TPACK Model : กรอบการสอนแห่งอนาคต
TPACK Model : กรอบการสอนแห่งอนาคต
บทนำ: พลวัตการเปลี่ยนแปลงและการถือกำเนิดของ TPACK
ในยุคปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการศึกษา สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้เร่งให้เกิดการปรับตัวอย่างฉับพลันในรูปแบบการเรียนการสอน จากเดิมที่เน้นการเรียนรู้ในห้องเรียนไปสู่การเรียนการสอนออนไลน์อย่างกะทันหัน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่เป็น “วิกฤต” สำหรับครูอาจารย์หลายคนที่ยังไม่คุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียน แต่ยังเป็น “โอกาส” สำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการศึกษาในศตวรรษที่ 21
ภายใต้บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ กรอบแนวคิด Technological Pedagogical Content Knowledge (TPACK) หรือที่อ่านว่า “ทีแพค” ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถบูรณาการ ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Technology Knowledge: TK) ความรู้ด้านวิธีการสอน (Pedagogical Knowledge: PK) และ ความรู้ด้านเนื้อหาวิชา (Content Knowledge: CK) เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ TPACK เป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก Pedagogical Content Knowledge (PCK) ของ Shulman (1986) ซึ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เนื้อหาและวิธีการสอน โดย Mishra และ Koehler ได้ขยายแนวคิดนี้ด้วยการเพิ่มมิติของความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้ามาในปี 2006 บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจกรอบแนวคิด TPACK อย่างละเอียด ตั้งแต่คำจำกัดความ องค์ประกอบหลัก วิวัฒนาการ การประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษาไทย ประโยชน์ ความท้าทาย และแนวทางในการพัฒนา เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทของ TPACK ในฐานะกรอบการสอนแห่งอนาคตที่สำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน
กรอบแนวคิด TPACK: คำจำกัดความและองค์ประกอบ
TPACK คืออะไร? TPACK ได้รับการนิยามว่าเป็นโดเมนความรู้ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับ สมรรถนะการสอน (didactic competence) ในสามองค์ประกอบหลักทางการศึกษา ได้แก่ เทคโนโลยีการศึกษา (educational technology) วิธีการสอน (method of instruction) และ เนื้อหาวิชา (subject matter) Joubert et al. (2020) มองว่า TPACK คือการบูรณาการ กลยุทธ์การสอนและเนื้อหา (PCK) เข้ากับการ สนับสนุนทางเทคโนโลยี (TK) โดยรวมแล้ว TPACK เป็นชุดของความรู้และทักษะที่ครูจำเป็นต้องมีสำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการสอนของพวกเขา ในแง่ปฏิบัติ TPACK ยังเป็นแนวทางที่ช่วยให้ครูสามารถ ผสมผสานเนื้อหาวิชา แนวปฏิบัติการสอนที่ดีที่สุด และเทคโนโลยีการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ เมื่อวางแผนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้สูงสุด
วิวัฒนาการของ TPACK กรอบแนวคิด TPACK ถูกนำเสนอครั้งแรกในชื่อ TPCK โดย Mishra และ Koehler ในปี 2006 เพื่อเป็นกรอบทฤษฎีในการทำความเข้าใจความรู้ของครูที่จำเป็นสำหรับการบูรณาการเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิผล ในเวลาต่อมา Thompson และ Mishra (2007–2008) ได้เปลี่ยนชื่อย่อ TPCK เป็น TPACK เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและสร้างความรู้สึกถึงความเป็นองค์รวมมากขึ้นสำหรับความรู้สามประเภทที่กล่าวถึง: เทคโนโลยี วิธีสอน และเนื้อหา
TPACK พัฒนาต่อยอดมาจากแนวคิด Pedagogical Content Knowledge (PCK) ของ Shulman (1986) ซึ่งเดิม Shulman แยกความรู้ด้านเนื้อหา (Content Knowledge หรือ CK) และความรู้ด้านการสอน (Pedagogical Knowledge หรือ PK) ออกเป็นสองส่วน ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา บทบาทของ “บริบท (Context)” ได้เป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเป็นเพียง “จุดสีเทา” ในคู่มือ TPCK ฉบับแรก และพัฒนาเป็นเส้นประที่แสดงถึงบริบทในภาพลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ในปี 2019 Mishra ได้ “อัปเกรด” กรอบแนวคิด TPACK โดยเพิ่มวงกลมด้านนอกที่ครอบคลุมทุกองค์ประกอบและตั้งชื่อว่า Contextual Knowledge (XK) ซึ่ง XK นี้หมายถึงทุกสิ่งตั้งแต่ความตระหนักของครูเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ ไปจนถึงความรู้ของครูเกี่ยวกับนโยบายของโรงเรียน เขต รัฐ หรือประเทศที่พวกเขาทำงานอยู่
7 องค์ประกอบของ TPACK กรอบแนวคิด TPACK ประกอบด้วยองค์ประกอบความรู้ 7 ด้าน ซึ่งมักแสดงในรูปแบบของแผนภาพเวนน์ (Venn diagram) ที่แสดงถึงความสัมพันธ์และการทับซ้อนกันของความรู้ประเภทต่างๆ องค์ประกอบเหล่านี้ประกอบด้วย:

- ความรู้เนื้อหา (Content Knowledge: CK)
- คำจำกัดความ: เป็นความรู้เกี่ยวกับสาระวิชาที่แท้จริงที่จะต้องเรียนรู้หรือสอน ซึ่งรวมถึงข้อเท็จจริง ทฤษฎี แนวคิด และกระบวนการที่เป็นแกนกลางของสาขาวิชานั้นๆ ครูจะต้องมีความรู้และเข้าใจในวิชาที่พวกเขาสอนอย่างถ่องแท้
- ตัวอย่าง: ในวิชาชีววิทยา ครูมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างเซลล์ พันธุกรรม และระบบชีวภาพ หรือในวิชาคณิตศาสตร์ ครูมีความรู้เกี่ยวกับหลักการและแนวคิดทางคณิตศาสตร์.
- ความรู้ด้านวิธีการสอน (Pedagogical Knowledge: PK)
- คำจำกัดความ: ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการและแนวปฏิบัติ หรือวิธีการสอนและการเรียนรู้ ครอบคลุมถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษา ค่านิยมและเป้าหมาย การเรียนรู้ของนักเรียน การจัดการห้องเรียน การพัฒนาและนำแผนการสอนไปใช้ และการประเมินผลนักเรียน ครูที่มีความรู้ PK จะเข้าใจวิธีการที่นักเรียนสร้างความรู้ พัฒนานิสัยทางสติปัญญา และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้
- ตัวอย่าง: ครูทราบเทคนิคการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) หรือสามารถจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning) ซึ่งเป็นวิธีสอนที่สำคัญในบริบทของการเรียนรู้ออนไลน์.
- ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Technological Knowledge: TK)
- คำจำกัดความ: ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีมาตรฐานและวิธีการใช้งาน ตั้งแต่เทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น หนังสือและกระดานดำ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น อินเทอร์เน็ต วิดีโอดิจิทัล และระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ความรู้นี้ยังรวมถึงทักษะที่จำเป็นในการดำเนินการเทคโนโลยีนั้นๆ ครูควรสามารถค้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสไตล์การสอนของตนเองและใช้เครื่องมือเพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้กระตือรือร้นและสนุกกับการเรียน โดยเปลี่ยนแอปพลิเคชันอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย.
- ตัวอย่าง: ครูสามารถใช้ Google Classroom ในระบบ NU Apps for Education เพื่อจัดการเรียนการสอนได้อย่างชำนาญ หรือมีความสามารถในการติดตั้งโปรแกรมและสร้างเอกสารต่างๆ.
- ความรู้เนื้อหาผนวกวิธีสอน (Pedagogical Content Knowledge: PCK)
- คำจำกัดความ: เป็นความรู้ที่เกิดจากการบูรณาการระหว่างความรู้ด้านเนื้อหากับความรู้ด้านการสอนในการสอนเนื้อหาเฉพาะเรื่อง เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เป็นความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาเฉพาะเจาะจง รวมถึงการรู้วิธีการจัดเรียงองค์ประกอบของเนื้อหาเพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- ตัวอย่าง: ครูทราบวิธีการนำเสนอเนื้อหาที่ยากให้เข้าใจง่าย และสามารถจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับพื้นความรู้เดิมของนักเรียน เช่น การสอนเรื่องการผลิตสื่อและนวัตกรรมโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงาน.
- ความรู้เนื้อหาผนวกเทคโนโลยี (Technological Content Knowledge: TCK)
- คำจำกัดความ: ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างเทคโนโลยีและเนื้อหา รวมถึงความรู้ที่ว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของเนื้อหาวิชาได้อย่างไร ช่วยให้ครูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอนเนื้อหาทางวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ตัวอย่าง: ครูใช้แบบจำลอง 3 มิติหรือโปรแกรมจำลองการทดลอง (Simulation Software) ในวิชาเคมีเพื่อแสดงโครงสร้างโมเลกุลและปฏิกิริยาเคมีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือใช้ AR เพื่อจำลองการเคลื่อนที่ของวัตถุในวิชาฟิสิกส์ เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่ยากและเป็นนามธรรม.
- ความรู้ด้านวิธีการสอนผนวกเทคโนโลยี (Technological Pedagogical Knowledge: TPK)
- คำจำกัดความ: ความรู้เกี่ยวกับวิธีการที่เทคโนโลยีต่างๆ สามารถนำมาใช้ในการสอน และเข้าใจว่าการใช้เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนวิธีการสอนของแต่ละบุคคลได้ รวมถึงความสามารถในการเลือกเครื่องมือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแนวปฏิบัติการสอน
- ตัวอย่าง: ครูสามารถสร้างห้องเรียนออนไลน์หรือห้องเรียนบนคลาวด์เพื่อจัดการกระบวนการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือใช้โปรแกรมการประชุมออนไลน์ (เช่น Zoom, Google Meet) เพื่อให้ผู้สอนและผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน.
- ความรู้เนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี (Technological Pedagogical Content Knowledge: TPACK)
- คำจำกัดความ: เป็นแกนหลักของกรอบแนวคิด เกิดจากการรวมกันของความรู้ทั้งสามด้านหลักอย่างสมดุล หมายถึงความรู้สำหรับการสอนที่ดีด้วยเทคโนโลยี ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจว่าเทคโนโลยีสามารถสนับสนุนเนื้อหาวิชาได้อย่างไร แก้ไขปัญหาในการเรียนรู้ได้อย่างไร และนำไปใช้ในการสร้างสรรค์เนื้อหาและวิธีการสอนได้อย่างไร
- ตัวอย่าง: ครูออกแบบบทเรียนที่บูรณาการแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ากับเนื้อหาวิชาและกลยุทธ์การสอนอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาของผู้เรียน.

การประยุกต์ใช้ TPACK ในการศึกษา
TPACK ไม่ได้เป็นเพียงกรอบแนวคิดทางทฤษฎี แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายมิติของการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ:

1. การออกแบบหลักสูตรและการพัฒนาครู: กรอบแนวคิด TPACK ถูกนำไปใช้ในการ ออกแบบหลักสูตรพัฒนาครู ในหลากหลายวิชา การวิจัยชี้ให้เห็นว่า TPACK สามารถนำไปใช้ในบริบทของการพัฒนาครู ทั้งครูประจำการและครูก่อนประจำการ เช่น การวิจัยเชิงปฏิบัติการเชิงวิพากษ์แบบมีส่วนร่วมช่วยพัฒนานักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นกระบวนการคิดวิพากษ์ การฝึกปฏิบัติ และการสะท้อนคิด การพัฒนานักศึกษาครูยังรวมถึงการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ยังขาดอยู่ นอกจากนี้ เว็บฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด TPACK ก็สามารถเพิ่มความรู้ด้านเทคโนโลยีและเข้าใจการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้สำหรับครูประจำการที่สอนไม่ตรงวิชาเอกได้ การวิจัยยังพิสูจน์ว่ารูปแบบ TPACK มีส่วนสำคัญในการฝึกอบรมครูในงานการศึกษาของพวกเขา รวมถึงการฝึกอบรมเริ่มต้นด้วย

2. การตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 และการเรียนรู้ออนไลน์: ในช่วงปี 2020-2024 การศึกษาไทยได้นำ TPACK มา ออกแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะการเรียนการสอนออนไลน์ TPACK มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาในยุคดิจิทัลที่ต้องการครูที่มีทักษะการสอนแบบผสมผสานระหว่างการใช้เทคโนโลยีและวิธีการสอนแบบดั้งเดิม ครูต้องสามารถออกแบบการเรียนรู้แบบ TPACK ได้ทั้งในห้องเรียน (Face-to-Face Learning) และการเรียนออนไลน์ (Online Learning) เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ง่าย ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ครูผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้หลากหลายด้านผสมผสานกัน ทั้ง TK, PK, และ CK โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ในลักษณะของการ ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning) เพื่อกระตุ้นความคิดของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนออนไลน์โดยใช้ TPACK Model มีองค์ประกอบด้านเทคโนโลยี วิธีการสอน และความรู้เนื้อหา และเป็นแนวคิดที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอเนื้อหาและส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน นอกจากนี้ การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ที่ใช้ TPACK ก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความรู้ของครูภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยนำสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อให้การจัดการเรียนรู้มีความต่อเนื่อง.
3. การประยุกต์ใช้ในรายวิชาต่างๆ (บริบทไทย 2020-2024): จากการศึกษาแนวโน้มการนำ TPACK มาใช้ในวงการศึกษาไทยระหว่างปี 2020-2024 โดยรวบรวมบทความจากฐานข้อมูล ThaiJO จำนวน 49 บทความ พบการประยุกต์ใช้ในหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้:
- วิทยาศาสตร์: มีงานวิจัย 8 บทความที่นำ TPACK มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยพบการใช้ในวิชาวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์ ซึ่งมีการบูรณาการ การสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการทดลอง การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ การคิดเชิงวิพากษ์ และการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา
- ชีววิทยา: ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) เพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนของสิ่งมีชีวิตและระบบภายในร่างกาย ช่วยให้นักเรียนเห็นภาพโครงสร้างเซลล์ พันธุกรรม และระบบชีวภาพที่อาจมองเห็นได้ยากในห้องเรียนทั่วไป.
- เคมี: ใช้ภาพวิดีทัศน์หรือแบบจำลอง 3 มิติเพื่อแสดงโครงสร้างโมเลกุลและปฏิกิริยาเคมี หรือใช้โปรแกรมจำลองการทดลอง (Simulation Software) เพื่อให้นักเรียนสามารถทดลองปรับเปลี่ยนตัวแปรต่างๆ และสังเกตผลลัพธ์ของปฏิกิริยาได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมีที่มีความเสี่ยง ทำให้เกิดความปลอดภัยและลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรในห้องปฏิบัติการ.
- ฟิสิกส์: ใช้โปรแกรมจำลองการทดลอง (Simulation Software) หรือ AR เพื่อนำเสนอปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน เช่น การเคลื่อนที่ แรง หรือการชน ช่วยให้นักเรียนสามารถปรับค่าตัวแปรและสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้แบบเรียลไทม์ ทำให้เห็นภาพและเข้าใจแนวคิดทางฟิสิกส์ที่ยากจะสังเกตเห็นในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน.
- ประโยชน์: การใช้ TPACK ในวิชาวิทยาศาสตร์สามารถเสริมสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะที่สำคัญ เช่น การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงลึก.
- คณิตศาสตร์: มี 7 บทความที่นำ TPACK มาใช้เพื่อสนับสนุนการคิดคำนวณและการแก้ปัญหา เช่น การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการคำนวณ หรือซอฟต์แวร์ช่วยฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์.
- ภาษาต่างประเทศ (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ): มี 5 บทความที่ประยุกต์ใช้ TPACK โดยใช้เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ในการใช้งานภาษาในสถานการณ์จริงผ่านการใช้แอปพลิเคชันและสื่อดิจิทัล.
- ศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์: มี 3 บทความที่ศึกษาการใช้ TPACK ในวิชาดนตรีและศิลปะ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์งานศิลปะและการเรียนรู้ทักษะทางดนตรี เช่น การใช้ซอฟต์แวร์สร้างภาพหรือเสียง.
- สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม: พบการประยุกต์ใช้ TPACK เพียง 1 บทความ โดยใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา เพื่อสร้างสถานการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและมีมุมมองที่กว้างขึ้น.
4. การบริหารหลักสูตรวิชาการ: TPACK ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในด้านการจัดการเรียนรู้เท่านั้น แต่ในมุมมองการบริหารหลักสูตรวิชาการ หากผู้บริหารการศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบแนวคิด TPACK จะช่วย สนับสนุนการพัฒนาแนวทางการจัดการศึกษา การสนับสนุนทรัพยากร และการส่งเสริมการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครูและการเรียนรู้ของนักเรียน การนำ TPACK Model มาประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษาในพื้นที่นำร่องนวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปัตตานี พบว่ามีการจัดเตรียมความพร้อมและบริการเครื่องมืออุปกรณ์ การสร้างความตระหนักด้านเทคโนโลยี การสร้างครูแกนนำด้านเทคโนโลยี การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง รวมถึงการรวมตัวชี้วัดหรือมาตรฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกัน.
ประโยชน์และความสำคัญของ TPACK
TPACK เป็นกรอบแนวคิดที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบันและอนาคต ด้วยเหตุผลดังนี้:
- การบูรณาการเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ: TPACK ช่วยให้ผู้สอนสามารถบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน โดยไม่ได้เน้นเพียงแค่การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความสอดคล้องกับวิธีการสอนและเนื้อหาวิชาด้วย การใช้ TPACK ส่งผลให้ครูพัฒนาทักษะในการสร้างสรรค์การสอนที่ทันสมัย และตอบโจทย์การเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล.
- เพิ่มสมรรถนะของครู: TPACK ให้กรอบแนวคิดที่ชัดเจนแก่ครูในการผสมผสานเนื้อหาวิชา แนวปฏิบัติการสอนที่ดีที่สุด และเทคโนโลยีการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ นำไปสู่การวางแผนและจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครูมีความเชี่ยวชาญในความรู้ทางวิชาชีพสำหรับการวางแผนและการสอนที่ผสานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
- ยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน: TPACK มีเป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ช่วยพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการในศตวรรษที่ 21 และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายและน่าสนใจ โดยเฉพาะในรายวิชาวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้เกิดการคิดเชิงวิเคราะห์และการทดลองจริง.
- ความเกี่ยวข้องกับนโยบายทางการศึกษา: TPACK มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาของประเทศไทย เช่น การออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การออกแบบการเรียนการสอนแบบ On-Demand และการออกแบบคอร์สเรียนออนไลน์ต่างๆ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกกลุ่มคน.
- การเรียนรู้ออนไลน์: TPACK เป็นแนวคิดที่จำเป็นสำหรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ช่วยแก้ไขข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา ส่งเสริมการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต.
ความท้าทายและข้อวิพากษ์เกี่ยวกับ TPACK
แม้ว่า TPACK จะเป็นกรอบแนวคิดที่มีคุณค่า แต่ก็มีความท้าทายและข้อวิพากษ์ที่ต้องพิจารณา เพื่อให้การนำไปใช้มีประสิทธิภาพสูงสุด:

- ความพร้อมของครู: ครูจำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลายทั้งด้านเนื้อหา เทคโนโลยี และวิธีการสอน ซึ่งต้องอาศัยการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาครูหลายคนมีความกังวลว่าตนเองมีความรู้ด้านเนื้อหาไม่เพียงพอที่จะเลือกใช้วิธีสอนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม และความรู้ด้านเทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ความรู้ล้าสมัยได้ง่าย ครูจึงควรติดตามและเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอ.
- ข้อจำกัดด้านทรัพยากร: การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AR หรือโปรแกรมจำลองการทดลอง ต้องใช้ทรัพยากรที่อาจไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกโรงเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนทรัพยากรดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีในสถานศึกษา.
- การปรับตัวของนักเรียน: นักเรียนบางกลุ่มอาจต้องการเวลาในการปรับตัวเข้ากับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ครูจึงจำเป็นต้องให้คำแนะนำและสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่.
- การวัดและประเมินผล: การประเมินความสามารถด้านความรู้เนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยีสำหรับนักศึกษาครูยังคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังขาดรูปแบบการประเมินที่ชัดเจน และแบบประเมินที่สร้างขึ้นอาจไม่แน่ใจว่าจะสามารถวัดผลได้จริง วิธีการประเมินยังขาดความหลากหลาย และการประเมินรายบุคคลทำได้ยาก แม้การประเมินตนเองจะเป็นหนึ่งในวิธีการที่ดี แต่โดยรวมแล้วยังไม่มีเครื่องมือที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย.
- ขาดคำจำกัดความที่ชัดเจน/ขอบเขตที่คลุมเครือ: มีข้อวิพากษ์ว่า TPACK ยังขาดคำจำกัดความที่แม่นยำ และมีการถกเถียงว่า TPACK เป็นแบบบูรณาการ (integrative) หรือแบบเปลี่ยนรูป (transformative) นอกจากนี้ คำจำกัดความที่แน่นอนของโดเมนความรู้ทั้งเจ็ดก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละการศึกษา ทำให้เกิด “ขอบเขตที่คลุมเครือ” ซึ่งนำไปสู่การดัดแปลง TPACK ในรูปแบบต่างๆ เช่น TPACK-W สำหรับเว็บเทคโนโลยี, G-TPACK สำหรับภูมิสารสนเทศ, TPACK-CT สำหรับการคิดเชิงคำนวณ, TPACK-P สำหรับ TPACK ในทางปฏิบัติ ซึ่งบางครั้งถูกมองว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือทำให้แนวคิดเจือจางลง.

การวัดและการพัฒนา TPACK
เพื่อส่งเสริมการนำ TPACK ไปใช้ในทางปฏิบัติ มีการพัฒนาเครื่องมือและแนวทางในการวัดและพัฒนาความรู้ความสามารถตามกรอบแนวคิดนี้:

- การประเมินตนเอง (Self-assessment): มีเครื่องมือแบบสอบถามหลายชุดที่ใช้ในการวัดการประเมินตนเองของครูก่อนประจำการเกี่ยวกับโดเมน TPACK เช่น Survey of Preservice Teachers’ Knowledge of Teaching and Technology ซึ่งเดิมมี 75 ข้อ ครอบคลุม 7 โดเมน และถูกปรับปรุงเป็น 47 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่นภายใน (Cronbach’s alpha) อยู่ในช่วง 0.75 ถึง 0.92 ซึ่งถือว่ายอมรับได้ถึงดีเยี่ยม นอกจากนี้ Pre-service Teacher Technological Pedagogical Content Knowledge (PT-TPACK) scale ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มี 27 ข้อ ครอบคลุม 6 โดเมนของ TPACK.
- ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ: การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโดเมน TPACK โดยใช้การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันพบว่า TPACK มีความสัมพันธ์สูงสุดกับ TPK (r=.71) รองลงมาคือ TCK (r=.49) และ PCK (r=.49).
- โปรแกรมการฝึกอบรม: โปรแกรมการฝึกอบรมที่อิง TPACK สามารถเพิ่มการรับรู้ของครูก่อนประจำการเกี่ยวกับ TPACK ได้อย่างมีนัยสำคัญ การฝึกอบรม 2 สัปดาห์สามารถเพิ่มคะแนนเฉลี่ยหลังการทดสอบของทุกมิติของ TPACK ได้ถึง 5.51% เมื่อเทียบกับก่อนการแทรกแซง โดยมีการเพิ่มขึ้นสูงสุดในมิติ TPK (0.466 คะแนน) ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกอบรมดังกล่าวมีประสิทธิผลอย่างมากในการเพิ่มระดับความมั่นใจของครูก่อนประจำการใน TPACK โดยมีขนาดผล (effect size) อยู่ในระดับมาก (Cohen’s d = 0.81).
- การศึกษาบทเรียน (Lesson Study): เป็นแนวทางที่สำคัญในการพัฒนา TPACK ของครู โดยมีวงจรการปฏิบัติงานสอนร่วมกัน 3 ขั้นตอนที่บูรณาการ TPACK ซึ่งประกอบด้วย 1) การร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ TPACK (Plan – TPACK) 2) การร่วมกันสอนและสังเกตการเรียนรู้โดยใช้ TPACK (Do – TPACK) และ 3) การร่วมกันสะท้อนผลการสอนและการเรียนรู้โดยใช้ TPACK (See – TPACK) ในทุกขั้นตอน ทีม PLC จะร่วมกันพิจารณาส่วนของเนื้อหาวิชา วิธีสอน และเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ Plan – See – Reflect ที่ผู้เข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพจะร่วมกันสะท้อนการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีจุดเน้นสำคัญคือครูใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักและให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี โดยครูทำหน้าที่อำนวยความสะดวก.
- ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Communities: PLCs): การบูรณาการ TPACK ร่วมกับ PLC เป็นแนวทางที่น่าสนใจในการพัฒนาการสอนและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ในโรงเรียน PLCs ช่วยส่งเสริมให้ครูเกิดการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนรู้ของตนเอง โดยใช้ TPACK เป็นเครื่องมือผ่านความร่วมมือภายในทีม ทั้งการออกแบบ การให้ข้อเสนอแนะ การสังเกตชั้นเรียน และการสะท้อนผล การรวมกันนี้ไม่เพียงพัฒนาการจัดการเรียนรู้ แต่ยังส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันในโรงเรียน ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระบบการศึกษา

บทสรุปและข้อเสนอแนะ
TPACK เป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งในการพัฒนาสมรรถนะของครูในการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลและการปรับตัวในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 TPACK ได้ช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าใจถึงการผสมผสานเทคโนโลยีกับเนื้อหาและวิธีการสอนที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ TPACK ไม่เพียงเสริมสร้างการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการการศึกษาในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี

เพื่อให้การนำ TPACK ไปใช้ในระบบการศึกษาไทยเกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน คณะผู้เขียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของ TPACK และเสนอแนะแนวทางสำหรับกระทรวงศึกษาธิการดังนี้:
- กำหนดให้ TPACK เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานวิชาชีพครู: ควรบรรจุ TPACK ในหลักสูตรการผลิตครู เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูตั้งแต่ก่อนประจำการ.
- จัดสรรงบประมาณสนับสนุนทรัพยากรดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน: เพื่อให้ครูสามารถใช้ทรัพยากรเทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพในการจัดการเรียนรู้.
- ส่งเสริมการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC): โดยเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การประยุกต์ใช้ TPACK ระหว่างครู เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันพัฒนาการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างยั่งยืน.
- สนับสนุนองค์กรวิชาชีพในการพัฒนาสื่อการสอนและคู่มือ TPACK: เช่น คุรุสภาและสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ควรสื่อการสอนและคู่มือที่สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละวิชา.
- ส่งเสริมการวิจัยเพื่อติดตามและประเมินผล: ควรมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามและประเมินประสิทธิผลของการใช้ TPACK ในการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนาต่อไป.
- พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นแหล่งรวมทรัพยากรการเรียนรู้: เพื่อให้ครูสามารถเข้าถึงแนวปฏิบัติที่ดีในการประยุกต์ใช้ TPACK ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง.
การดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน TPACK ไม่ใช่เพียงกรอบแนวคิดชั่วคราว แต่เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการสร้างครูยุคใหม่ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายและนำพานักเรียนสู่การเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัดในศตวรรษที่ 21.

บรรณานุกรม
Alochana Journal. (n.d.). Exploring the challenges of integrating TPACK in Lesotho’s universities. [EJ868626.pdf].
Frontiers. (n.d.). Evaluating the effectiveness of technological pedagogical content knowledge-based training program in enhancing pre-service teachers’ perceptions of – Frontiers.
Mishra, P. (2019). Special issue on TPACK in Context, with a new & improved model.
Mishra, P., & Koehler, M. J. (2006). Technological pedagogical content knowledge: A framework for teacher knowledge. Teachers College Record, 108(6), 1017–1054.
Nearpod. (n.d.). TPACK model explained with examples for the classroom.
Shulman, L. S. (1986). Those who understand: Knowledge growth in teaching. Educational Researcher, 15(2), 4–14.
สรุปภาพรวม

Comments
Powered by Facebook Comments