ตัวอย่างรายงานผลการดำเนินงานตามข้อตกลงในการพัฒนางาน PA ระดับปฐมวัย
เรื่องการพัฒนาทักษะการสื่อสารและการเล่าเรื่องของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมนิทาน ภาพเล่าเรื่อง และบทบาทสมมติ
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com
__________________________________
- สภาพปัญหาและเหตุผลที่เลือกเป็นประเด็นท้าทาย
จากการจัดประสบการณ์ในชั้นอนุบาล พบว่าเด็กจำนวนหนึ่งยังมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ การบอกลำดับเหตุการณ์ และการอธิบายความคิดของตนเอง
เด็กบางคนตอบคำถามด้วยคำสั้น ๆ เช่น “ใช่” “ไม่ใช่” “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” แต่ยังไม่สามารถขยายความได้
บางคนสามารถพูดเป็นประโยคได้ แต่ยังเล่าเรื่องไม่ต่อเนื่อง และยังต้องอาศัยคำถามนำจากครู
จากการสังเกตเด็กทั้งหมด 25 คนในช่วงต้นภาคเรียน พบว่า
เด็ก 7 คน สามารถเล่าเรื่องจากภาพได้ต่อเนื่องในระดับดี
เด็ก 10 คน สามารถเล่าได้บางส่วน แต่ยังต้องมีคำถามนำ
เด็ก 8 คน ยังไม่สามารถเล่าเรื่องต่อเนื่องได้ และมักตอบเป็นคำหรือประโยคสั้น ๆ
จากข้อมูลดังกล่าว ครูจึงเลือก “การพัฒนาทักษะการสื่อสารและการเล่าเรื่อง” เป็นประเด็นท้าทาย เพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่สัมพันธ์กับการคิด การฟัง การใช้ภาษา และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- เป้าหมายของการพัฒนา
เป้าหมายหลัก คือ ให้เด็กสามารถสื่อสารความคิดและเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับได้ดีขึ้นตามศักยภาพของแต่ละคน
โดยคาดหวังว่า หลังดำเนินกิจกรรมแล้ว
เด็กสามารถพูดเป็นประโยคได้ชัดขึ้น
เด็กสามารถเล่าเรื่องจากภาพหรือประสบการณ์ได้ต่อเนื่องมากขึ้น
เด็กสามารถบอกลำดับเหตุการณ์ เช่น ก่อน ต่อมา และตอนจบได้
เด็กมีความมั่นใจในการพูดและการแสดงออกมากขึ้น
สำหรับการติดตามผล ครูไม่ใช้การสอบแบบข้อเขียน แต่ใช้การสังเกต การสนทนา คลิปวิดีโอ และชิ้นงานประกอบการเล่าเรื่อง
- ข้อมูลตั้งต้นก่อนดำเนินการ
ก่อนเริ่มกิจกรรม ครูจัดกิจกรรม “เล่าเรื่องจากภาพ 3 ภาพ”
เด็กแต่ละคนเลือกภาพและลองเล่าเรื่องตามความเข้าใจของตนเอง
เกณฑ์สังเกตประกอบด้วย
การพูดเป็นประโยค
การเรียงลำดับเหตุการณ์
การใช้คำเชื่อม
ความต่อเนื่องของเรื่อง
ความมั่นใจในการพูด
ผลเบื้องต้นพบว่า
เด็กกลุ่มที่ทำได้ดี สามารถเล่าเรื่องได้ประมาณ 4-6 ประโยค มีลำดับค่อนข้างชัด
เด็กกลุ่มกลาง เล่าได้ 2-3 ประโยค แต่ยังขาดความต่อเนื่อง
เด็กกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือ มักพูดเพียง 1 ประโยค หรือไม่ยอมพูดเมื่ออยู่หน้ากลุ่ม
ข้อมูลนี้ใช้เป็น Baseline เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการในระยะต่อไป
- แนวคิดในการออกแบบกิจกรรม
ครูออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้ใช้ภาษาในสถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติ
ไม่เน้นให้เด็กท่องจำประโยค
แต่เปิดโอกาสให้เด็กคิด เลือกคำ และเล่าเรื่องด้วยภาษาของตนเอง
กิจกรรมดำเนินอย่างต่อเนื่องประมาณ 6 สัปดาห์ โดยสลับรูปแบบเพื่อไม่ให้เด็กเกิดความเบื่อ
กิจกรรมที่ 1 นิทานชวนคุย
ครูอ่านนิทานแล้วหยุดถามเป็นระยะ
เช่น
“หนูคิดว่าจะเกิดอะไรต่อ”
“ทำไมตัวละครถึงทำแบบนั้น”
“ถ้าเป็นหนู หนูจะทำอย่างไร”
เป้าหมายคือให้เด็กคุ้นเคยกับการพูดอธิบาย ไม่ใช่ตอบเพียงคำเดียว
กิจกรรมที่ 2 ภาพเล่าเรื่อง
เด็กได้รับภาพ 3-4 ภาพ แล้วช่วยกันเรียงลำดับ
จากนั้นเล่าเรื่องตามลำดับ
ช่วงแรกครูอาจใช้คำถามนำ
ต่อมาจึงค่อยลดคำถามลง เพื่อให้เด็กเล่าเองมากขึ้น
กิจกรรมที่ 3 เล่าเรื่องจากประสบการณ์
เด็กผลัดกันเล่าเหตุการณ์ใกล้ตัว
เช่น
วันหยุดที่ผ่านมา
ตอนมาโรงเรียน
การเล่นกับเพื่อน
สิ่งที่ชอบทำที่บ้าน
กิจกรรมนี้ช่วยให้เด็กใช้ภาษาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง
กิจกรรมที่ 4 บทบาทสมมติ
จัดมุมร้านค้า โรงพยาบาล บ้าน หรือร้านอาหาร
ให้เด็กสวมบทบาทและพูดโต้ตอบกัน
ครูสังเกตการใช้ภาษาในสถานการณ์ธรรมชาติ
กิจกรรมที่ 5 กล่องนิทาน
ใส่สิ่งของหรือภาพหลายชนิดในกล่อง
เด็กหยิบขึ้นมา 2-3 ชิ้น แล้วแต่งเรื่องจากสิ่งที่หยิบได้
กิจกรรมนี้ช่วยกระตุ้นจินตนาการและการเชื่อมโยงเรื่องราว
- การช่วยเหลือเด็กที่มีความแตกต่างกัน
เด็กไม่ได้พัฒนาในจังหวะเดียวกัน
ครูจึงแบ่งการช่วยเหลือออกตามความต้องการ
เด็กกลุ่มที่ยังไม่กล้าพูด เริ่มจากการพูดกับครูหรือเพื่อนหนึ่งคนก่อน
เด็กที่พูดได้แต่ยังไม่ต่อเนื่อง ใช้ภาพช่วยเรียงลำดับ
เด็กที่เล่าได้ดีแล้ว ให้เพิ่มรายละเอียด เช่น ตัวละคร เหตุผล หรือความรู้สึก
แนวทางนี้ช่วยลดการเปรียบเทียบระหว่างเด็ก และทำให้ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จตามระดับของตนเอง
- เครื่องมือที่ใช้ในการติดตาม
ครูใช้หลักฐานหลายรูปแบบ ได้แก่
แบบสังเกตพฤติกรรมการสื่อสาร
บันทึกคำพูดของเด็ก
คลิปวิดีโอสั้นก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินการ
ชิ้นงานการเรียงภาพ
ภาพวาดประกอบการเล่าเรื่อง
บันทึกพัฒนาการรายบุคคล
การประเมินดำเนินควบคู่กับการจัดกิจกรรม ไม่แยกออกเป็นการสอบ
- ตัวอย่างเกณฑ์การประเมิน
ระดับ 3 ทำได้ดี
เด็กสามารถเล่าเรื่องเป็นประโยคต่อเนื่อง มีลำดับ และสื่อความหมายได้ด้วยตนเอง
ระดับ 2 กำลังพัฒนา
เด็กสามารถเล่าเรื่องได้บางส่วน แต่ยังต้องมีภาพหรือคำถามช่วย
ระดับ 1 ต้องได้รับการช่วยเหลือ
เด็กตอบเป็นคำหรือประโยคสั้น ๆ ยังไม่สามารถเล่าเรื่องต่อเนื่องได้
เกณฑ์นี้ใช้เพื่อติดตามพัฒนาการ ไม่ใช้เพื่อตัดสินหรือจัดอันดับเด็ก
- ผลการดำเนินงาน
เมื่อครบระยะเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ พบว่าภาพรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนดำเนินการ
ระดับ 3 จำนวน 7 คน
ระดับ 2 จำนวน 10 คน
ระดับ 1 จำนวน 8 คน
หลังดำเนินการ
ระดับ 3 จำนวน 16 คน
ระดับ 2 จำนวน 7 คน
ระดับ 1 จำนวน 2 คน
จากข้อมูลดังกล่าว พบว่าเด็กส่วนใหญ่สามารถสื่อสารและเล่าเรื่องได้ต่อเนื่องมากขึ้น
เด็กที่เคยตอบเพียงคำสั้น ๆ เริ่มพูดเป็นประโยค
เด็กที่เคยต้องใช้คำถามนำ เริ่มเล่าเรื่องด้วยตนเอง
เด็กหลายคนมีความมั่นใจในการพูดหน้ากลุ่มเพิ่มขึ้น
- ตัวอย่างหลักฐานรายบุคคล
กรณีเด็กหญิง ก.
ก่อนดำเนินกิจกรรม
เมื่อให้เล่าเรื่องจากภาพ เด็กตอบเพียงว่า
“เด็กไปสวน”
และหยุดพูด
ครูต้องถามต่อหลายคำถาม
หลังดำเนินกิจกรรม
เด็กสามารถเล่าว่า
“เด็กไปสวนกับแม่ แล้วเห็นผีเสื้อ เขาเดินตามผีเสื้อ แล้วกลับมาหาแม่”
แม้ประโยคยังไม่สมบูรณ์ทุกจุด แต่เห็นพัฒนาการด้านลำดับเรื่องและการใช้ภาษาอย่างชัดเจน
กรณีเด็กชาย ข.
ช่วงแรกไม่ยอมพูดหน้ากลุ่ม
ครูจึงให้เริ่มเล่าเรื่องกับเพื่อนหนึ่งคนก่อน
ต่อมาจึงขยายเป็นกลุ่มเล็ก
หลังสัปดาห์ที่ 5 เด็กสามารถยืนเล่าเรื่องหน้ากลุ่มได้ประมาณ 3 ประโยคโดยไม่ต้องมีครูช่วย
กรณีนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวนประโยคเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความมั่นใจในการสื่อสารด้วย
- ผลที่เกิดขึ้นกับเด็ก
เด็กมีโอกาสพูดมากขึ้นในชั้นเรียน
เด็กสามารถใช้ประโยคที่ยาวขึ้น
เด็กเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดีขึ้น
เด็กใช้คำเชื่อม เช่น “แล้ว” “ต่อมา” “สุดท้าย” มากขึ้น
เด็กหลายคนกล้าพูดต่อหน้ากลุ่มมากขึ้น
ครูยังพบว่า เด็กที่สื่อสารได้ดีขึ้นสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มได้ดีขึ้นด้วย เพราะสามารถบอกความต้องการและอธิบายความคิดเห็นของตนเองได้ชัดกว่าเดิม
- สิ่งที่ยังต้องพัฒนา
แม้ภาพรวมดีขึ้น แต่ยังมีเด็ก 2 คนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม
เด็กทั้งสองมีลักษณะแตกต่างกัน
คนหนึ่งเข้าใจเรื่อง แต่ยังไม่มั่นใจในการพูด
อีกคนยังมีข้อจำกัดด้านคำศัพท์
ครูจึงวางแผนช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยกิจกรรมกลุ่มเล็ก การใช้ภาพ และการสนทนาแบบตัวต่อตัว
ตรงนี้ควรนำเสนออย่างตรงไปตรงมา
เพราะ PA ไม่จำเป็นต้องจบด้วยคำว่า “เด็กทุกคนสำเร็จทั้งหมด”
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ครูรู้ว่าใครยังต้องช่วย และรู้ว่าจะช่วยอย่างไร
- สิ่งที่ครูได้เรียนรู้จากการดำเนินงาน
ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า การพัฒนาภาษาของเด็กปฐมวัยไม่ควรเริ่มจากการบังคับให้พูด
แต่ควรเริ่มจากการสร้างสถานการณ์ที่เด็ก “อยากพูด”
นิทาน ภาพ การเล่น และบทบาทสมมติช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ
อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นชัด คือ เด็กบางคนมีความสามารถ แต่ไม่แสดงออกในกลุ่มใหญ่
หากครูประเมินเฉพาะตอนพูดหน้าชั้น อาจสรุปศักยภาพของเด็กคลาดเคลื่อนได้
การประเมินจึงควรเกิดในหลายสถานการณ์
- แนวทางนำเสนอในวันประเมิน PA
ถ้ามีเวลาประมาณ 10-15 นาที ไม่ควรเล่าทุกกิจกรรมอย่างละเอียด
ควรเลือกสาระสำคัญ
ช่วงแรกประมาณ 2 นาที
อธิบายปัญหาและข้อมูล Baseline
ช่วงต่อมาประมาณ 3-4 นาที
อธิบายกิจกรรมหลักและเหตุผลที่เลือกใช้
ช่วงสำคัญประมาณ 4-6 นาที
แสดงผลก่อนและหลัง
ควรมีคลิปสั้นหรือคำพูดของเด็กให้เห็นพัฒนาการจริง
ช่วงท้ายประมาณ 2 นาที
อธิบายเด็กที่ยังต้องช่วยเหลือ และสิ่งที่ครูจะปรับต่อ
สไลด์ที่ควรมี เช่น
สไลด์ 1 ปัญหาที่พบ
สไลด์ 2 ข้อมูลก่อนพัฒนา
สไลด์ 3 แนวทางจัดประสบการณ์
สไลด์ 4 ตัวอย่างกิจกรรม
สไลด์ 5 ผลก่อนและหลัง
สไลด์ 6 ตัวอย่างเด็ก 1-2 คน
สไลด์ 7 สิ่งที่ยังต้องพัฒนา
- จุดที่กรรมการควรเห็นจากรายงานนี้
กรรมการควรเห็นว่า
ครูรู้จักเด็กของตนเอง
ปัญหามีข้อมูลรองรับ
กิจกรรมสัมพันธ์กับปัญหา
เครื่องมือเหมาะกับวัย
หลักฐานสะท้อนพัฒนาการจริง
ครูมองเห็นทั้งเด็กที่พัฒนาและเด็กที่ยังต้องช่วย
และครูใช้ข้อมูลเพื่อปรับการจัดประสบการณ์ต่อไป
- ประโยคสรุปสำหรับการนำเสนอ
หากต้องการสรุปผลงานในประโยคเดียว อาจพูดว่า
“ประเด็นนี้ไม่ได้มุ่งให้เด็กพูดเก่งทุกคนเท่ากัน แต่ต้องการให้เด็กแต่ละคนสามารถสื่อสารความคิดของตนเองได้ดีขึ้นจากจุดเริ่มต้นของเขา และครูมีหลักฐานที่มองเห็นพัฒนาการนั้นอย่างต่อเนื่อง”
นี่คือแกนสำคัญของ PA ระดับปฐมวัย
ไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนมีคะแนนเท่ากัน
แต่คือการทำให้เห็นว่า เด็กแต่ละคนเติบโตขึ้นอย่างไรจากประสบการณ์ที่ครูออกแบบ
