Tuesday, October 27, 2026
อนาคตโครงสร้างการบริหารการศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตอนที่ 1 อนาคตการบริหารการศึกษาระดับพื้นที่ เมื่อคำถามไม่ใช่แค่ว่าใครจะถูกยุบ

แชร์เรื่องนี้

บทความชุด “อนาคตโครงสร้างการบริหารการศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน”

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีคำถามส่งมาถึงผมค่อนข้างมากว่า

“ศธภ. จะยุบไหม?”

“ศธจ. จะยังอยู่หรือไม่?”

“แล้วสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะได้รับผลกระทบด้วยหรือเปล่า?”

“ศึกษานิเทศก์จะอยู่ตรงไหนในโครงสร้างใหม่?”

หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ผมกลับคิดว่า คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นอาจไม่ใช่คำถามว่า “หน่วยงานใดจะอยู่หรือไป”

แต่คือ

“ในระบบการศึกษาไทยอีก 5 ปีข้างหน้า หน่วยงานระดับพื้นที่แต่ละระดับจะต้องทำอะไร และงานใดที่ไม่จำเป็นต้องมีหลายหน่วยงานทำซ้ำกันอีกต่อไป”

นี่ต่างหากที่ผมคิดว่าเป็นคำถามใหญ่

ข้อมูลที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้ประกาศยุบสำนักงานศึกษาธิการภาคหรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด แต่ระบุชัดว่าจะต้องกลับมาวิเคราะห์โครงสร้างและกำลังคน โดยมีหลักคิดว่าไม่ควร “ทุบโครงสร้างทันที” และการเปลี่ยนแปลงต้องมีแผนที่โปร่งใส ไม่กระทบผู้ปฏิบัติงานในปัจจุบัน พร้อมทั้งเตรียมประชุมร่วมกับศึกษาธิการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ศึกษาธิการภาค และผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 25–26 ตุลาคม 2569 เพื่อทบทวนบทบาทการขับเคลื่อนการศึกษาในระดับพื้นที่

ถ้ามองในเชิงการบริหารราชการ ผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนคำถามจาก

“เรามีโครงสร้างอะไรอยู่บ้าง”

ไปสู่

“ภารกิจอะไรที่รัฐจำเป็นต้องทำ และควรให้ใครเป็นเจ้าภาพ”

สองคำถามนี้ต่างกันมาก

เพราะเมื่อเริ่มต้นจากโครงสร้าง เรามักพยายามรักษาหน่วยงานเดิมเอาไว้ แล้วหางานมาใส่ในโครงสร้างนั้น

แต่ถ้าเริ่มจากภารกิจ เราจะต้องวิเคราะห์ก่อนว่า ในระดับจังหวัดและพื้นที่ ประเทศไทยต้องการระบบวางแผนการศึกษา ระบบกำกับติดตาม ระบบนิเทศ ระบบบริหารบุคคล ระบบข้อมูล และระบบประสานการจัดการศึกษาระหว่างสังกัดอย่างไร แล้วจึงค่อยออกแบบว่าใครควรรับผิดชอบ

ผมคิดว่าแนวโน้มในระยะ 5 ปีข้างหน้าจะเดินไปในทิศทางหลังมากขึ้น

ศธจ. อาจไม่หายไป แต่บทบาทเดิมอาจอยู่ไม่ได้ทั้งหมด

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเกิดขึ้นในบริบทการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค โดยมีภารกิจระดับจังหวัดหลายด้าน ทั้งการประสานนโยบาย งานวิชาการ การนิเทศ ข้อมูล การศึกษาเอกชน และการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงในจังหวัด

แต่หลังจากระบบ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากลับมามีบทบาทด้านบริหารงานบุคคลมากขึ้น คำถามเรื่อง “ความซ้ำซ้อน” ระหว่าง ศธจ. กับหน่วยงานการศึกษาอื่นจึงยิ่งชัดขึ้น

ผมจึงคาดว่าอนาคตของ ศธจ. มีความเป็นไปได้สูงที่จะเคลื่อนจากหน่วยงานที่ “ทำงานปฏิบัติหลายเรื่อง” ไปสู่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานและบริหารการศึกษาเชิงพื้นที่มากขึ้น

เรื่องนี้สอดคล้องกับถ้อยคำของปลัดกระทรวงศึกษาธิการเองที่มอง ศธจ. ในฐานะตัวกลาง หรือ Co-ordinator/Facilitator ของการศึกษาในจังหวัด โดยเฉพาะงานที่ต้องเชื่อมหลายกระทรวง หลายสังกัด และหลายภาคส่วน เช่น การพัฒนาเด็กปฐมวัย

หากแนวคิดนี้เดินหน้าจริง สิ่งที่จะถูกถามมากขึ้นคือ

“งานใดเป็นงานประสานระดับจังหวัดจริง”

และ

“งานใดควรคืนให้หน่วยงานต้นสังกัดรับผิดชอบโดยตรง”

ผมคิดว่านี่คือโจทย์ใหญ่ของ ศธจ. มากกว่าคำว่า “ยุบหรือไม่ยุบ”

ส่วน ศธภ. คำถามจะหนักกว่าเดิม

สำนักงานศึกษาธิการภาคมีหน้าที่ตามโครงสร้างปัจจุบันในการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระดับภาค สนับสนุนจังหวัด กำกับติดตาม ศธจ. สนับสนุนการตรวจราชการ และประสานงานระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่หลายจังหวัด

ปัญหาที่ต้องตอบให้ได้ในอนาคตคือ ในยุคที่ระบบข้อมูลสามารถส่งตรงระหว่างส่วนกลางกับจังหวัดได้ และการบริหารราชการสามารถประสานข้ามหน่วยงานผ่านระบบดิจิทัลได้มากขึ้น “ระดับภาค” ยังจำเป็นต้องทำหน้าที่อะไร

ถ้าคำตอบคือเพียงส่งต่อหนังสือ รวบรวมข้อมูล ประชุม และจัดทำรายงาน ระดับภาคย่อมถูกตั้งคำถาม

แต่ถ้าสามารถเปลี่ยนตัวเองไปเป็นหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลระดับภูมิภาค มองปัญหาข้ามจังหวัด วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา สนับสนุนการตรวจราชการด้วยข้อมูล และทำหน้าที่เชื่อมนโยบายกับบริบทภูมิภาคได้จริง ก็ยังมีพื้นที่ทางนโยบายให้ทำงานอีกมาก

นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่ ศธภ. ต้องตอบด้วย “คุณค่าของงาน” มากกว่าตอบด้วย “อำนาจหน้าที่ที่เขียนไว้”

แล้วสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาล่ะ

ผมคิดว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีสถานะต่างจาก ศธจ. และ ศธภ. พอสมควร

เหตุผลคือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีฐานอำนาจหน้าที่เชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง โดยมาตรา 37 กำหนดอำนาจหน้าที่ด้านการบริหารและจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาวิชาการ และการทำงานร่วมกับสถานศึกษา ขณะที่โครงสร้างภายในของสำนักงานเขตพื้นที่ยังได้รับการกำหนดตามกฎหมายและประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ผมยังไม่เห็นข้อมูล ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ที่เพียงพอจะสรุปว่า “สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำลังจะถูกยุบ”

แต่ผมเชื่อว่าสำนักงานเขตพื้นที่จะถูกถามหนักขึ้นเช่นเดียวกันว่า

เมื่อโรงเรียนและจำนวนผู้เรียนลดลง เขตพื้นที่ควรมีจำนวนเท่าเดิมหรือไม่

บางเขตควรรวมกันหรือไม่

ขอบเขตของเขตควรพิจารณาจาก “จำนวนจังหวัด” หรือควรดูจากจำนวนโรงเรียน จำนวนผู้เรียน ระยะทาง ภูมิศาสตร์ และภาระงานจริง

นี่ต่างหากคือเรื่องที่ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นในระยะถัดไป

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดอาจไม่ใช่จำนวน “สำนักงาน” แต่เป็นจำนวน “คน”

ในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการพูดถึง Manpower System หรือระบบกำลังคนอย่างชัดเจน และระบุว่าจะต้องมีแผนระยะ 5 ปี โดยพิจารณาอัตราเกษียณในแต่ละปีว่า ตำแหน่งใดจำเป็นต้องบรรจุคืน ตำแหน่งใดอาจไม่ต้องทดแทน และทรัพยากรที่เหลือควรนำไปใช้ด้านใด

ประโยคนี้สำหรับผมมีน้ำหนักมาก

เพราะหมายความว่า การเปลี่ยนโครงสร้างอาจไม่เกิดขึ้นด้วยคำสั่งว่า

“พรุ่งนี้ยุบหน่วยงานนี้”

แต่อาจเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านการบริหารตำแหน่ง

คนเกษียณแล้วไม่บรรจุคืนทุกตำแหน่ง

ตำแหน่งว่างบางประเภทลดลง

ภารกิจบางอย่างถูกโอนไปยังหน่วยงานอื่น

งานบางประเภทใช้ระบบดิจิทัลแทน

สุดท้ายโครงสร้างอาจเล็กลงเองตามแผนกำลังคน

หากเป็นเช่นนี้จริง สิ่งที่ข้าราชการทางการศึกษาควรจับตาจึงไม่ใช่เฉพาะ “ประกาศยุบหน่วยงาน”

แต่ควรดู “กรอบอัตรากำลัง 5 ปี” ด้วย

เพราะบางครั้งโครงสร้างยังอยู่ แต่จำนวนตำแหน่งอาจเปลี่ยนไปมาก

แล้วศึกษานิเทศก์ควรมองอนาคตตัวเองอย่างไร

ในฐานะที่ผมทำงานด้านการนิเทศการศึกษา ผมคิดว่าตำแหน่งศึกษานิเทศก์เองก็หลีกไม่พ้นการถูกตั้งคำถาม

แต่คำถามไม่ควรเป็น

“ศึกษานิเทศก์จะสังกัดไหน”

เพียงอย่างเดียว

คำถามที่หนักกว่าคือ

“ในระบบการศึกษายุคใหม่ เรายังต้องมีศึกษานิเทศก์หรือไม่ และถ้ามี ศึกษานิเทศก์ต้องสร้างผลลัพธ์อะไร”

ผมคิดว่ายังต้องมี

แต่ศึกษานิเทศก์ที่ทำหน้าที่เพียงรับนโยบาย ส่งหนังสือ จัดประชุม ตรวจเอกสาร และรวบรวมรายงาน จะอธิบายความจำเป็นของตำแหน่งได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

ศึกษานิเทศก์ในอนาคตต้องใกล้กับบทบาท Instructional Improvement Specialist มากขึ้น คือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ปัญหาโรงเรียน ทำงานกับครูและผู้บริหาร ติดตามผลลัพธ์ผู้เรียน และช่วยออกแบบการเปลี่ยนแปลงในระดับโรงเรียนหรือพื้นที่

ตำแหน่งใดก็ตามที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า “เมื่อมีเราแล้ว คุณภาพการศึกษาดีขึ้นตรงไหน” จะอธิบายคุณค่าของตัวเองได้ง่ายกว่า

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับศึกษานิเทศก์เท่านั้น ผมคิดว่าจะเกิดกับทุกตำแหน่งในระบบการศึกษา

โรงเรียนขนาดเล็กอาจเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบบ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่าสำคัญมากคือ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการตั้งโจทย์ไว้ตรง ๆ ว่า ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ว่าในอนาคตควรมีโรงเรียนกี่แห่ง อยู่ที่ไหน ครูควรกระจายอย่างไร และหากควบรวมหรือปิดโรงเรียน อาคารและทรัพย์สินของรัฐจะใช้ประโยชน์ต่ออย่างไร

ถ้าจำนวนโรงเรียนเปลี่ยน

จำนวนครูก็ต้องเปลี่ยน

เมื่อจำนวนครูและโรงเรียนเปลี่ยน ภาระงานของสำนักงานเขตพื้นที่ ศธจ. ศธภ. และส่วนกลางก็ย่อมเปลี่ยนตาม

ดังนั้น ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กจึงไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กเพียงเรื่องเดียว

มันเชื่อมไปถึงการวางกำลังคน การจัดสรรงบประมาณ เขตบริการการศึกษา การเดินทางของเด็ก การใช้ทรัพย์สินราชการ และท้ายที่สุดคือการออกแบบโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่

ถ้าให้ผมคาดการณ์ ผมมองเห็นภาพประมาณนี้

ในช่วง 1–2 ปีแรก ผมยังไม่คิดว่าจะเกิดการยุบ ศธภ. ศธจ. หรือสำนักงานเขตพื้นที่แบบพร้อมกันครั้งใหญ่ เพราะมีข้อจำกัดทั้งกฎหมาย บุคลากร ภารกิจ และการเปลี่ยนผ่าน

สิ่งที่จะเกิดก่อนน่าจะเป็น “การจำแนกภารกิจ”

งานใดซ้ำ

งานใดไม่มีเจ้าภาพ

งานใดควรอยู่ส่วนกลาง

งานใดควรอยู่จังหวัด

งานใดควรอยู่เขตพื้นที่

งานใดควรให้สถานศึกษาตัดสินใจเอง

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ “การจัดกำลังคนตามภารกิจ”

และเมื่ออัตราเกษียณสะสมหลายปี โครงสร้างใหม่จะเริ่มเห็นชัดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องย้ายคนจำนวนมากในคราวเดียว

ส่วนระยะยาว ผมคิดว่าโครงสร้างการศึกษาระดับพื้นที่จะมีแนวโน้มเหลือหน่วยงานที่มีภารกิจต่างกันชัดขึ้น

ระดับหนึ่งดูแลสถานศึกษาและคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง

อีกระดับทำหน้าที่ประสานการศึกษาทั้งจังหวัดข้ามสังกัด

ส่วนงานระดับภาค หากจะดำรงอยู่ต่อ ต้องมีเหตุผลด้านยุทธศาสตร์และข้อมูลที่ชัดกว่าปัจจุบัน

นี่เป็น “การคาดการณ์” ของผมจากข้อมูลที่มี ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ไม่ใช่ข้อสรุปของกระทรวงศึกษาธิการ

วันที่ 25–26 ตุลาคม จึงควรอ่านให้ลึกกว่าข่าวว่า “ยุบหรือไม่ยุบ”

สิ่งที่ผมจะจับตาจากการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงว่ามีคำว่า “ยุบ ศธจ.” หรือ “คง ศธภ.” ปรากฏหรือไม่

แต่จะดูว่า

มีการนิยามภารกิจใหม่อย่างไร

พูดถึงกำลังคนอย่างไร

มีงานใดจะถูกโอนหรือรวม

บทบาทจังหวัด ภาค เขตพื้นที่ และผู้ตรวจราชการถูกวางความสัมพันธ์กันใหม่หรือไม่

เพราะตรงนั้นจะบอกอนาคตได้มากกว่าชื่อหน่วยงานเสียอีก

และอีกเอกสารหนึ่งที่ต้องอ่านควบคู่กันคือ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามเสนอคณะรัฐมนตรีแล้วตามคำให้สัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่ ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569 การเสนอ ครม. ยังไม่เท่ากับกฎหมายมีผลใช้บังคับ

ผมจึงยังไม่อยากชวนใครตื่นตระหนกกับคำว่า “ยุบ”

แต่ผมอยากชวนคนทำงานการศึกษาทุกตำแหน่งถามตัวเองอีกคำถามหนึ่ง

“ถ้าวันหนึ่งกระทรวงจัดโครงสร้างใหม่โดยยึดภารกิจและผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นตัวตั้ง งานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้จะอธิบายความจำเป็นของตัวเองได้หรือไม่”

ผมคิดว่านี่เป็นคำถามที่ควรถามตั้งแต่วันนี้

เพราะอนาคตของระบบราชการการศึกษา อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า “ใครมีหน่วยงานอยู่ก่อน”

แต่อาจตัดสินกันที่ว่า

“ใครทำงานอะไรที่จำเป็นต่อคุณภาพการศึกษา และพิสูจน์ผลของงานนั้นได้จริง”

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด

ศึกษานิเทศก์

#โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ #ศึกษาธิการจังหวัด #ศึกษาธิการภาค #สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา #ศึกษานิเทศก์ #การบริหารการศึกษา #แผนอัตรากำลัง #โรงเรียนขนาดเล็ก #พรบการศึกษาแห่งชาติ #นโยบายการศึกษา


เอกสารอ้างอิงที่ตรวจสอบได้

ตรวจสอบลิงก์อ้างอิงก่อนจัดทำต้นฉบับเผยแพร่ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ส่วนที่เป็นการคาดการณ์ในบทความเป็นความเห็นเชิงวิเคราะห์ของผู้เขียน มิใช่ประกาศหรือมติอย่างเป็นทางการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!