ตอนที่ 2 เมื่อกระทรวงศึกษาธิการเริ่มนับจำนวนคนใหม่ ใครจะได้ไปต่อ และตำแหน่งใดจะถูกตั้งคำถามมากที่สุด?
บทความชุด “อนาคตโครงสร้างการบริหารการศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน”
หลังจากบทความตอนที่แล้วที่ผมเขียนถึงอนาคตของสำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีคำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในใจข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนไม่น้อย
“ถ้าในอนาคตกระทรวงศึกษาธิการปรับโครงสร้างใหม่ แล้วตำแหน่งที่เราทำงานอยู่ทุกวันนี้จะเป็นอย่างไร?”
ผมอยากชวนมองเรื่องนี้ให้ลึกกว่าความกังวลว่าใครจะถูกยุบ ใครจะถูกย้าย หรือหน่วยงานใดจะถูกควบรวม
เพราะเมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 อย่างละเอียด ผมพบประเด็นหนึ่งที่น่าคิดต่อมาก
นั่นคือ กระทรวงศึกษาธิการกำลังให้ความสำคัญกับการวางแผนกำลังคนระยะ 5 ปี และการพิจารณาความจำเป็นของตำแหน่งตามภารกิจ โดยเฉพาะเมื่อมีข้าราชการเกษียณอายุราชการในแต่ละปี
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐที่เรียกว่า Strategic Workforce Planning หรือการวางแผนกำลังคนเชิงยุทธศาสตร์
แนวคิดนี้ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “วันนี้เรามีข้าราชการกี่คน”
แต่เริ่มจากคำถามว่า
“อีก 5 ปีข้างหน้า ภารกิจของรัฐจะเปลี่ยนไปอย่างไร และเราจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีสมรรถนะอะไร จำนวนเท่าใด จึงจะทำงานเหล่านั้นได้”
คำถามนี้อาจทำให้ระบบราชการการศึกษาไทยต้องกลับมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง
1. เมื่อโครงสร้างอาจไม่ถูกยุบ แต่ตำแหน่งอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป
หลายคนอาจเข้าใจว่าการปรับโครงสร้างราชการต้องเริ่มจากการออกกฎหมายยุบหน่วยงานหรือรวมสำนักงานเข้าด้วยกัน
แต่ในทางการบริหารกำลังคน การเปลี่ยนแปลงอาจค่อย ๆ เกิดขึ้นได้โดยที่ชื่อหน่วยงานยังคงเดิม
ลองนึกภาพสำนักงานแห่งหนึ่งที่มีบุคลากร 60 ตำแหน่ง
ในอีก 5 ปีข้างหน้า สมมติว่ามีผู้เกษียณอายุราชการ 15 คน และเมื่อทบทวนภารกิจแล้วพบว่า งานบางส่วนสามารถใช้ระบบดิจิทัลสนับสนุนได้ ขณะที่งานบางประเภทมีความจำเป็นเพิ่มขึ้น
หน่วยงานอาจไม่จำเป็นต้องขอบรรจุทดแทนทุกตำแหน่งในลักษณะเดิม แต่อาจปรับกรอบกำลังคนใหม่ให้เหมาะกับงาน
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่ข้อมูลอัตราเกษียณจริงหรือแผนที่กระทรวงประกาศแล้ว
สิ่งที่ผมต้องการชี้ให้เห็นคือ อนาคตของตำแหน่งราชการอาจเปลี่ยนแปลงผ่านการจัดสรรอัตราว่าง การกำหนดตำแหน่งใหม่ และการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการยุบสำนักงาน
อย่างไรก็ตาม การไม่บรรจุทดแทนหรือการปรับกรอบตำแหน่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย หลักเกณฑ์และอำนาจขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เรื่องที่ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ตามความเห็นส่วนตัว
2. คำถามที่ ศธจ. ต้องตอบให้ได้ในอีก 5 ปี
ผมย้อนกลับไปศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด โดยเฉพาะคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2560 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งดังกล่าว พ.ศ. 2565
สิ่งที่เห็นชัดคือ โครงสร้างการบริหารงานบุคคลในระดับพื้นที่เคยถูกเปลี่ยนแปลงมาแล้ว โดยมีการปรับอำนาจระหว่างกลไกจังหวัดกับเขตพื้นที่การศึกษา
นั่นแสดงว่าโครงสร้างการศึกษาในระดับพื้นที่ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานที่เคยถูกจัดตั้งขึ้นจะหมดความจำเป็นทั้งหมด
ผมคิดว่า ศธจ. ยังมีภารกิจที่ต้องมีเจ้าภาพระดับจังหวัด โดยเฉพาะการประสานการศึกษาข้ามสังกัด การวิเคราะห์ปัญหาการศึกษาทั้งจังหวัด และการเชื่อมหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน
ยกตัวอย่างเรื่องเด็กปฐมวัย
เด็กคนหนึ่งอาจเริ่มต้นการดูแลในครอบครัว เข้ารับบริการจากหน่วยงานสาธารณสุข แล้วเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนจะเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
หากแต่ละหน่วยงานต่างทำงานเฉพาะส่วนของตนเอง ใครจะเป็นผู้มองเห็นภาพรวมของเด็กคนนี้?
นี่เป็นตัวอย่างภารกิจที่ต้องใช้การประสานงานระดับพื้นที่อย่างแท้จริง
แต่หาก ศธจ. ยังคงใช้งานส่วนใหญ่ไปกับการรวบรวมข้อมูลที่หน่วยงานอื่นมีอยู่แล้ว หรือจัดทำรายงานซ้ำกันหลายระดับ คำถามเรื่องความคุ้มค่าของอัตรากำลังย่อมเกิดขึ้น
ดังนั้น ผมคาดว่าอนาคตของ ศธจ. จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพิสูจน์ว่า การมีหน่วยงานประสานระดับจังหวัดช่วยแก้ปัญหาที่หน่วยงานต้นสังกัดแต่ละแห่งไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพังอย่างไร
3. ศธภ. อาจต้องพิสูจน์ว่าการมีหน่วยงานระดับภาคช่วยแก้ปัญหาอะไร
สำนักงานศึกษาธิการภาคมีภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ การสนับสนุนการตรวจราชการ การประสานงาน และการติดตามประเมินผลในระดับหลายจังหวัด
แต่หากถามว่า ในอนาคตที่ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น ยังจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับภาคทำหน้าที่เดิมทั้งหมดหรือไม่
ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ควรได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ
ลองสมมติว่าพื้นที่หลายจังหวัดมีปัญหานักเรียนออกกลางคันเพิ่มขึ้น และสาเหตุเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงาน ความยากจน หรือข้อจำกัดการเดินทาง
ปัญหาลักษณะนี้อาจแก้ไม่ได้ด้วยการทำงานของจังหวัดเดียว
หน่วยงานระดับภาคจึงอาจมีคุณค่าในการวิเคราะห์ปัญหาข้ามจังหวัด จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และประสานทรัพยากรร่วมกัน
แต่ถ้าผลการดำเนินงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปของจำนวนครั้งที่ประชุม จำนวนโครงการที่จัด หรือจำนวนรายงานที่ส่ง คงยากที่จะตอบว่าระดับภาคสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้นอย่างไร
ผมจึงคาดว่า ศธภ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่จะต้องเผชิญกับการทบทวนความจำเป็นของภารกิจอย่างละเอียด
ไม่ได้หมายความว่าจะถูกยุบ แต่หากจะดำรงอยู่ต่อในระยะยาว บทบาทต้องมีความแตกต่างจากจังหวัดและส่วนกลางอย่างชัดเจน
4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะอยู่ต่ออย่างไรในวันที่จำนวนโรงเรียนเปลี่ยน
ประเด็นนี้ผมคิดว่าผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 37 กำหนดให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมอำนาจหน้าที่ด้านการบริหารและจัดการศึกษา การพัฒนางานวิชาการ และการประกันคุณภาพภายในร่วมกับสถานศึกษา
นี่เป็นฐานกฎหมายที่ชัดเจน
แต่ฐานกฎหมายที่รองรับการดำรงอยู่ของหน่วยงาน ไม่ได้หมายความว่าจำนวนเขต พื้นที่รับผิดชอบ หรือรูปแบบการปฏิบัติงานจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ถ้าจำนวนเด็กวัยเรียนลดลง บางพื้นที่อาจมีโรงเรียนจำนวนน้อยลง ขณะที่บางพื้นที่ยังมีประชากรเคลื่อนย้ายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ภาระงานของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่ก็ย่อมไม่เท่ากัน
ผมคิดว่าการกำหนดขนาดและอัตรากำลังของเขตพื้นที่ในอนาคตไม่ควรใช้จำนวนโรงเรียนเพียงตัวเดียว
ควรพิจารณาจำนวนผู้เรียน ลักษณะภูมิศาสตร์ ระยะทาง ความเหลื่อมล้ำ ความซับซ้อนของสถานศึกษา และภาระในการสนับสนุนโรงเรียนประกอบกันด้วย
เขตพื้นที่ที่มีโรงเรียนไม่มาก แต่อยู่ห่างไกล เดินทางยาก และมีเด็กกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก อาจต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรสนับสนุนสูงกว่าเขตพื้นที่ที่มีโรงเรียนจำนวนมากแต่อยู่ใกล้กัน
ถ้าการปฏิรูปมุ่งลดจำนวนสำนักงานโดยไม่วิเคราะห์เงื่อนไขเหล่านี้ อาจประหยัดงบประมาณบางส่วน แต่เพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านบริการการศึกษาโดยไม่ตั้งใจ
5. แล้วตำแหน่งศึกษานิเทศก์จะเป็นอย่างไร
ผมขอให้ความเห็นเรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาในฐานะคนทำงานด้านการนิเทศการศึกษา
ผมเชื่อว่างานนิเทศยังจำเป็นต่อระบบการศึกษา
แต่รูปแบบงานนิเทศที่เน้นการตรวจเอกสาร ติดตามแบบรายงาน และดำเนินกิจกรรมตามโครงการเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความจำเป็นของอัตรากำลังในอนาคต
ลองคิดดูว่า หากสำนักงานเขตพื้นที่แห่งหนึ่งมีศึกษานิเทศก์ 10 คน คำถามในการวางแผนกำลังคนควรเป็นอย่างไร
ควรถามเพียงว่าศึกษานิเทศก์ทั้ง 10 คนมีหน้าที่รับผิดชอบกลุ่มสาระหรือโครงการใดบ้างหรือไม่
หรือควรถามเพิ่มเติมว่า การทำงานของศึกษานิเทศก์เหล่านั้นช่วยให้โรงเรียนปรับปรุงคุณภาพการสอน ลดปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พัฒนาการประเมินผลการเรียนรู้ และเพิ่มความสามารถทางวิชาการของครูได้เพียงใด
ผมคิดว่าคำถามหลังมีน้ำหนักมากกว่า
ศึกษานิเทศก์ในอนาคตควรเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ร่วมกับสถานศึกษา ออกแบบการนิเทศที่เหมาะกับบริบท ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และติดตามว่าการพัฒนาครูนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการสอนจริงหรือไม่
เราควรมีหลักฐานมากกว่าจำนวนครั้งที่ออกนิเทศ
ตัวอย่างเช่น โรงเรียนที่ได้รับการนิเทศสามารถเปลี่ยนวิธีสอนอะไรได้บ้าง ครูมีสมรรถนะใดเพิ่มขึ้น และผู้เรียนมีพัฒนาการอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนดำเนินงาน
ทั้งนี้ การประเมินคุณค่าของศึกษานิเทศก์ต้องคำนึงถึงบริบทโรงเรียนและปัจจัยอื่นที่มีผลต่อผู้เรียนด้วย ไม่ควรนำคะแนนสอบมาใช้ตัดสินผลงานของบุคคลโดยตรงอย่างง่าย ๆ
ผมจึงไม่ได้กังวลว่าในอนาคตจะยังมีชื่อ “ศึกษานิเทศก์” อยู่หรือไม่เท่ากับกังวลว่า เราจะสามารถพัฒนาวิชาชีพให้มีผลงานที่พิสูจน์ได้เพียงใด
6. อีกประเด็นที่หลายคนมองข้าม คือ AI อาจเปลี่ยนระบบประเมินบุคลากรทางการศึกษา
ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวถึงแนวคิดนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานจริงของบุคลากร และลดภาระการจัดทำเอกสารเพื่อการประเมิน
ผมมองว่าเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างกำลังคนโดยตรง
เพราะหากในอนาคตหน่วยงานสามารถประเมินผลการปฏิบัติงานจากข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานได้จริง ระบบราชการก็จะมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าภารกิจใดใช้กำลังคนเท่าไร และให้ผลลัพธ์อย่างไร
แต่มีข้อควรระวัง
AI ไม่ควรกลายเป็นผู้ตัดสินความดีความชอบหรือความก้าวหน้าทางวิชาชีพโดยปราศจากการตรวจสอบของมนุษย์
ข้อมูลการทำงานของครู ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษามีความซับซ้อน บางส่วนวัดเป็นตัวเลขได้ แต่บางส่วนต้องอาศัยการพิจารณาคุณภาพของงาน
ยิ่งหากนำระบบนี้ไปเชื่อมกับการเลื่อนตำแหน่งหรือวิทยฐานะ จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ มีความเป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกประเมินชี้แจงข้อมูล
AI จึงควรเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์หลักฐาน ไม่ใช่เครื่องมือแทนดุลพินิจทั้งหมดของผู้ประเมิน
7. ถ้าให้คาดการณ์ในช่วงปี 2570–2574 ผมมองเห็นความเป็นไปได้อย่างไร
ผมขอเสนอภาพอนาคตเป็น 2 แนวทาง
แนวทางแรก คือกระทรวงศึกษาธิการยังคงโครงสร้างหลักไว้ แต่ลดภารกิจซ้ำซ้อนและปรับกรอบอัตรากำลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาศัยตำแหน่งว่างจากการเกษียณและการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร
ผมมองว่าแนวทางนี้มีความเป็นไปได้มากกว่าในระยะแรก เพราะสอดคล้องกับแนวคิดการวางแผนกำลังคนที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวไว้ และไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในทันที
ส่วนแนวทางที่สอง คือการปรับโครงสร้างเชิงระบบ หากผลการศึกษาภารกิจและกฎหมายใหม่รองรับ อาจมีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ภาค จังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงการปรับจำนวนหน่วยงานหรือพื้นที่รับผิดชอบบางส่วน
แนวทางที่สองมีความซับซ้อนกว่า เพราะต้องพิจารณาฐานอำนาจทางกฎหมาย การบริหารบุคคล งบประมาณ และการให้บริการประชาชน
จึงยังไม่ควรคาดการณ์เป็นจำนวนสำนักงานที่จะยุบ หรือระบุตำแหน่งใดว่าจะถูกตัดลดอย่างแน่นอน
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ระวังคือ การใช้คำว่า “ลดอัตรากำลัง” โดยมองเฉพาะจำนวนคน
หากลดบุคลากรแล้วทำให้ครูต้องรับภาระงานธุรการเพิ่มขึ้น ทำให้การนิเทศโรงเรียนลดลง หรือทำให้การแก้ปัญหาเด็กด้อยโอกาสล่าช้า การลดจำนวนตำแหน่งก็อาจไม่ใช่การเพิ่มประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
การบริหารกำลังคนที่ดีต้องมองทั้งต้นทุนและผลลัพธ์ของบริการการศึกษา
8. ก่อนถึงวันประชุม 25–26 ตุลาคม 2569 ผมอยากฝากคำถามไว้กับผู้กำหนดนโยบาย
ถ้าจะปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ผมอยากให้เริ่มด้วยการทำแผนที่ภารกิจของทุกหน่วยงานระดับพื้นที่
แล้วตอบให้ชัดว่า
ภารกิจใดซ้ำซ้อนกันจริง และมีหลักฐานอะไรยืนยัน
ภารกิจใดจำเป็นแต่ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างเต็มที่
การลดหรือโอนภารกิจจะส่งผลต่อผู้เรียน โรงเรียน และบุคลากรอย่างไร
และเมื่อปรับโครงสร้างแล้ว จะวัดความสำเร็จจากอะไร
อย่าวัดความสำเร็จของการปฏิรูปเพียงจำนวนสำนักงานที่ลดลง หรือเงินงบประมาณที่ประหยัดได้
เพราะเป้าหมายของการบริหารการศึกษาไม่ใช่การทำให้แผนผังองค์กรเล็กที่สุด แต่คือการจัดระบบที่สามารถสนับสนุนให้สถานศึกษาจัดการศึกษาได้ดีขึ้น โดยใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างเหมาะสม
ผมอยากทิ้งท้ายด้วยคำถามที่น่าจะชวนผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทุกระดับกลับไปคิดต่อ
“หากอีก 5 ปีข้างหน้า กระทรวงศึกษาธิการให้ทุกหน่วยงานแสดงหลักฐานว่า บุคลากรที่มีอยู่สร้างผลลัพธ์อะไรแก่ผู้เรียนและสถานศึกษา เราจะมีคำตอบที่ชัดเจนเพียงใด”
ผมไม่ได้คิดว่าทุกตำแหน่งต้องพิสูจน์คุณค่าด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน
แต่ทุกตำแหน่งควรอธิบายได้ว่าภารกิจของตนจำเป็นอย่างไร ผลงานที่เกิดขึ้นมีคุณภาพเพียงใด และจะพัฒนางานให้เหมาะกับความต้องการของระบบการศึกษาในอนาคตอย่างไร
นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าควรเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีประกาศปรับโครงสร้างเสียก่อน
เพราะอนาคตของการบริหารการศึกษาไทย อาจไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครจะรักษาตำแหน่งของตนไว้ได้
แต่เป็นการพิสูจน์ว่า ระบบราชการที่เราออกแบบขึ้นนั้นตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กไทยได้ดีเพียงใด
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์
#โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ #อนาคตการศึกษาไทย #ศึกษาธิการจังหวัด #ศึกษาธิการภาค #สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา #ศึกษานิเทศก์ #การบริหารกำลังคน #ปฏิรูปการศึกษา #วิทยฐานะ #การบริหารการศึกษา
เอกสารอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
- มติชนออนไลน์: “ประวิต” ปลัด ศธ.คนใหม่ ชู 5 โจทย์ใหญ่ ปลดล็อกการศึกษา (17 ต.ค. 2569)
- สำนักงาน ก.ค.ศ.: ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 11/2565 เกี่ยวกับ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
- สำนักงาน ก.ค.ศ.: การมอบนโยบาย “จาก กศจ. สู่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา”
ตรวจสอบลิงก์อ้างอิงก่อนจัดทำต้นฉบับเผยแพร่ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ส่วนที่เป็นการคาดการณ์ในบทความเป็นความเห็นเชิงวิเคราะห์ของผู้เขียน มิใช่ประกาศหรือมติอย่างเป็นทางการ

