอบถามทั้งฉบับกระโดดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้แสดงว่าข้อคำถามดังกล่าวกำลังดึงคุณภาพรวมให้ตกต่ำลง ผู้วิจัยสามารถอาศัยหลักฐานทางสถิตินี้ทำการตัดข้อคำถามที่มีปัญหาทิ้งไป เพื่อยกระดับและดันคุณภาพของแบบสอบถามให้มีความเชื่อมั่นทะลุเกณฑ์ที่ 0.80 ขึ้นไปได้อย่างสง่างาม 18

ขั้นตอนที่ 9: นำข้อคำถามที่คัดไว้มาจัดพิมพ์เป็นแบบวัดความพึงพอใจฉบับจริงเพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป

เมื่อการเดินทางอันยาวนานและเข้มงวดทางมาตรวิทยาได้สิ้นสุดลง แบบสอบถามความพึงพอใจที่ผ่านการกรองจนได้ค่าความตรง (IOC) ค่าอำนาจจำแนก (Item-Total Correlation) และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) ตามเกณฑ์มาตรฐานระดับสูงแล้ว ผู้วิจัยจึงดำเนินการนำข้อคำถามที่ทรงคุณค่าเหล่านี้มาดำเนินการจัดทำเป็นเครื่องมือฉบับสมบูรณ์ ในขั้นตอนนี้ ผู้วิจัยจะต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบรูปเล่ม (Formatting) การเขียนคำชี้แจงที่ชัดเจน และการจัดการความเรียบร้อยของหน้ากระดาษ หรือในยุคดิจิทัล การสร้างแบบสอบถามในรูปแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (ตัวอย่างเช่น Google Form) ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการบริหารจัดการข้อมูลและการเข้าถึงกลุ่มตัวอย่าง 19

กระบวนการถัดไปคือการนำเครื่องมือฉบับจริงลงสู่สนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย (Target Sample) เพื่อให้ผลการประเมินนวัตกรรมมีความน่าเชื่อถือในระดับประเทศ และสมเกียรติแห่งการขอรับการประเมินวิทยฐานะ คศ. 4 การกำหนดขนาดและวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างต้องดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัด หากประชากรมีขนาดใหญ่ ผู้วิจัยอาจเลือกใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie & Morgan (1970) เพื่อกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ยอมรับระดับความคลาดเคลื่อนทางสถิติไม่เกินร้อยละ 5 และระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 16 หรือหากเป็นงานวิจัยกึ่งทดลองในชั้นเรียน ผู้วิจัยสามารถกำหนดใช้ประชากรทั้งหมด (Census) หรือเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามความเหมาะสมของแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) ของนวัตกรรม 20

ท้ายที่สุด ผู้วิจัยควรทบทวนความครบถ้วนสมบูรณ์ของแบบสอบถามที่ได้รับคืนมา ทำการคัดแยกฉบับที่ไม่สมบูรณ์ออก เช่น แบบสอบถามที่ตอบไม่ครบ หรือมีรูปแบบการตอบคำตอบเดียวซ้ำซาก (Straight-lining) 16 จากนั้นจึงนำข้อมูลดิบไปลงรหัส (Coding) ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทางสถิติ เพื่อทำการวิเคราะห์ หาค่าเฉลี่ย ทดสอบสมมติฐาน และสรุปผลความพึงพอใจที่มีต่อนวัตกรรมการศึกษาได้อย่างภาคภูมิ

บทสรุปเชิงวิเคราะห์และนัยยะต่อการจัดทำผลงานทางวิชาการ (คศ. 4)

การดำเนินการตามระเบียบวิธีทั้งเก้าขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มิใช่เป็นเพียงพิธีกรรมทางสถิติที่กระทำเพื่อความสวยงามทางวิชาการเท่านั้น แต่เป็นหลักฐานชิ้นเอกที่หล่อหลอมให้เกิดนวัตกรรมที่มีคุณค่า และเป็นองค์ประกอบบังคับที่จะต้องถูกบรรยายและนำเสนออย่างละเอียดลออใน บทที่ 3 (วิธีดำเนินการวิจัย) ของเอกสารรายงานผลการวิจัย หรือรายงานการใช้นวัตกรรมทางการศึกษา 1

กระบวนการสร้างเครื่องมือที่เข้มงวดตั้งแต่การสกัดกรอบทฤษฎีของมาสโลว์ การตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อคำถามด้วยสัมประสิทธิ์แบบเพียร์สัน ไปจนถึงการการันตีความสอดคล้องภายในด้วยครอนบาคแอลฟา สะท้อนให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewers) มองเห็นถึงความลุ่มลึกในการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยนนวัตกรรม” ของผู้ขอรับการประเมิน แบบสอบถามที่ผ่านกระบวนการสกัดกรองทางสถิติขั้นสูง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ตอบโจทย์คะแนนเต็มห้าสิบคะแนนในด้านการจัดทำเครื่องมือวิจัย 1 อีกทั้งยังเป็นการสร้างหลักประกันทางวิชาการที่ไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ผลลัพธ์แห่งความพึงพอใจเชิงประจักษ์ที่ปรากฏขึ้น เป็นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากประสิทธิภาพของตัวนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดและประเมินอย่างเที่ยงตรงนี้ ไม่เพียงแต่จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้สอดรับกับพลวัตของโลกยุคใหม่ แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการโดยรวม อันเป็นปณิธานสูงสุดของข้าราชการครูที่มุ่งก้าวสู่ตำแหน่ง “วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ” ผู้เป็นเสาหลักแห่งการเปลี่ยนแปลงทางปัญญาของระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืนสืบไป 1

Works cited

  1. ตัวอย่างการเขียน บทที่ 3 เพื่อรายงานผลงานทางวิชาการครูเชี่ยวชาญ », accessed April 13, 2026, https://krukob.com/web/research-3/
  2. บทที่ 1 – ผลงานวิชาการ, accessed April 13, 2026, https://research.otepc.go.th/files/7.%20%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%203%20_427wd1n4.pdf
  3. ความพึงพอใจต่อการจัดการการเรียนการสอนผ่านส – TU e-Thesis (Thammasat University), accessed April 13, 2026, http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2021/TU_2021_6307011319_15829_21325.pdf
  4. ผลงาน ครู คศ.4 – Trick2Pass, accessed April 13, 2026, https://trick2pass.com/teacher_ks4/
  5. ในความพึงพอใจของพระ…งานในส่วนการผลิต บริษัทไทยโอซูก้า – มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, accessed April 13, 2026, https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2546/mba0946pc_ch2.pdf
  6. รายงานวิจัยสถาบัน การศึกษาความพึงพอใจเชิงเป – มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, accessed April 13, 2026, http://sutir.sut.ac.th:8080/sutir/bitstream/123456789/8701/2/Fulltext.pdf
  7. ความพึงพอใจของนักศึกษาครูต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาโมดูลหลักสูตรและการจัด การเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่หลากหลายภายใต้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยี AI เป็นฐาน | วารสารสหวิทยาการศึกษาครุศาสตร์ – ThaiJO, accessed April 13, 2026, https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JISES/article/view/2065
  8. หลักการสร้างแบบสอบถามที่ดี, accessed April 13, 2026, https://cmmet.tmd.go.th/KM_Cmmet/042560/Questionnaire1.pdf
  9. บทที่ 3 – วิธีดำเนินการวิจัย, accessed April 13, 2026, https://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/48930859/chapter3.pdf
  10. How to Create and Analyze 5-Point Likert Scales – YouTube, accessed April 13, 2026, https://www.youtube.com/watch?v=uqVOIKfDw9g
  11. บทที่ 3 วิธีดาเนินการวิจัย, accessed April 13, 2026, https://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2559/118093/ch3.pdf
  12. วิธีการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคในโปรแกรม SPSS: คู่มือฉบับสมบูรณ์ – Uedufy, accessed April 13, 2026, https://uedufy.com/%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-spss/
  13. การหาค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม (IOC), accessed April 13, 2026, https://www.mcu.ac.th/article/detail/14329
  14. ความหมายที่แท้จริงของค่า IOC The Real Meaning of IOC – ThaiJO, accessed April 13, 2026, https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jemmsu/article/download/174521/124950/492992
  15. ตัวอย่าง แบบประเมินเครื่องมือวิจัยฯ.doc, accessed April 13, 2026, https://dept.npru.ac.th/ecnp/data/files/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%20%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AF.doc
  16. บทที่3 ระเบียบวิธีวิจัย – คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, accessed April 13, 2026, https://www.ubs.ubu.ac.th/keepfile/118573554707%20%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%203%20%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C.pdf
  17. บทที่ 3 วิธีดํา เนินการวิจัย – มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, accessed April 13, 2026, https://kb.psu.ac.th/bitstreams/aaa709d5-6dd5-4a46-a644-24545bd39185/download
  18. การวิเคราะห์รายหัวข้อและค่าอัลฟ่าครอนบาช (Cronbach’s alpha) เพื่อความน่าเชื่อถือของแบบสอบถาม – Solution Center : Minitab Authorized Partner, accessed April 13, 2026, https://solutioncenterminitab.com/blog/item-analysis-with-cronbachs-alpha-for-reliable-surveys/
  19. ความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้วิจัยเป็นฐาน – thaijo.org, accessed April 13, 2026, https://so04.tci-thaijo.org/index.php/larhcu/article/download/254346/172948/930046
  20. บทที่3 วิธีดาเนินการวิจัย, accessed April 13, 2026, https://kb.psu.ac.th/bitstreams/4b5d38ee-5fa4-4812-8534-d67befc1f492/download

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Exit mobile version