Site icon Digital Learning Classroom

ยุทธศาสตร์การประเมินและแนวทางก้าวข้ามจุดบอดสู่การเป็น “ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ” ตามหลักเกณฑ์ ว10/2564

แชร์เรื่องนี้

ยุทธศาสตร์การประเมินและแนวทางก้าวข้ามจุดบอดสู่การเป็น “ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ” ตามหลักเกณฑ์ ว10/2564

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

ปรัชญาและกระบวนทัศน์ใหม่ของการประเมินวิทยฐานะผู้บริหารสถานศึกษา

การประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/ว 10 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “เกณฑ์ ว10/2564” ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ของการบริหารงานบุคคลในกระทรวงศึกษาธิการ1 การปฏิรูประบบในครั้งนี้มีรากฐานมาจากแผนการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะให้มีความทันสมัย โปร่งใส และลดความซ้ำซ้อน3 กระบวนทัศน์ใหม่นี้มุ่งยุติวัฒนธรรมการทำเอกสารแฟ้มสะสมผลงานที่หนาเตอะซึ่งสร้างภาระงานที่นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่จริง และเปลี่ยนผ่านสู่การบูรณาการระบบการประเมินวิทยฐานะเข้ากับการประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนและการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ ผ่านระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal: DPA)3

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนระบบนี้คือการจัดทำ “ข้อตกลงในการพัฒนางาน” (Performance Agreement: PA) ซึ่งเปรียบเสมือนพันธสัญญาทางวิชาการและการบริหารที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องจัดทำร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในทุกปีงบประมาณ7 เป้าหมายสูงสุดของข้อตกลงนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อให้ผู้บริหารได้แสดงศักยภาพทางภาวะผู้นำ (Leadership) ทั้งในด้านการบริหารวิชาการและการบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องตกไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียน คุณภาพครู และคุณภาพสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม2

สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่ประสงค์จะขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนเป็น “วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ” (Expert Level) ระดับความคาดหวังในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิทยฐานะจะถูกยกระดับขึ้นสู่ขีดสุด โดยก.ค.ศ. ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของความเชี่ยวชาญไว้ที่คำว่า “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” (Invent and Transform)10 นิยามของคำนี้บ่งบอกถึงความสามารถขั้นสูงในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เครื่องมือ หรือโมเดลการบริหารรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในบริบทนั้นๆ เพื่อนำมาพลิกโฉมระบบงานเดิม ทลายข้อจำกัด สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) ให้แก่วงวิชาชีพได้11 การบริหารงานแบบวงจรคุณภาพ (PDCA) ตามปกติ หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จึงไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อระดับความคาดหวังของวิทยฐานะเชี่ยวชาญได้

กระบวนทัศน์และมุมมองของคณะกรรมการผู้ประเมิน

ในฐานะคณะกรรมการผู้ประเมินผลงานผ่านระบบ DPA กระบวนการพิจารณาตัดสินจะไม่ได้มองผลงานแยกเป็นส่วนๆ อย่างโดดเดี่ยว แต่คณะกรรมการจะประเมินภาพรวมของการบริหารจัดการสถานศึกษาผ่าน “เส้นด้ายสีทอง” (Golden Thread) ที่ร้อยรัดเอกสารและหลักฐานทุกชิ้นเข้าด้วยกันอย่างมีตรรกะและเป็นเหตุเป็นผล คณะกรรมการจะพิจารณาถึงความสอดคล้องเชิงตรรกะ (Logical Alignment) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือ “ประเด็นท้าทาย” (Challenge Issue) ที่ระบุไว้ใน PA ว่ามาจากสภาพปัญหาที่แท้จริงของบริบทสถานศึกษานั้นหรือไม่ มีการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นอย่างเป็นระบบหรือไม่11 จากนั้นจะตรวจสอบร่องรอยในด้านที่ 1 (ทักษะการวางแผนและการใช้นวัตกรรม) ว่าผู้บริหารได้ “คิดค้น” นวัตกรรมทางการบริหารที่มีฐานคิดทางวิชาการรองรับอย่างสมเหตุสมผลเพื่อตอบสนองต่อประเด็นท้าทายนั้นหรือไม่2 ต่อมาจะประเมินด้านที่ 2 (ผลลัพธ์การพัฒนา) ว่านวัตกรรมนั้นก่อให้เกิดการ “ปรับเปลี่ยน” ในระดับนักเรียน ครู และระบบโรงเรียน อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) หรือไม่9 และสุดท้ายสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จะพิจารณาด้านที่ 3 (ผลงานทางวิชาการ) ว่ากระบวนการทั้งหมดถูกถอดบทเรียน สังเคราะห์ และจัดทำเป็นรายงานการวิจัยหรือนวัตกรรมที่ถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัดหรือไม่2

เกณฑ์การตัดสินเพื่ออนุมัติวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญนั้นมีความเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยกำหนดให้ผู้ขอรับการประเมินต้องได้คะแนนจากกรรมการประเมินแต่ละคน (จำนวน 3 ท่าน) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ในทุกด้านที่เข้ารับการประเมิน11 สำหรับการขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ เกณฑ์จะถูกยกระดับขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8011 ด้วยเกณฑ์มาตรฐานที่สูงเช่นนี้ การเขียนรายงานหรือจัดทำสื่อวีดิทัศน์เพียงเพื่อให้ครบองค์ประกอบตามมาตรฐาน (ซึ่งมักจะตกอยู่ในระดับคะแนน 3) จึงไม่เพียงพอ ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นที่การแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นทางนวัตกรรม ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ และผลลัพธ์ที่สร้างผลกระทบวงกว้างในระดับสถานศึกษาและชุมชน

การวิเคราะห์เชิงลึกและข้อเสนอแนะ ด้านที่ 1: ทักษะการวางแผนพัฒนาสถานศึกษา กลยุทธ์ การใช้เครื่องมือ หรือนวัตกรรมทางการบริหาร

การประเมินในด้านที่ 1 ถือเป็นปราการด่านแรกที่พิสูจน์วิสัยทัศน์และทักษะการเป็นผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา โดยมีคะแนนเต็ม 40 คะแนน13 คณะกรรมการจะมุ่งเน้นประเมินความสามารถในการวางแผนกลยุทธ์ การออกแบบ และการนำเครื่องมือหรือนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องนำเสนอผลงานผ่านหลักฐานสำคัญสองส่วน ได้แก่ รายงานผลการพัฒนาการจัดการศึกษาในรูปแบบไฟล์ PDF และไฟล์วีดิทัศน์นำเสนอการพัฒนาสถานศึกษาความยาวไม่เกิน 15 นาที2

ในการพิจารณาให้คะแนน คณะกรรมการจะใช้เกณฑ์การประเมินที่อ้างอิงจากตัวชี้วัดความสำเร็จ 8 ประการ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทที่รอบด้านของผู้บริหารสถานศึกษา ดังที่แสดงในตารางวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านล่างนี้3:

ลำดับตัวชี้วัดขอบข่ายการประเมินเชิงพฤติกรรมและผลลัพธ์ที่คาดหวัง
1. มุ่งผลลัพธ์ผู้เรียนเป็นสำคัญการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของผู้เรียน และการดำเนินกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสุขภาวะของผู้เรียน13
2. มุ่งคุณภาพหลักสูตรและผู้เรียนการริเริ่ม ปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รวมถึงการนำสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้อย่างสอดคล้องกับสภาพผู้เรียนและบริบทของโรงเรียน11
3. มุ่งพัฒนาสมรรถนะครูและผู้เรียนการเสริมสร้างสมรรถนะผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) ที่ส่งผลให้ครูเกิดการพัฒนาวิธีการสอน และนักเรียนเกิดสมรรถนะหลักตามหลักสูตร13
4. มุ่งพัฒนาครูโดยระบบพี่เลี้ยงและการชี้แนะบทบาทของผู้บริหารในการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) และโค้ช (Coach) การขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการนิเทศชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ3
5. มุ่งพัฒนาระบบและกระบวนการทำงานการวิเคราะห์ ปรับปรุง ระบบสารสนเทศ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระบบการเงิน พัสดุ และการบริหารงานทั่วไปให้มีขั้นตอนชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น11
6. มุ่งนวัตกรรมการทำงานอย่างสร้างสรรค์การแสดงให้เห็นถึงการ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” ด้วยการสร้างองค์ความรู้ใหม่ แนวทางปฏิบัติใหม่ หรือนวัตกรรมการบริหารที่ทลายข้อจำกัดเดิมและนำไปสู่ความยั่งยืน3
7. มุ่งระดมทรัพยากรและเครือข่ายการสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับชุมชน ท้องถิ่น หรือหน่วยงานภายนอก เพื่อนำทรัพยากร ทั้งในด้านงบประมาณ องค์ความรู้ และบุคลากร มาสนับสนุนการพัฒนาสถานศึกษา3
8. มุ่งสร้างภาวะผู้นำร่วมการบริหารงานแบบกระจายอำนาจ การสร้างทีมนำ (Leading Team) และการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและขับเคลื่อนสถานศึกษา3

เมื่อวิเคราะห์จากกระบวนการประเมินจริง พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาจำนวนไม่น้อยพลาดการได้คะแนนในระดับเชี่ยวชาญเนื่องจาก “จุดบอด” (Blind Spots) ทางยุทธศาสตร์หลายประการ จุดบอดประการแรกคือการนำเสนอนวัตกรรมในลักษณะของการ “ตัดแปะ” (Copy-Paste Innovation) โดยปราศจากการประเมินความต้องการจำเป็น (Needs Assessment) ในระดับพื้นที่ ผู้บริหารบางท่านมักนิยมนำโมเดลการบริหารจากโรงเรียนคู่แข่ง หรือนวัตกรรมที่เป็นคำยอดฮิตในกระแส (Buzzwords) เช่น โรงเรียนอัจฉริยะ (Smart School) หรือการจัดการเรียนรู้ผ่านโลกเสมือน (Metaverse) มายัดเยียดใช้ในสถานศึกษาของตนโดยไม่มีการวิเคราะห์บริบทแบบเจาะลึก (Contextual Analysis) คณะกรรมการผู้ประเมินซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจะมองเห็นถึงความไม่สอดคล้องระหว่างนวัตกรรมเหล่านั้นกับ “สภาพปัญหาที่แท้จริง” (Problem in Context) การนำเสนอที่ดีสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญจึงควรเริ่มต้นจากการใช้วิธีวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา (Root Cause Analysis) เช่น การใช้แผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) หรือการวิเคราะห์ PNI (Priority Needs Index) เพื่อสังเคราะห์ออกมาเป็นประเด็นท้าทายที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน10

จุดบอดประการที่สองมักแฝงอยู่ในวิธีการเขียนรายงานการพัฒนาการจัดการศึกษาในรูปแบบไฟล์ PDF (แบบ PA 4/บส) ผู้บริหารหลายท่านเขียนรายงานแผนพัฒนายุทธศาสตร์ที่ยืดยาว พรรณนาด้วยภาษาสละสลวยและเต็มไปด้วยทฤษฎี แต่กลับไม่สามารถชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ากิจกรรมหรือกลยุทธ์ใดกำลังตอบสนองต่อตัวชี้วัดใด คณะกรรมการผู้ประเมินมีเวลาจำกัดในการพิจารณาเอกสารจำนวนมาก ดังนั้น ยุทธศาสตร์การเขียนรายงานที่ประสบความสำเร็จจึงต้องจัดวางโครงสร้างรายงานโดยอิงกรอบของตัวชี้วัดทั้ง 8 ประการโดยตรง11 การเว้นช่องว่างให้กรรมการต้องตีความเอาเองถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง ผู้เขียนควรใช้การอ้างอิงเชิงกลยุทธ์ เช่น เมื่อกล่าวถึงการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ควรมีวงเล็บหรือการเน้นข้อความเพื่อสื่อสารให้กรรมการทราบอย่างชัดเจนว่ากำลังอธิบายผลการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อ “ตัวชี้วัดที่ 2: มุ่งคุณภาพหลักสูตรและคุณภาพผู้เรียน”

ความล้มเหลวทางเทคนิคและการตีความกฎระเบียบผิดพลาดในการจัดทำไฟล์วีดิทัศน์เป็นจุดบอดประการที่สามที่รุนแรงที่สุด หลักเกณฑ์ ว10/2564 ได้ระบุเงื่อนไขทางเทคนิคไว้อย่างชัดเจนและเคร่งครัดว่า รูปแบบการถ่ายทำไฟล์วีดิทัศน์จะต้องเป็นการบันทึก ณ สถานศึกษาที่ปฏิบัติงานจริง โดยเน้นย้ำว่า “ฉากหลังจะต้องไม่มีบุคคลอื่นใดมาร่วมนำเสนอ” และที่สำคัญที่สุดคือ “ใช้กล้องตัวเดียว ไม่มีการตัดต่อ/ใช้เทคนิคใด ๆ” ความยาวของไฟล์จะต้องไม่เกิน 15 นาที2 แม้กระนั้น ผู้บริหารหลายท่านยังคงทุ่มเทงบประมาณว่าจ้างทีมผลิตสื่อมืออาชีพ (Production House) เพื่อถ่ายทำวีดิทัศน์ที่มีการตัดต่อมุมกล้อง ใส่ดนตรีประกอบเร้าอารมณ์ และมีการแทรกบทสัมภาษณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดระเบียบการประเมินอย่างชัดเจน ซึ่งคณะกรรมการมีสิทธิที่จะปรับตกได้ทันที3 ในขณะเดียวกัน การที่ผู้บริหารเอาแต่อ่านบทพูด (Script) โดยขาดความมั่นใจ ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวถึงที่มา แรงบันดาลใจ และกระบวนการแก้ปัญหาออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Authenticity) ก็จะทำให้ถูกตัดคะแนนในด้านทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำ นอกจากนี้ การใช้เวลา 15 นาทีไปกับการอวดอ้างรางวัลของโรงเรียนแทนที่จะอธิบายกระบวนการบริหารที่เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดทั้ง 8 ประการ ก็ถือเป็นการสูญเสียโอกาสในการแสดงความเชี่ยวชาญอย่างน่าเสียดาย11

จุดบอดประการสุดท้ายในด้านนี้คือ การประเมินค่าของคำว่า “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” ต่ำกว่ามาตรฐานของวิทยฐานะเชี่ยวชาญ นวัตกรรมที่นำเสนอในระดับนี้ต้องสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการบริหารจัดการแบบปกติ ผู้บริหารต้องแสดงให้เห็นถึงการนำทฤษฎีการบริหารระดับสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เช่น หากต้องการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานของบุคลากร ควรมีการนำกรอบแนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) มาเป็นฐานรากของนวัตกรรม หรือหากมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก็ควรพึ่งพาทฤษฎีองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ของ Peter Senge12 การนำเสนอกระบวนการทำงานตามปกติ (Routine Work) หรือแผนงานประจำปี แล้วสร้างวาทกรรมว่าเป็นนวัตกรรม จะไม่เพียงพอที่จะทะลุผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญได้อย่างแน่นอน

การวิเคราะห์เชิงลึกและข้อเสนอแนะ ด้านที่ 2: ผลลัพธ์ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษา

การประเมินด้านที่ 2 มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน มุ่งเน้นไปที่การวัด “ผลกระทบ” (Impact) และความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่สืบเนื่องมาจากการนำแผน นวัตกรรม หรือเครื่องมือทางการบริหารจากด้านที่ 1 ไปลงมือปฏิบัติจริงในสถานศึกษา2 คณะกรรมการจะพิจารณาแฟ้มผลงานและประเมินผ่านไฟล์วีดิทัศน์ (ไฟล์ที่ 2) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารได้แสดงความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม6

ในการพิจารณาด้านนี้ คณะกรรมการจะอิงมาตรฐานการพิจารณาจาก 4 ตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงองค์ประกอบหลักของระบบนิเวศทางการศึกษา ดังตารางต่อไปนี้3:

ลำดับตัวชี้วัดขอบข่ายการประเมินผลลัพธ์และความคาดหวัง
1. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการของผู้บริหารความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายของประเด็นท้าทาย การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรมองค์กร หรือกระบวนการที่ได้รับการยกระดับจากการใช้นวัตกรรม3
2. ผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนพัฒนาการทางวิชาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น การมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การลดอัตราการออกกลางคัน และการเกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 2112
3. ผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อคุณภาพครูการยกระดับสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ครูสามารถสร้างนวัตกรรมของตนเอง มีทักษะดิจิทัล และมีความพึงพอใจในวิชาชีพ3
4. ผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อคุณภาพสถานศึกษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมของโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ความสำเร็จในการสร้างระบบประกันคุณภาพภายในที่เข้มแข็ง และการได้รับการยอมรับจากชุมชน3

แม้การนำเสนอผลงานที่ประสบความสำเร็จอาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่ผู้บริหารหลายท่านกลับต้องสะดุดที่จุดบอดสำคัญในด้านนี้ เริ่มจากการกล่าวอ้างผลลัพธ์แบบเลื่อนลอยโดยปราศจากข้อมูลเชิงประจักษ์รองรับ (Empirical Data Gap) ผู้บริหารมักติดนิสัยการเขียนรายงานในลักษณะเชิงพรรณนา (Descriptive Claims) เช่น การสรุปผลว่า “โครงการทำให้นักเรียนมีความสุขในการเรียนมากขึ้น” หรือ “ครูมีความมุ่งมั่นตั้งใจสอนมากขึ้น” โดยไม่มีสถิติ หลักฐาน หรืองานวิจัยใดๆ มารับรอง ผู้บริหารระดับเชี่ยวชาญต้องก้าวข้ามการสรุปผลเชิงอัตวิสัย และต้องนำระบบการแปลงข้อมูลสู่รูปแบบดิจิทัล (Digitalization) มาใช้ในการติดตามประเมินผล เช่น การใช้ Dashboard สรุปข้อมูลผลสัมฤทธิ์ การดึงข้อมูลพฤติกรรมจากระบบงานสารสนเทศ (เช่น DMC, EMIS) หรือการเก็บข้อมูลผ่านแบบประเมินอิเล็กทรอนิกส์12 ข้อมูลที่นำเสนอต่อคณะกรรมการควรได้รับการวิเคราะห์ทางสถิติที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การเปรียบเทียบคะแนนก่อน-หลัง หรือการหาค่าขนาดอิทธิพล (Effect Size) เพื่อยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

จุดบอดต่อมาคือ การเกิดความตรรกะวิบัติระหว่างวิธีการที่ใช้กับผลลัพธ์ที่ได้ (Disconnected Logic) ในบางครั้งคณะกรรมการพบว่า ผลลัพธ์ที่ถูกนำเสนอในด้านที่ 2 ไม่ได้มีความสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลกับนวัตกรรมที่อธิบายไว้ในด้านที่ 1 ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารนำเสนอนวัตกรรม “การพัฒนาระบบการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา” ในด้านที่ 1 แต่เมื่อถึงการรายงานผลลัพธ์ในด้านที่ 2 กลับนำเสนอว่าผลลัพธ์ที่ได้คือ “คะแนนการทดสอบ O-NET ของนักเรียนระดับชั้น ม.3 สูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของเขตพื้นที่” ในทางวิชาการและระเบียบวิธีวิจัย การเชื่อมโยงเช่นนี้ถือว่าขาดความเที่ยงตรง (Validity) ในการอ้างอิงความเป็นเหตุเป็นผล (Cause-and-Effect Relationship) ผู้บริหารต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำเสนอผลลัพธ์ โดยต้องสามารถอธิบายได้อย่างหนักแน่นว่าผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นผลผลิต (By-product) ที่เกิดจากนวัตกรรมทางการบริหารของตนเองโดยตรง ไม่ใช่ปัจจัยแทรกซ้อนอื่น11

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับรางวัลของนักเรียนจนละเลยกระบวนการพัฒนาบุคลากร ก็ถือเป็นจุดบอดที่พบบ่อย ตัวชี้วัดที่ 3 ในด้านนี้เน้นย้ำถึง “คุณภาพของครู” อย่างชัดเจน ทว่าผู้บริหารส่วนใหญ่มักทุ่มเทเวลาในการนำเสนอรูปภาพถ้วยรางวัล เกียรติบัตร และผลการแข่งขันทักษะวิชาการระดับชาติของนักเรียน (เช่น งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน)19 จนหลงลืมที่จะนำเสนอว่าตนเองมีกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRD) อย่างไร นวัตกรรมการบริหารชั้นเลิศคือกระบวนการที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของครูผู้สอน (Teacher Behavioral Change) คณะกรรมการต้องการเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการทำงานเป็นทีม เช่น การประชุมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่ทำงานได้จริง ร่องรอยของการนิเทศชั้นเรียนอย่างเป็นระบบที่สะท้อนภาวะผู้นำทางวิชาการ (Instructional Leadership) ตลอดจนการที่ครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอนจากแบบบรรยาย (Passive Learning) ไปสู่การออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มีประสิทธิภาพ3

การวิเคราะห์เชิงลึกและข้อเสนอแนะ ด้านที่ 3: ผลงานทางวิชาการ (ความท้าทายระดับสูงสุด)

การประเมินในด้านที่ 3 ถือเป็นด่านที่หฤโหดที่สุดและเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นนักวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องการก้าวสู่ประตูด่านวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ2 การพิจารณาผลงานด้านที่ 3 จะดำเนินการโดยคณะกรรมการชุดเดียวกัน แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้บริหารได้รับการพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์การประเมินในด้านที่ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้วเท่านั้น2

ภายใต้เกณฑ์นี้ ผู้ขอรับการประเมินระดับวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จะต้องยื่นผลงานทางวิชาการ จำนวน 1 รายการ ในรูปแบบไฟล์ PDF โดยมีสิทธิเลือกดำเนินการได้ 2 รูปแบบ คือ การทำ “งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสถานศึกษา” หรือการสร้าง “นวัตกรรมการจัดการศึกษา/นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา”2 สำหรับระดับวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ เงื่อนไขจะทวีความซับซ้อนขึ้น โดยต้องยื่นทั้งงานวิจัย 1 รายการ และนวัตกรรมการบริหารอีก 1 รายการ พร้อมทั้งต้องมีหลักฐานยืนยันการนำผลงานไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับ TCI (Thai-Journal Citation Index)2

เกณฑ์การให้คะแนนผลงานทางวิชาการมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยผู้ผ่านการประเมินต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 จากกรรมการแต่ละท่าน โครงสร้างการประเมินแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ซึ่งสะท้อนทั้งความรัดกุมทางวิชาการและการนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ดังนี้14

องค์ประกอบการประเมินผลงานทางวิชาการคะแนนเต็มจุดเน้นเชิงประเมินผลวิเคราะห์
ส่วนที่ 1: คุณภาพของผลงานทางวิชาการ50
1.1 ความถูกต้องตามหลักวิชาการ20ความสมบูรณ์และถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย ความตรงและความเที่ยงของเครื่องมือ การเก็บข้อมูล และการเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมกับสมมติฐาน14
1.2 ความคาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะ15ร่องรอยที่สะท้อนถึงการ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” ต้องแสดงให้เห็นถึงความพยายามทลายข้อจำกัดเดิม และการสร้างสรรค์รูปแบบการบริหารองค์กรแนวใหม่14
1.3 ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ10การทบทวนวรรณกรรมที่ครอบคลุม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการอภิปรายผลที่มีน้ำหนักและสามารถอ้างอิงกลับสู่ทฤษฎีได้อย่างลึกซึ้ง14
1.4 การจัดทำ การพิมพ์ รูปเล่ม และเผยแพร่5ความถูกต้องของการอ้างอิงบรรณานุกรม ไวยากรณ์ทางวิชาการ และกลยุทธ์การเผยแพร่ผลงานเพื่อสร้างประโยชน์ต่อวงวิชาการในวงกว้าง12
ส่วนที่ 2: ประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ50
2.1 ประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา ชุมชน25ระดับของผลกระทบเชิงบวกที่ผลงานสร้างขึ้น คุณูปการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน14
2.2 ประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ25ศักยภาพในการนำผลงานไปขยายผล (Scalability) เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนและเป็นต้นแบบ (Best Practice) แก่สถานศึกษาอื่น ๆ14

จุดบอดที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผลงานทางวิชาการถูกประเมินให้ “ตก” คือการที่นวัตกรรมขาดฐานรากทางทฤษฎีที่แข็งแกร่ง (Weak Theoretical Synthesis) ผู้บริหารจำนวนมากสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาโดยอาศัยเพียง “ประสบการณ์ส่วนตัว” หรือ “สัญชาตญาณในการแก้ปัญหา” โดยละเลยกระบวนการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เชิงลึกในบทที่ 2 ของงานวิจัย การกระทำเช่นนี้ทำให้กรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Framework) อ่อนแอและขาดความน่าเชื่อถือ การออกแบบนวัตกรรมการบริหารในระดับเชี่ยวชาญจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการทฤษฎีระดับมหภาค12 ตัวอย่างเช่น การนำทฤษฎีการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management: SBM) มาผสานเข้ากับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) เพื่อออกแบบ “โมเดลการบริหารวิชาการแบบบูรณาการเชิงพื้นที่” หากปราศจากทฤษฎีทางวิชาการมารองรับอย่างรัดกุม คณะกรรมการย่อมต้องตัดคะแนนในส่วนความถูกต้องตามหลักวิชาการ (หัวข้อ 1.1) ซึ่งมีน้ำหนักคะแนนสูงถึง 20 คะแนน12

ความบกพร่องในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย (Flawed Methodology) และการขาดกระบวนการวิจัยและพัฒนา เป็นจุดตายอีกประการหนึ่ง การนำเสนอผลงานระดับเชี่ยวชาญนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจหรือวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental) แบบผิวเผิน ระเบียบวิธีวิจัยที่คู่ควรและตอบโจทย์วิทยฐานะนี้มากที่สุดคือ การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ซึ่งสามารถสะท้อนวัฏจักรของการสร้างและพัฒนานวัตกรรมได้อย่างสมบูรณ์ คณะกรรมการต้องการเห็นการดำเนินการที่ชัดเจนใน 4 ระยะ (Phases) ประกอบด้วย10:

จุดบอดประการที่สามคือ ผลงานที่นำเสนอไม่ใช่การ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” (Lack of True Innovation) อย่างแท้จริง ผลงานหลายชิ้นเป็นเพียงรายงานการประเมินโครงการประจำปี หรือการวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง “ความพึงพอใจของครูและนักเรียนที่มีต่อการบริหารงาน…” ซึ่งถือเป็นเพียงกระบวนการทำงานปกติ (Routine Evaluation) คณะกรรมการมองหางานวิจัยที่แสดงถึงปัญญาประดิษฐ์และความคิดสร้างสรรค์ (Invention) ที่จะเข้ามาทลายสภาวะชะงักงันทางการศึกษา11

ท้ายที่สุด การตกม้าตายในหัวข้อการเผยแพร่ผลงาน (Lack of Professional Dissemination) เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ผู้บริหารระดับเชี่ยวชาญต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางวิชาการให้แก่ชุมชนและเครือข่าย หากงานวิจัยถูกเก็บไว้เพียงในตู้เอกสารของห้องผู้อำนวยการ คณะกรรมการย่อมต้องหักคะแนนในหัวข้อที่ 1.4 แม้ว่าวิทยฐานะเชี่ยวชาญจะไม่ได้บังคับให้ตีพิมพ์ใน TCI แต่ผู้บริหารก็ควรนำเสนอผลงานในรูปแบบอื่น เช่น การนำเสนอในงานประชุมวิชาการ (Academic Conference) การเผยแพร่บทความผ่านเว็บไซต์ของเขตพื้นที่การศึกษา หรือการอัปโหลดเข้าสู่ระบบ OBEC Content Center เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางวิชาการและเป็นวิทยาทานแก่สังคมวงกว้าง12

การบูรณาการบริบทสถานศึกษาและข้อกำหนดในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน

ในกระบวนการขอรับการประเมิน ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความเข้าใจในกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ “ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Period) โดยเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและประสงค์จะยื่นคำขอในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ถึง 2567 ก.ค.ศ. อนุญาตให้นำผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์เดิม (ว17/2552) มาบูรณาการร่วมกับผลการประเมิน PA ภายใต้เกณฑ์ ว10/2564 ได้3 การเตรียมแฟ้มผลงานด้านที่ 3 ส่วนที่ 1 ตามเกณฑ์เดิม ผู้บริหารจะต้องแสดงผลการพัฒนาที่เกิดกับผู้เรียน ครู และสถานศึกษา โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างปีการศึกษา 2562 และ 2563 อย่างรัดกุม เช่น การแสดงหลักฐานการเพิ่มขึ้นของคะแนน O-NET, NT, หรือ RT ตลอดจนสถิติการพัฒนาความสามารถของผู้เรียน13

การจะเชื่อมโยงหลักเกณฑ์เข้ากับการปฏิบัติจริงได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้บริหารควรนำปัญหาท้าทายในระดับพื้นที่ (Local Contexts) มาเป็นศูนย์กลางในการตั้งโจทย์การวิจัย ตัวอย่างเช่น หากพิจารณาบริบทของโรงเรียนในเขตอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเผชิญหน้ากับความท้าทายของระบบการศึกษาไทยอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนขนาดเล็ก หรือปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพการสอน18 ผู้บริหารที่ฉลาดจะหยิบยกประเด็นเหล่านี้มาพัฒนาเป็น “ประเด็นท้าทาย” แทนที่จะทำวิจัยเรื่องทั่วไป ผู้บริหารอาจคิดค้นนวัตกรรม “การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันการออกกลางคันของนักเรียนกลุ่มเปราะบาง” หรือ “โมเดลการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูผ่านสวัสดิการชุมชน” การผสานบริบทวิกฤตท้องถิ่นเข้ากับการวิจัยระดับสูงเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะสะท้อนความตระหนักรู้ต่อปัญหา (Empathy) แต่ยังสร้างน้ำหนักให้แก่งานวิจัยในหัวข้อ “ประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม” (ตัวชี้วัด 2.1) ให้ได้คะแนนเต็มอย่างสง่างาม14

ยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติสู่การเป็น “ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ” อย่างสมบูรณ์แบบ

เพื่อทลายข้อจำกัดและก้าวข้ามจุดบอดทั้งหมด ผู้บริหารสถานศึกษาควรเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ตลอดห้วงระยะเวลาการทำงาน 3 ปี ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1: การเปลี่ยนงานประจำให้เป็นงานวิจัย (Transforming Routine to Research – R2R) ความสำเร็จของการทำผลงานเริ่มต้นที่ทัศนคติ ผู้บริหารต้องไม่แยกการทำ PA การแก้ปัญหาของโรงเรียน และงานวิจัยออกจากการปฏิบัติงานประจำ (Routine)12 ควรเริ่มต้นจากการสำรวจ “ขุมทรัพย์” ในหน้างาน มองดูสถิติเด็กขาดเรียน ผลสัมฤทธิ์ที่ตกต่ำ หรือคำบ่นของครู แล้วเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เป็นประเด็นการวิจัย (Inquiry)12 พร้อมกันนี้ ต้องวางระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระดับโรงเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ ออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลผลสัมฤทธิ์ การนิเทศชั้นเรียน และการบริหารงบประมาณ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Google Workspace หรือ Power BI Dashboard4 เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อเขียนรายงานผลลัพธ์ในด้านที่ 2 และด้านที่ 3 จะกลายเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพสูง

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการและผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Instructional & Transformational Leadership) นวัตกรรมการบริหารที่ถูกเขียนในหน้ากระดาษจะไร้ความหมายหากขาดผู้นำในการขับเคลื่อน ผู้บริหารระดับเชี่ยวชาญต้องลดบทบาทผู้สั่งการ แล้วสวมบทบาท “ผู้นำทางวิชาการ” อย่างเต็มตัว ต้องลดเวลาในห้องทำงานเพื่อเข้าถึงห้องเรียนมากขึ้น (Walkthrough)2 ต้องกล้าที่จะเป็นผู้นำวง PLC และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Coach/Mentor) ให้กับคณะครู3 นอกจากนี้ การสร้างทีมนำ (Leading Team) เพื่อกระจายอำนาจในการขับเคลื่อนนวัตกรรม และการสร้างพันธมิตรเครือข่ายกับชุมชน (Networking) จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้คณะกรรมการเห็นถึงภาวะผู้นำร่วมตามเกณฑ์ตัวชี้วัด3 พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อถูกปฏิบัติจริง จะสามารถนำไปถ่ายทอดในวีดิทัศน์ความยาว 15 นาทีได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทรงพลัง และน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยการแสดงหรือการท่องบท

ยุทธศาสตร์ที่ 3: การประเมินตนเองอย่างเข้มข้นก่อนการนำเสนอ (Rigorous Self-Assessment) ก่อนที่จะมีการจัดส่งคำขอรับการประเมินและแนบหลักฐานเข้าสู่ระบบ DPA ผู้บริหารควรทำการ “ซักซ้อมและประเมินตนเอง” อย่างละเอียดรอบคอบ เริ่มต้นจากการตรวจสอบวีดิทัศน์และรายงาน PDF ของตนเองเทียบกับ 8 ตัวชี้วัดของด้านที่ 1 และ 4 ตัวชี้วัดของด้านที่ 2 แบบบรรทัดต่อบรรทัด11 ตั้งคำถามต่อตรรกะความสอดคล้องของผลงานวิชาการ (ด้านที่ 3) ว่า นวัตกรรมนี้สามารถสะท้อนความหมายของการ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” อย่างแท้จริงหรือไม่ ระเบียบวิธีวิจัยและการแปลผลข้อมูลทางสถิติมีความแม่นยำเพียงใด และเนื้อหาในการอภิปรายผลสามารถเชื่อมโยงกลับไปอธิบายด้วยทฤษฎีในบทที่ 2 ได้อย่างลึกซึ้งหรือไม่ ในส่วนของการถ่ายทำวีดิทัศน์ ควรเน้นการสื่อสารเรื่องราว (Storytelling) ที่กระชับและลื่นไหลตั้งแต่วิเคราะห์ปัญหา วางกลยุทธ์ กระบวนการปฏิบัติ จนถึงผลลัพธ์ที่ได้รับ โดยปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องกล้องตัวเดียว และสภาพแวดล้อมจริงของโรงเรียน3

หลักเกณฑ์ ว10/2564 ไม่ใช่ข้อสอบที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจับผิด แต่เป็นกระบวนการคัดกรองบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์ ความทุ่มเท และทักษะระดับสูง ให้ก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของการพัฒนาการศึกษาชาติ ในฐานะกรรมการผู้ประเมิน สิ่งที่เราค้นหาไม่ใช่รายงานที่หนาที่สุด หรือวีดิทัศน์ที่ถ่ายทำได้สวยงามที่สุด แต่คือร่องรอยของการอุทิศตนเพื่อวิชาชีพ ความกล้าหาญในการทลายกรอบความคิดเดิมๆ และจิตวิญญาณของนักบริหารที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนให้แก่เพื่อนครูและลูกศิษย์ทุกคน หากผู้บริหารสถานศึกษาสามารถบูรณาการหลักวิชาการเข้ากับการทำงานหนักตามยุทธศาสตร์ที่กล่าวมา การก้าวขึ้นสู่เกียรติยศแห่ง “ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ” ย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

Works cited

  1. ว10/2564 หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/th/content_page/item/3369-10-2564.html
  2. คู่มือ การดาเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตาแหน่ง และวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแห – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2564/03_PV1/2Mv10-2564.pdf
  3. หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตาแหน่งและวิทยฐานะ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา – ส พ ป.ฉะเชิงเทรา เขต 1, https://www.ccs1.go.th/documentFile/file1656318877.pdf
  4. กระทรวงศึกษาธิการ – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2568/01_SL/04_other/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5_66_Final_09.07.67_compressed_1.pdf
  5. เว็บไซต์พัฒนาระบบงาน PA – หลักเกณฑ์ ว10, https://sites.google.com/obec.moe.go.th/pa2022/10/V10Dir
  6. หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตาแหน่งและวิทยฐานะ ข้าราชการครูและบุคลากรทงการศึกษา ตาแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา – สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1, https://nb1.go.th/web/pdf/pa_director.pdf
  7. สรุปประเด็นการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพส าหรับผู้บริหารการศึกษา – สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1, https://surat1.go.th/files/downloads/1648200843202203250434031.pdf
  8. คำนำ – ผลงานนักศึกษาปี 2, https://idcneu.com/edneupr/training/vpa/docs/book_pa1.pdf
  9. คู่มือ การดาเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตาแหน่ง และวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแห – เชียงราย เขต 3, https://www.cr3.go.th/wp-content/uploads/2022/03/8.2%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AF-%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%9C%E0%B8%9A.%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2.pdf
  10. แผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์กับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสำหรับผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ (ว 10/2564) » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/news-161/
  11. การเตรียมตัวเพื่อการประเมินวิทยฐานะผู้บริหารสถานศึกษา (ว 10/2564) », https://krukob.com/web/news-143/
  12. แนวทางในการบริหารสถานศึกษาเพื่อการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม วิทยฐานะผู้บริหารเชี่ยวชาญ (ว.10/2564) », https://krukob.com/web/dpa-63/
  13. แนวทางการยื่นขอมี หรือเลื่อนวิทยฐานะ ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา วิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว 10/2564 », https://krukob.com/web/v10-2564/
  14. เกณฑ์คะแนนจากแบบประเมินด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/v9-9/
  15. คู่มือการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินฯ ผู้บริหารสถานศึกษา ว.10-2564 – Flip eBook Pages 151-200 | AnyFlip, https://anyflip.com/hoirt/zqxk/basic/151-200
  16. ว10 – PA ผู้บริหารสถานศึกษา – Flip eBook Pages 201-228 | AnyFlip, https://anyflip.com/qbaum/fesk/basic/201-228
  17. หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตาแหน่งและวิทยฐานะ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา – เชียงราย เขต 3, https://www.cr3.go.th/wp-content/uploads/2022/03/3.-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%A79-%E0%B8%A712.pdf
  18. แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2566-2570 ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา – สพป.นครราชสีมา เขต 4, https://korat4.go.th/rc_images/____________________2566___2570_.pdf
  19. การพัฒนานวัตกรรม การบริหารจัดการสถานศึกษา (1 โรงเรียน 1 การบริหาร) และการจัดการเรียนการสอน (1 คุณครู 1 นวัตกรรม) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 – นครราชสีมา เขต 5, http://www.korat5.go.th/news-detail_2313_50710
  20. หลักเกณฑ์ ว10/2564 I ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา I PA I การเขียนประเด้นท้าทาย – YouTube, https://www.youtube.com/watch?v=XSmqZ3ImmxU
  21. หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ, https://www.kruchiangrai.net/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-4-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-Final.pdf
  22. รมว.ศธ. ชูนโยบายโรงเรียนดีใกล้บ้าน แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ, https://www.tpchannel.org/news/34276
  23. รมว.ศธ.”นฤมล” ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา รับฟังปัญหา มอบสิ่งของและขวัญกำลังใจ เร่งแก้หนี้ครู ปรับปรุงบ้านพักครู โยกย้ายครูอย่างเป็นธรรม ประสานนักจิตวิทยาช่วยดูแลสภาพจิตใจครูและนักเรียน – ศธ.360 องศา, https://moe360.blog/2025/10/05/moe360blog-sema1-5-10-68/
  24. หมู่บ้านเล็กๆ ก็มีโรงเรียนดีได้ : ‘โรงเรียนบ้านโกรกลึก’ กับการสอนที่ไม่ดับไฟในตัวเด็ก | กสศ., https://www.eef.or.th/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%86-%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3/
  25. กรณีศึกษาสาเหตุความขัดแย้งในองค์การบริหารส่วนต าบล ในเขตอ าเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา – สำนัก วิชา วิศวกรรมศาสตร์ – มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, http://eng.sut.ac.th/ce/struc/10SUPPAKORN/SUPPAKORN.pdf

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Exit mobile version