Digital Learning Classroom
บทความวิจัยวิทยฐานะเชี่ยวชาญศึกษานิเทศก์

เทคนิคการประเมินความต้องการจำเป็น (PNI) ในงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการนิเทศการศึกษา: สู่การบรรลุวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญภายใต้กระบวนทัศน์ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน”

แชร์เรื่องนี้

เทคนิคการประเมินความต้องการจำเป็น (PNI) ในงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการนิเทศการศึกษา: สู่การบรรลุวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญภายใต้กระบวนทัศน์ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน”

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

บทนำ: บริบทใหม่ของการนิเทศการศึกษาและมาตรฐานวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

ในยุคความผันผวนและความซับซ้อนของการจัดการศึกษา กระบวนทัศน์ของการนิเทศการศึกษาได้ปรับเปลี่ยนจากรูปแบบการตรวจสอบและควบคุม (Inspection and Control) ไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก โค้ช และผู้นำทางวิชาการ (Facilitator, Coach, and Academic Leader) ที่มีภารกิจหลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเชิงระบบ1 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว11/2564) ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้กำหนดระดับการปฏิบัติที่คาดหวังสำหรับ “วิทยฐานะเชี่ยวชาญ” ไว้ที่การ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” (Invent and Transform)4 ความคาดหวังในระดับนี้เรียกร้องให้ศึกษานิเทศก์ก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Problem Solver) ไปสู่การเป็นนวัตกรทางวิชาการ (Academic Innovator) ที่สามารถริเริ่มสร้างสรรค์รูปแบบหรือกระบวนการนิเทศแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (Invent) ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างถอนรากถอนโคน (Transform)7

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีน้ำหนักทางวิชาการ คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “การประเมินความต้องการจำเป็น” (Needs Assessment) การระบุช่องว่าง (The Gap) ระหว่างสภาพที่คาดหวัง (What should be) และสภาพที่เป็นอยู่จริง (What is) อย่างเป็นระบบ ถือเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างการคาดเดาปัญหาด้วยอคติส่วนตัว (Guesswork) กับการวิจัยและพัฒนาบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Research and Development)7 รายงานคู่มือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางเชิงลึกสำหรับศึกษานิเทศก์ระดับเชี่ยวชาญ ในการบูรณาการเทคนิค Modified Priority Needs Index () เข้ากับกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการนิเทศ โดยมุ่งเน้นการอธิบายกลไกทางสถิติ การแปลความหมาย การเชื่อมโยงกับทฤษฎีการนิเทศระดับสากล และกลยุทธ์การนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านที่ 3 ที่ร้อยละ 75 ขึ้นไป4

การตีความกระบวนทัศน์ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” (Invent and Transform)

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนประการหนึ่งในการขอเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญคือ การนำกระบวนการหรือแพลตฟอร์มการนิเทศที่มีผู้สร้างไว้แล้วมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในบริบทของตนเอง ซึ่งในทางวิชาการแล้ว การดำเนินการดังกล่าวตอบสนองเพียงความคาดหวังในระดับ “ริเริ่ม พัฒนา” (Originate and Improve) ของวิทยฐานะชำนาญการพิเศษเท่านั้น6 การประเมินในระดับ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” เรียกร้องคุณลักษณะทางวิชาการที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถอธิบายได้ผ่านมิติของการสร้างองค์ความรู้ใหม่และการสร้างผลกระทบเชิงระบบ7

การคิดค้น (Invent) ในที่นี้หมายถึงกระบวนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์รูปแบบการนิเทศ (Supervision Model) กระบวนการ (Process) หรือระบบกลไก (Mechanism) ใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้มาก่อน หรือเกิดจากการสังเคราะห์ทฤษฎีข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary Synthesis) ยกตัวอย่างเช่น การนำแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาผสานรวมกับการนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision) ก่อให้เกิดโมเดลนวัตกรรมใหม่ที่มีขั้นตอนและเครื่องมือเฉพาะตัว7 ในขณะที่การปรับเปลี่ยน (Transform) มุ่งเน้นไปที่การนำนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นนั้นไปสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Systemic Change) เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การสอนของครู (Paradigm Shift) จากการสอนแบบบรรยายไปสู่การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก และส่งผลลัพธ์สุดท้ายไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม8 นอกจากนี้ นวัตกรรมในระดับเชี่ยวชาญจะต้องมีความสามารถในการถ่ายทอด (Transferability) สูง กล่าวคือมีหลักการ ทฤษฎีรองรับ และมีคู่มือการใช้งานที่ชัดเจนจนสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่าง (Best Practice) ให้สถานศึกษาหรือหน่วยงานอื่นนำไปปรับใช้และขยายผลได้7

วิทยฐานะระดับการปฏิบัติที่คาดหวังลักษณะของงานวิจัยและนวัตกรรมการนิเทศความลึกซึ้งของผลลัพธ์ (Impact)
ชำนาญการแก้ไขปัญหา (Solve the Problem)นำวิธีการหรือสื่อที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในห้องเรียนหรือสถานศึกษาครูและผู้เรียนได้รับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น
ชำนาญการพิเศษริเริ่ม พัฒนา (Originate and Improve)ปรับปรุงเครื่องมือ กระบวนการ หรือรูปแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมครูมีสมรรถนะดีขึ้น เกิดการพัฒนาเป็นเครือข่ายระดับสถานศึกษา
เชี่ยวชาญคิดค้น ปรับเปลี่ยน (Invent and Transform)วิจัยและพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบใหม่ (R&D) บูรณาการข้ามศาสตร์ สร้างนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systemic Change) ครูและผู้เรียนเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สามารถเป็นต้นแบบได้

ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงระดับอย่างชัดเจน6 ดังนั้น ในการออกแบบงานวิจัย ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญจะต้องเริ่มต้นจากการกำหนด “ช่องว่าง” (The Gap) ที่ทรงพลังและมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน เครื่องมือทางสถิติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการพิสูจน์ช่องว่างดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรม คือเทคนิคการประเมินความต้องการจำเป็นด้วย 7

ทฤษฎีและรากฐานทางคณิตศาสตร์ของการประเมินความต้องการจำเป็นด้วย

การประเมินความต้องการจำเป็น (Needs Assessment) เป็นกระบวนการประเมินอย่างเป็นระบบเพื่อหาความแตกต่าง (Discrepancy) ระหว่าง “สภาพที่คาดหวังหรือสภาพที่ควรจะเป็น” (I: Importance / Expected) กับ “สภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน” (D: Degree of Success / Current Status)10 แนวคิดดั้งเดิมของการประเมินความต้องการจำเป็นถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิชาการชั้นนำเช่น Kaufman & English และ Borich ซึ่งใช้สูตรง่ายๆ ในการหาช่องว่างคือ การนำค่าความคาดหวังลบด้วยค่าสภาพที่เป็นจริง ()17

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่สำคัญของสูตร ดั้งเดิมคือ ความล้มเหลวในการสะท้อนความสำคัญเชิงสัมพัทธ์ (Relative Importance) หากมีรายการประเมินสองรายการที่มีผลต่าง เท่ากัน สูตรดั้งเดิมจะจัดลำดับความสำคัญให้เท่ากัน แต่ในความเป็นจริง หากรายการหนึ่งมีสภาพการปฏิบัติจริง (D) ที่ต่ำต้อยกว่ามาก ความจำเป็นในการเร่งเข้าไปพัฒนาย่อมต้องมีสูงกว่า เพื่อแก้ปัญหานี้ ศาสตราจารย์ ดร.นงลักษณ์ วิรัชชัย และ ศาสตราจารย์ ดร.สุวิมล ว่องวาณิช ได้คิดค้นและปรับปรุงสูตรทางสถิติใหม่ให้เป็น Priority Needs Index Modified ()17 โดยมีสมการทางคณิตศาสตร์ดังนี้:

ในสมการนี้ การนำค่าสภาพที่เป็นจริง (D) มาเป็นตัวหาร ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนัก (Weighting Factor) ที่ยอดเยี่ยมเพื่อควบคุมขนาดของความต้องการจำเป็นให้อยู่ในพิสัยที่เหมาะสมและให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบที่แม่นยำขึ้น20 กลไกนี้อธิบายได้ว่า หากรายการประเมินใดที่ผู้รับการนิเทศมีสภาพปัจจุบัน (D) อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ตัวหารในสมการจะน้อย ส่งผลให้ค่า พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ค่าที่พุ่งสูงขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ความวิกฤต” หรือ “ความต้องการจำเป็นเร่งด่วน” ที่องค์กรต้องจัดสรรทรัพยากรและสร้างนวัตกรรมเข้าไปแก้ไขทันที การประยุกต์ใช้สูตรขั้นสูงนี้ในรายงานผลงานทางวิชาการด้านที่ 3 ของวิทยฐานะเชี่ยวชาญ เป็นการแสดงออกถึงความลุ่มลึกและความถูกต้องตามหลักวิชาการ (Academic Validity) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ให้คะแนนสูงถึง 20 คะแนนเต็มตามเกณฑ์การประเมินของ ก.ค.ศ.4

กระบวนการดำเนินงานวิจัยประเมินความต้องการจำเป็นอย่างเป็นระบบ

การสร้างผลงานวิจัยในระดับ “เชี่ยวชาญ” ต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นระบบทางวิทยาศาสตร์ที่รัดกุม (Systematic and Rigorous Approach) กระบวนการวิจัยประเมินความต้องการจำเป็นประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินงานที่สลับซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน 5 ขั้นตอนหลัก ซึ่งผู้วิจัยต้องออกแบบและดำเนินการอย่างละเอียด9

ขั้นตอนแรกคือการศึกษาสิ่งที่มุ่งหวัง (What Should Be) ศึกษานิเทศก์ต้องดำเนินการทบทวนวรรณกรรม นโยบายระดับชาติ หรือแนวโน้มการจัดการศึกษาระดับโลก (เช่น ทักษะในศตวรรษที่ 21, การเรียนรู้เชิงรุก, การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์) เพื่อสร้างกรอบแนวคิด (Conceptual Framework) และสกัดตัวแปรหรือสมรรถนะที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับครูผู้รับการนิเทศ การกำหนดกรอบแนวคิดที่ล้ำสมัยนี้จะเป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางของนวัตกรรมที่จะถูก “คิดค้น” ในภายหลัง22

ขั้นตอนที่สองคือการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยเพื่อศึกษาสภาพที่เป็นอยู่จริง (What Is) ผู้วิจัยต้องพัฒนาแบบสอบถามแบบตอบสนองคู่ (Dual-Response Questionnaire) โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับตามแนวคิดของลิเคิร์ท (Likert Scale) การหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยถือเป็นส่วนสำคัญยิ่งในระดับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ เครื่องมือต้องผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จากผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3-5 ท่าน โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ซึ่งต้องมีค่าไม่ต่ำกว่า 0.50 ขึ้นไป จากนั้นจึงนำไปทดลองใช้ (Try-out) กับกลุ่มประชากรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) ซึ่งในทางสถิติที่ยอมรับได้ควรมีค่าตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป24

ระดับคะแนน (Likert Scale)การแปลความหมายสภาพที่คาดหวัง (Importance)การแปลความหมายสภาพที่เป็นจริง (Degree of Success)ช่วงคะแนนเฉลี่ยการแปลผล
5มีความสำคัญ/ความต้องการในระดับมากที่สุดมีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงในระดับมากที่สุด4.51 – 5.00
4มีความสำคัญ/ความต้องการในระดับมากมีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงในระดับมาก3.51 – 4.50
3มีความสำคัญ/ความต้องการในระดับปานกลางมีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงในระดับปานกลาง2.51 – 3.50
2มีความสำคัญ/ความต้องการในระดับน้อยมีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงในระดับน้อย1.51 – 2.50
1มีความสำคัญ/ความต้องการในระดับน้อยที่สุดมีการปฏิบัติ/สถานภาพจริงในระดับน้อยที่สุด1.00 – 1.50

ตารางข้างต้นแสดงเกณฑ์การแปลความหมายของคะแนนจากแบบสอบถาม โดยใช้เกณฑ์อันตรภาคชั้นเท่ากันตามแนวทางของ Best (1977)17

ขั้นตอนที่สามมุ่งเน้นไปที่การกำหนดประชากรและการสุ่มตัวอย่าง การวิจัยเพื่ออ้างอิงไปยังประชากรวงกว้างจำเป็นต้องมีขนาดตัวอย่างที่สะท้อนความน่าเชื่อถือทางสถิติ ผู้วิจัยระดับเชี่ยวชาญควรใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาตรฐาน เช่น ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie & Morgan หรือสูตรของ Taro Yamane ควบคู่ไปกับการใช้เทคนิคการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) หรือการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างครูหรือผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นตัวแทนของเขตพื้นที่การศึกษาอย่างแท้จริง การอธิบายระเบียบวิธีเหล่านี้ในรายงานวิจัยอย่างละเอียดจะช่วยตอกย้ำความถูกต้องตามหลักวิชาการ24

ขั้นตอนที่สี่คือการคำนวณและการวิเคราะห์ช่องว่าง (Discrepancy Analysis) เมื่อได้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทั้งสองสภาพ จากนั้นจึงนำค่าเฉลี่ยเข้าสูตร รายข้อ การจัดลำดับความต้องการจำเป็นใช้วิธีนำค่าเฉลี่ยของ รวมทั้งชุดข้อมูลมาเป็นจุดตัด (Cut-off Point) ข้อรายการใดที่มีค่าคำนวณสูงกว่าค่าเฉลี่ยของชุดข้อมูล ถือเป็นความต้องการจำเป็นระดับเร่งด่วนที่องค์กรต้องนำมาเป็นโจทย์หลักในการพัฒนานวัตกรรม หากค่าการคำนวณออกมาเป็นค่าลบ หมายความว่าสภาพการปฏิบัติจริงสูงกว่าความคาดหวัง ซึ่งแสดงว่าจุดนั้นไม่ใช่ปัญหาที่ต้องนำมาพัฒนา17

ลำดับที่ประเด็นการประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสภาพที่คาดหวัง (I)สภาพปัจจุบัน (D)I−DPNImodified​ลำดับความสำคัญ
1การบูรณาการเครื่องมือ AI ในกิจกรรมการเรียนรู้4.602.801.800.6431
2การออกแบบแผนการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นสมรรถนะ4.753.201.550.4842
3การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง4.803.501.300.3713
4การให้ข้อมูลป้อนกลับแบบสร้างสรรค์ (Feedback)4.703.800.900.2374
5การจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองความแตกต่าง4.453.600.850.2365

จากตารางข้อมูลเชิงจำลองข้างต้น พบว่าค่าเฉลี่ย รวมคือ 0.39429 ประเด็นที่ 1 และ 2 มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม จึงถือเป็นความต้องการจำเป็นเร่งด่วน ข้อมูลเชิงลึกนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ครูอาจจะสามารถให้ข้อมูลป้อนกลับได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในด้านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาบูรณาการนั้น ครูยังขาดความพร้อมอย่างรุนแรง

ขั้นตอนสุดท้ายคือการวิเคราะห์สาเหตุ (Cause Analysis) และการกำหนดแนวทางแก้ไข (Solution Development) ตัวเลขสถิติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ศึกษานิเทศก์ควรใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods) โดยนำประเด็นที่มี สูงสุด ไปเป็นประเด็นหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) หรือการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้บริหารสถานศึกษาและครูแกนนำ เพื่อขุดลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหา (Root Cause) ความเข้าใจอย่างถ่องแท้นี้จะนำไปสู่การ “คิดค้น” นวัตกรรมการนิเทศที่สอดรับกับบริบทและสามารถปรับเปลี่ยนสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง9

การบูรณาการ PNI เข้ากับกระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

เมื่อข้อมูล PNI ได้สะท้อนภาพช่องว่างความจำเป็นอย่างชัดเจน ภารกิจต่อไปคือการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อถมช่องว่างนั้น กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เป็นระเบียบวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขอวิทยฐานะเชี่ยวชาญ เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงวัฏจักรของการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก (4 Phases of R&D)7:

ระยะที่ 1: การวิจัยเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็น (Research 1) เป็นช่วงเวลาที่ศึกษานิเทศก์นำกระบวนการประเมิน มาใช้รวบรวมข้อมูลบริบทและระบุประเด็นปัญหาสำคัญ ดังที่ได้อธิบายไว้ในหัวข้อก่อนหน้า ผลผลิตของระยะนี้คือข้อค้นพบที่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของครูและการนิเทศของสถานศึกษา

ระยะที่ 2: การพัฒนารูปแบบการนิเทศหรือนวัตกรรม (Development 1) ศึกษานิเทศก์นำข้อค้นพบจากระยะที่ 1 มาออกแบบร่างนวัตกรรมหรือโมเดลการนิเทศ ในการนำเสนอผลงานระดับเชี่ยวชาญ ผู้วิจัยควร “คิดค้น” รูปแบบการนิเทศขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดโครงสร้างและให้ชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ (เช่น PAREF Model) องค์ประกอบของรูปแบบการนิเทศที่แสดงความลุ่มลึกทางวิชาการต้องประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิดพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ระบบกลไกและกระบวนการนิเทศ (Syntax) ซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นนวัตกรรม 4) เงื่อนไขความสำเร็จที่เอื้อต่อการนำไปใช้ และ 5) แนวทางการวัดและประเมินผล รูปแบบที่ร่างขึ้นนี้ต้องผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมและเป็นไปได้จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Connoisseurship) ก่อนนำไปใช้25

ระยะที่ 3: การทดลองใช้นวัตกรรม (Research 2) เป็นการนำรูปแบบการนิเทศที่ผ่านการปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษา การทดลองใช้นี้ต้องมีการควบคุมบริบทและมีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมอย่างเป็นระบบ

ระยะที่ 4: การประเมินและปรับปรุงนวัตกรรม (Development 2) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบ (Impact) ที่นวัตกรรมมีต่อสมรรถนะของครู และผลลัพธ์ที่ตกทอดไปยังคุณภาพของผู้เรียน การประเมินในระยะนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณสมบัติ “การปรับเปลี่ยน” (Transform) ของตัวนวัตกรรม ว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่7

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีสากลเพื่อการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” นวัตกรรมการนิเทศ

การแสดงให้คณะกรรมการเห็นถึงความแตกฉานในหลักวิชาการ (Academic Soundness) เป็นปัจจัยชี้ขาดในการประเมินวิทยฐานะ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญควรบูรณาการผลการประเมิน PNI เข้ากับกรอบแนวคิดการนิเทศชั้นนำระดับสากล เพื่อออกแบบนวัตกรรมที่มีรากฐานทางทฤษฎีที่แข็งแกร่ง ต่อไปนี้คือกรณีศึกษาทางวิชาการและการประยุกต์ใช้ในการสร้างผลงาน:

1. การคิดเชิงออกแบบเพื่อยกระดับวิชาชีพครู (Design Thinking in Professional Development)

ทฤษฎีการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ซึ่งริเริ่มและพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Design) กระบวนการนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize (การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง), Define (การระบุปัญหา), Ideate (การระดมความคิด), Prototype (การสร้างต้นแบบ), และ Test (การทดสอบ)3

ในงานวิจัยร่วมสมัยระดับนานาชาติ กระบวนการ Needs Assessment ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในขั้นตอน Empathize และ Define งานวิจัยในกลุ่มโรงเรียน K-12 พื้นที่ชนบทของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าการใช้การประเมินความต้องการแบบผสมผสาน (Mixed-Methods Needs Assessment) ทำให้ผู้บริหารการศึกษาสามารถระบุช่องว่างการเข้าถึงการพัฒนาวิชาชีพที่สัมพันธ์กับบริบทเชิงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ30 ศึกษานิเทศก์สามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้โดยการ “คิดค้น” รูปแบบการนิเทศที่บูรณาการค่า เข้าสู่กระบวนการ Design Thinking เมื่อวิเคราะห์ข้อมูล PNI จนทราบว่าสมรรถนะใดของครูที่เป็นวิกฤต ศึกษานิเทศก์จะไม่สั่งการแบบบนลงล่าง แต่จะทำงานในฐานะผู้อำนวยความสะดวก เพื่อร่วมกับครู (Co-creation) ในการระดมสมอง (Ideate) สร้างสื่อหรือกลยุทธ์การสอนต้นแบบ (Prototype) และนำไปทดลองสอนจริง (Test) กระบวนทัศน์นี้นับเป็นการ “ปรับเปลี่ยน” วัฒนธรรมการนิเทศจากการประเมินผล ไปสู่การสร้างพื้นที่นวัตกรรมร่วมกัน (Collaborative Innovation Space) อย่างแท้จริง3

2. การนิเทศแบบชี้แนะทางวิทยาการสอนเชิงวัฏจักร (Instructional Coaching Cycles)

โมเดล Instructional Coaching ที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางโดย Jim Knight เป็นกระบวนการพัฒนาศักยภาพครูผ่านวัฏจักรการทำงานร่วมกันบนฐานของความไว้วางใจ (Partnership Principles) วัฏจักรนี้ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ การวางแผนก่อนการสังเกต (Plan/Pre-observation), การสอนและการสังเกตแบบไม่ประเมินค่า (Teach/Observation), และการสะท้อนคิดหลังการสอน (Debrief/Post-observation)36

ในต่างประเทศ การประเมินความต้องการจำเป็นถือเป็นหัวใจสำคัญก่อนเริ่มวัฏจักรการโค้ช ผู้นำทางการศึกษาใช้การประเมินเพื่อวิเคราะห์ทักษะย่อยที่ครูต้องการก่อนเข้าสู่การโค้ชรายบุคคล39 ศึกษานิเทศก์ที่มุ่งหวังวิทยฐานะเชี่ยวชาญ อาจสร้างสรรค์ “โมเดลวัฏจักรการโค้ชเชิงรุกอิงข้อมูล” (Data-Driven Proactive Coaching Cycle) โดยใช้ข้อมูล ในระดับสถานศึกษา เพื่อวิเคราะห์ข้อบกพร่องระดับกลุ่มและระดับบุคคล จากนั้นจึงสร้างคู่มือกระบวนการโค้ชที่มีทิศทางมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายที่ PNI ระบุไว้ นวัตกรรมในลักษณะนี้จะช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดของโรงเรียนจากการนิเทศเพื่อการตรวจสอบ (Evaluative Observation) ไปสู่วัฒนธรรมการโค้ชเพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง (Culture of Continuous Growth and Iteration) ซึ่งตอบสนองนิยามของการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง42

3. การนิเทศแบบคลินิกอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven Clinical Supervision)

การนิเทศแบบคลินิกมีรากฐานมาจากการฝึกปฏิบัติงานทางการแพทย์ มุ่งเน้นการสร้างความเป็นอิสระและพัฒนาทักษะวิชาชีพผ่านหน้าที่ 3 ประการตาม Proctor Model ได้แก่ หน้าที่เชิงประเมินผล (Formative), หน้าที่เชิงฟื้นฟู (Restorative), และหน้าที่เชิงมาตรฐาน (Normative)45 ต่อมาแนวคิดนี้ถูกปรับบริบทเข้าสู่การศึกษา โดยเน้นการพิจารณาพฤติกรรมในชั้นเรียนอย่างละเอียด การวินิจฉัยปัญหา และการให้ข้อมูลย้อนกลับทางคลินิกเพื่อกระตุ้นการพัฒนาตนเอง47

งานวิจัยด้านการศึกษาทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่า การนิเทศแบบคลินิกจะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อผู้นิเทศเข้าใจความต้องการและจุดอ่อนที่แท้จริงของผู้รับการนิเทศอย่างถ่องแท้ก่อนเริ่มกระบวนการ45 ในฐานะผู้วิจัย ศึกษานิเทศก์สามารถ “คิดค้น” นวัตกรรมที่เชื่อมโยงผล เข้ากับขั้นตอนการนิเทศแบบคลินิก โดยใช้ผล PNI เสมือน “ผลการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ” (Diagnostic Baseline) ทำให้ศึกษานิเทศก์สามารถตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการสอนของครูได้อย่างแม่นยำ และออกแบบชุดคำถามหรือข้อเสนอแนะเชิงคลินิกที่มุ่งตรงไปยังประเด็นวิกฤตได้โดยไม่สูญเสียทรัพยากรเวลา50

4. การนิเทศแบบอิงความแตกต่างเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบ (Differentiated Supervision)

ทฤษฎี Differentiated Supervision ของ Allan Glatthorn ตั้งอยู่บนปรัชญาที่ว่า ครูคือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีวุฒิภาวะ ประสบการณ์ และความพร้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นกระบวนการนิเทศจึงไม่ควรใช้แนวทางเดียวสำหรับทุกคน (One-Size-Fits-All) แต่ต้องมีทางเลือก (Options) ที่หลากหลาย เช่น การพัฒนาตนเอง (Self-Directed), การสังเกตการณ์แบบเข้มข้น (Intensive Observation), และการร่วมมือกับเพื่อนครู (Peer/Team-Directed)51

การจะแบ่งกลุ่มครูเพื่อรับทางเลือกการนิเทศที่เหมาะสมนั้น จำเป็นต้องมีกลไกคัดกรองที่มีความน่าเชื่อถือ ศึกษานิเทศก์ระดับเชี่ยวชาญสามารถบูรณาการเทคนิค PNI เข้ากับทฤษฎีนี้ เพื่อสร้าง “ระบบจัดกลุ่มการนิเทศอัจฉริยะ” (Smart Supervision Routing System) โดยใช้ค่าทางคณิตศาสตร์เป็นเกณฑ์ตัดสิน ตัวอย่างเช่น ครูที่มีคะแนนสภาพปัจจุบัน (D) สูงอยู่แล้ว และมีค่า ต่ำมาก จะถูกจัดสรรให้เข้าสู่กระบวนการนิเทศแบบ Self-Directed เพื่อเสริมความเป็นผู้นำทางวิชาการ ในทางกลับกัน หากผลวิเคราะห์แสดงค่า ในระดับสูงอย่างวิกฤต ระบบจะจัดให้ครูกลุ่มนั้นเข้าสู่โหมด Intensive Observation หรือ Coaching Model ทันที การสร้างสรรค์ระบบเช่นนี้ เป็นการแก้ปัญหาภาระงานที่ล้นมือของศึกษานิเทศก์ผ่านการบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำทางวิชาการขั้นสูงและสมรรถนะในการบริหารการเปลี่ยนแปลง51

5. การบูรณาการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Performance Management)

ในยุคปัจจุบัน นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงรูปแบบหรือกระบวนการ แต่สามารถผสานรวมกับเทคโนโลยีดิจิทัล งานวิจัยต่างประเทศนำเสนอการใช้เครื่องมือประยุกต์เช่น Smart Apps Creator เพื่อพัฒนาระบบการประเมินสมรรถนะและการนิเทศครู การย้ายฐานการทำงานจากเอกสาร (Paper-based) ไปสู่แอปพลิเคชัน ทำให้เกิดวงจรการสื่อสารแบบตอบสนองทันที (Real-time Feedback) เพิ่มความโปร่งใส และสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกัน (Mutual Accountability)54 ศึกษานิเทศก์อาจพัฒนาระบบการเก็บข้อมูล ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อนำไปประมวลผลเป็นแดชบอร์ด (Dashboard) ที่แสดงจุดอ่อนของโรงเรียนแบบเรียลไทม์ ซึ่งจัดเป็นนวัตกรรมที่ปรับเปลี่ยนระบบนิเวศการทำงานในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์การจัดทำผลงานทางวิชาการและการนำเสนอผ่านระบบ DPA (ว11/2564)

เมื่อกระบวนการวิจัย พัฒนา และทดลองใช้นวัตกรรมเสร็จสมบูรณ์ ความท้าทายสุดท้ายคือการถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านั้นลงในรายงานและการนำเสนอผ่านระบบ DPA (Digital Performance Appraisal) ภายใต้เกณฑ์ ว11/2564 การประเมินด้านที่ 3 (ผลการปฏิบัติงานและผลงานทางวิชาการ) มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน และผู้ขอรับการประเมินจะต้องได้รับคะแนนจากกรรมการแต่ละท่านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 754 ดังนั้น การสื่อสารผลงานจึงต้องมีความเป็นมืออาชีพและตรงตามรูบริคการประเมินอย่างเคร่งครัด

การสังเคราะห์รายงานผลงานทางวิชาการ (Academic Report Formulation)

รายงานวิจัยต้องจัดทำขึ้นด้วยความประณีตระดับสูง เพื่อให้ครอบคลุมองค์ประกอบคะแนนดังต่อไปนี้:

  • ความถูกต้องตามหลักวิชาการ (20 คะแนน): คณะกรรมการชุดที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับเชี่ยวชาญ12 จะพิจารณาความเข้มงวดของระเบียบวิธีวิจัย ผู้วิจัยต้องอธิบายกระบวนการสุ่มตัวอย่าง การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทางสถิติ (IOC, Cronbach’s Alpha) และที่สำคัญคือการอธิบายการเลือกใช้สูตร พร้อมอ้างอิงถึงต้นฉบับทางวิชาการ การทบทวนวรรณกรรมต้องมีความทันสมัย บูรณาการทฤษฎีจากต่างประเทศ และอ้างอิงตามรูปแบบสากล (เช่น APA Style 7th Edition) โดยไม่มีข้อบกพร่อง4
  • การคิดค้น ปรับเปลี่ยน และระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง (15 คะแนน): นี่คือหัวใจของการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ รายงานจะต้องมีหัวข้อที่ระบุอย่างแจ่มแจ้งว่า นวัตกรรมหรือรูปแบบการนิเทศที่วิจัยขึ้นนั้น มีการ “คิดค้น” แง่มุมใดที่ถือเป็นของใหม่ และนวัตกรรมนั้นได้เข้าไป “ปรับเปลี่ยน” โครงสร้างหรือกระบวนการเรียนรู้ของครูในระดับเขตพื้นที่หรือสถานศึกษาให้แตกต่างจากแนวปฏิบัติเดิม (Status Quo) อย่างไร การซ่อนประเด็นเหล่านี้ไว้ในเนื้อหาทั่วไปอาจทำให้กรรมการไม่เห็นภาพความเชี่ยวชาญที่ชัดเจน4
  • ความสมบูรณ์ของเนื้อหา (10 คะแนน): รายงานควรมีการเรียบเรียงที่ลื่นไหล เชื่อมโยงบริบทของปัญหา (ซึ่งได้จากผล PNI) เข้ากับวัตถุประสงค์ของการสร้างนวัตกรรม และสรุปผลด้วยความแม่นยำ
  • ประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (50 คะแนน): ส่วนที่มีคะแนนน้ำหนักสูงสุด การรายงานผลจะต้องไม่จบเพียงแค่ว่าครูพึงพอใจ หรือครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น แต่ต้องนำเสนอสายโซ่ผลกระทบ (Impact Chain) ให้ครบถ้วน เริ่มจาก 1) ประสิทธิภาพของกระบวนการนิเทศที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรม 2) การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมหรือสมรรถนะการสอนของครู และ 3) ผลกระทบขั้นสุดท้าย (Ultimate Impact) ที่ส่งตรงถึงคุณภาพของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ผลงานเชิงประจักษ์ของผู้เรียน หรือทักษะสมรรถนะที่จับต้องได้4 นอกเหนือจากนั้น ต้องระบุถึงการนำผลงานไปขยายผล (Transferability) เพื่อสร้างประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในวงวิชาชีพ7

การออกแบบไฟล์วีดิทัศน์นำเสนอผลลัพธ์ (Video Presentation Blueprint)

เกณฑ์ใหม่ของ ก.ค.ศ. ให้ความสำคัญกับประจักษ์พยานเชิงสภาพจริง วีดิทัศน์ที่สะท้อนระดับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ไม่ใช่การนำเสนอเพียงภาพการจัดการประชุม หรือการยืนบรรยายหน้าชั้นเรียน แต่ต้องเป็นสื่อที่ทรงพลังในการถ่ายทอดการ “ปรับเปลี่ยน” (Transformation) โดยควรมีโครงสร้างดังนี้:

  • บริบทและวิกฤตของปัญหา (Before): เริ่มต้นด้วยการนำเสนอสรุปข้อมูลเชิงประจักษ์จากผลการวิเคราะห์ PNI เพื่อแสดงให้เห็นว่าจุดบกพร่องที่จำเป็นต้องพัฒนานั้นคืออะไร
  • กระบวนการนวัตกรรม (Process): นำเสนอกระบวนการนำรูปแบบการนิเทศที่คิดค้นขึ้นใหม่ไปใช้ในบริบทจริง แสดงบทบาทของศึกษานิเทศก์ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่กำลังโค้ชหรือสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ครู56
  • ผลกระทบเชิงประจักษ์ (After & Impact): ตัดสลับภาพพฤติกรรมในชั้นเรียนที่เปลี่ยนแปลงไป ภาพของนักเรียนที่กำลังเรียนรู้ผ่านกระบวนการเชิงรุก (Active Learning) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการที่ครูนำนวัตกรรมการนิเทศไปปรับใช้ รวมถึงการแทรกกราฟเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ หรือบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของครูที่สะท้อนถึงการเติบโตทางวิชาชีพ การนำเสนอที่เน้นผลกระทบต่อผู้เรียนและสถานศึกษาอย่างชัดเจน จะตอบโจทย์เกณฑ์การสร้างความเปลี่ยนแปลงของ ก.ค.ศ. อย่างสมบูรณ์56

บทสรุปแห่งการเป็นนวัตกรทางการศึกษา

การยกระดับวิชาชีพสู่ “ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ” ในยุคของการประเมินแบบ ว11/2564 ไม่ใช่เพียงการสะสมผลงานการอบรมสั่งการ หรือการนำคู่มือที่มีอยู่เดิมมารายงานผล แต่คือการท้าทายตนเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นผู้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเป็นนวัตกรทางวิชาการ (Academic Innovator) ที่มีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นรอยรั่วของระบบการจัดการศึกษา และมีศักยภาพในการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค6

รากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของการสร้างนวัตกรรมระดับเชี่ยวชาญ คือการเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ปัญหาอย่างถูกต้อง ปราศจากอคติ และมีความเป็นวิทยาศาสตร์ การประยุกต์ใช้เทคนิคการประเมินความต้องการจำเป็นด้วยดัชนี คือกลไกเชิงตัวเลขที่ทรงอานุภาพ มอบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แน่นหนาในการชี้เป้าความวิกฤตของช่องว่างทางทักษะ17 เมื่อกระบวนการวิเคราะห์อันแยบคายนี้ ถูกนำไปหล่อหลอมรวมกับทฤษฎีการนิเทศและการพัฒนาวิชาชีพระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น Instructional Coaching, Clinical Supervision, Differentiated Supervision หรือ Design Thinking ศึกษานิเทศก์จะสามารถรังสรรค์รูปแบบการนิเทศรูปแบบใหม่ที่ทรงพลัง สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนต่อวัฒนธรรมการทำงานของครู และส่งมอบผลลัพธ์สุดท้ายที่เป็นคุณูปการสูงสุด นั่นคือการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้พร้อมเผชิญกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริง2

Works cited

  1. PA Live Talk ศึกษานิเทศก์ ทำ PA อย่างไร – Starfish Labz, https://www.starfishlabz.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AD/550-pa-live-talk-%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B9%8C-%E0%B8%97%E0%B8%B3-pa-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3
  2. A GUIDE TO IMPLEMENTING INSTRUCTIONAL COACHING – BetterLesson, https://info.betterlesson.com/hubfs/Collateral/Whitepapers/Whitepaper_A_Guide_To_Implementing_Instructional_Coaching.pdf
  3. GUIDELINES FOR ENHANCING DESIGN THINKING FOR STUDENT TEACHERS | Journal of Education and Innovation – ThaiJo, https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/view/279160
  4. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2566/03_PV1/%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A_%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1_25_%E0%B8%A1.%E0%B8%84._66/1222/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2_1_-_5_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_1222_%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A_68.pdf
  5. 1934 / 2567 หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิ, https://circular.otepc.go.th/files/L1934-2567_OCR.pdf
  6. คู่มือการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการปร – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2564/03_PV1/3Mv11-2564.pdf
  7. แนวทางการเลือกหัวข้อวิจัยวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (วPA): กลยุทธ์ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” เพื่อพิชิตใจกรรมการ สำหรับครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหาร » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/news-158/
  8. แนวทางการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานและการวิเคราะห์กรณีศึกษาเพื่อขอรับการประเมินวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/sv-43/
  9. แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจความต้องการและความคาดหวัง, https://dusitpoll.dusit.ac.th/KB/2021/594/
  10. ชวนทำวิจัย “ความต้องการจำเป็น” ด้วยสถิติ PNI ไม่ยากอย่างที่คิด คุณก็ทำได้! (ตอนแรก) – Salika.co, https://www.salika.co/2020/08/12/priority-needs-index-part-1/
  11. แนวทางการปรับเกณฑ์การตัดสินตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ (ว 9 – ว 11/2564) » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/dpa-7/
  12. ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ – หลักเกณฑ์และวิธีการ, https://sites.google.com/mattayom31.go.th/v17/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3
  13. แนวทำงกำรด ำเนินกำร – Thainame.net, http://www.thainame.net/pa_11_2564_handbook.pdf
  14. (PDF) Design Thinking as a Crucial Needs Assessment for Developing Innovative Design Competency in Pre-Service Teachers’ Learning Management in Thailand – ResearchGate, https://www.researchgate.net/publication/396796562_Design_Thinking_as_a_Crucial_Needs_Assessment_for_Developing_Innovative_Design_Competency_in_Pre-Service_Teachers’_Learning_Management_in_Thailand
  15. นวัตกรรมการนิเทศการศึกษา: จากทฤษฎีสู่การพัฒนารูปแบบและการปฏิบัติจริง » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/sv-44/
  16. Developing Teachers’ Learning Empowerment by Design Thinking for Teachers in Educational Opportunity Expansion School in Thailand – Journal of Cultural Analysis and Social Change, https://jcasc.com/index.php/jcasc/article/download/1914/344
  17. เครื่องมือวิเคราะห์ PNI Modified – Statsmartly, https://statsmartly.com/Pop/PNI.php
  18. ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบ, https://gsmis.snru.ac.th/e-thesis/file_att1/2023072664421229126_fulltext.pdf
  19. การประเมินความต้องการจำเป็นด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ด้วยดัชนี PNI modified | วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร – ThaiJo, https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6046
  20. ชวนทำวิจัย “ความต้องการจำเป็น” ด้วยสถิติ PNI ไม่ยากอย่างที่คิด คุณก็ทำได้! (ตอนจบ) – Salika.co, https://www.salika.co/2020/08/16/priority-needs-index-part-2/
  21. เกณฑ์คะแนนจากแบบประเมินด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/v9-9/
  22. The Training Curriculum Development for Supervising Teachers to Enhance Competency in Thai Language Communicative Management Using a Coaching Model Integrated with Artificial Intelligence | International Journal of Sociologies and Anthropologies Science Reviews – ThaiJO, https://so07.tci-thaijo.org/index.php/IJSASR/article/view/8494
  23. Supervision Model Through Coaching and Mentoring for Enhancing Active Learning Instruction Competency of Elementary Teachers Und – Semantic Scholar, https://pdfs.semanticscholar.org/03e1/b93f7fe9975ea6487973d693a9fcde79abd1.pdf
  24. Needs assessment of health literacy in drug abuse self-prevention behavior, https://journals.lww.com/jehp/fulltext/2025/07040/needs_assessment_of_health_literacy_in_drug_abuse.251.aspx
  25. The Supervision Model to Promote Curriculum Administration Emphasizes Learner Competency of Schools under the Office of Primary Educational Service Area – ERIC, https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ1463348.pdf
  26. A Study of the Needs Assessment for Personnel Participation in the Internal Quality Assessment of Educational Institutions under the Chonburi Primary Educational Service Area Office | Journal of Graduate Research – ThaiJO, https://so02.tci-thaijo.org/index.php/banditvijai/article/view/280739
  27. The Development of a Supervision Model for Educational Institution Quality Development Using Professional Learning Community Networks (PLCNs) in Thailand, https://articlegateway.com/index.php/JHETP/article/view/6065
  28. การประเมินความต้องการจำเป็นของการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ – ระบบบริการการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย – มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, https://gsmis.snru.ac.th/e-thesis/file_att1/2025081064421247129_fulltext.pdf
  29. unknown_url
  30. Teacher-Identified Needs-Driven Professional Development in Rural Education: Designing for Engineering and Interdisciplinary Integration – MDPI, https://www.mdpi.com/2227-7102/16/3/496
  31. การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อพัฒนาความส – มหาวิทยาลัยศิลปากร, http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/5137/1/620620141.pdf
  32. Digital Teaching Supervision Model of Educational Supervisors under the Office of Primary Educational Service Area in Northeaste – ERIC, https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ1457083.pdf
  33. THE DEVELOPMENT OF SUPERVISION MODEL USING PROFESSIONAL LEARNING COMMUNITY TO ENHANCE 21ST CENTURY LEARNING MANAGEMENT POTENTIALS OF PRIVATE SCHOOL TEACHERS | Journal of Education and Innovation – ThaiJo, https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/view/242415
  34. (PDF) Supervision Model Through Coaching and Mentoring for Enhancing Active Learning Instruction Competency of Elementary Teachers Under Office of the Basic Education Commission – ResearchGate, https://www.researchgate.net/publication/381966672_Supervision_Model_Through_Coaching_and_Mentoring_for_Enhancing_Active_Learning_Instruction_Competency_of_Elementary_Teachers_Under_Office_of_the_Basic_Education_Commission
  35. The Development of a Supervision Model for Educational Institution Quality Development Using Professional Learning Community Networks (PLCNs) in Thailand – ProQuest, https://search.proquest.com/openview/0dcb2390d50de14aad2af78d17fa2486/1?pq-origsite=gscholar&cbl=766331
  36. Instructional Coaching Strategies: 8 Evidence-Based Ways to Elevate Teaching – Kuraplan, https://www.kuraplan.com/blog/instructional-coaching-strategies
  37. Jim Knight’s Needs Assessment for Instructional Coaches – Corwin, https://cdn-corwin-prod.corwin.com/default/docs/default-source/resources-documents/knight_the-ic-toolkit_needs-assessment-for-instructional-coaches.pdf?sfvrsn=4d2a4a40_1
  38. INNOVATION CONFIGURATION Coaching and Induction 2023-2024, https://resources.finalsite.net/images/v1730335744/browardschoolscom/cksoabjar00hpwlyzkmb/coachingandinduction_24.pdf
  39. Professional Development Guide: – ExcelinEd, https://excelined.org/wp-content/uploads/2024/06/Fundamentals-of-Literacy-Coaching-Module-3-Session-9-PD-Guide.pdf
  40. A collaborative approach to professional development on inclusive practices aligned to preschool mandates | School-University Partnerships – Emerald Insight, https://www.emerald.com/sup/article/17/3/303/1232109/A-collaborative-approach-to-professional
  41. Principal as Instructional Leader: Designing a Coaching Program That Fits | AdLit, https://www.adlit.org/topics/school-wide-reform/principal-instructional-leader-designing-coaching-program-fits
  42. Instructional Coaching Assessment: A Complete Guide – 2gnoMe, https://home.2gno.me/post/instructional-coaching-assessment-guide
  43. Building out coaching cycles – KickUp, https://www.kickup.co/blog/building-out-coaching-cycles
  44. The Ultimate Guide for Instructional Coaching – Education Elements, https://www.edelements.com/instructional-coaching-guide
  45. Enhancing clinical faculties’ knowledge, attitudes, and performance in clinical supervision: a workplace-based faculty development program using proctor’s model – PMC, https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11998235/
  46. “The nature of the beast called clinical supervision : needs assessment” by Tabassum Zehra – eCommons@AKU, https://ecommons.aku.edu/theses_dissertations/1244/
  47. Clinical Supervision Process for Teachers | PDF | Evaluation – Scribd, https://www.scribd.com/doc/311184860/clinical-supervision-presentation-for-friday
  48. Chapter 1 – Clinical Supervision and Professional Development of the Substance Abuse Counselor – NCBI Bookshelf, https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK64848/
  49. Clinical Supervision in Education: A Formative Framework for Enhancing Instruction and Professional Development, https://al-kindipublishers.org/index.php/ijllt/article/view/11472
  50. (PDF) Clinical Supervision Model to Improve the Quality of Learning in Elementary School, https://www.researchgate.net/publication/366312898_Clinical_Supervision_Model_to_Improve_the_Quality_of_Learning_in_Elementary_School
  51. Signs that Differentiated Supervision is Implemented to Improve Teacher Performance in Public Primary Schools in Iganga District, https://www.jriiejournal.com/wp-content/uploads/2023/07/JRIIE-7-3-010.pdf
  52. differentiated supervision model: a way of improving school leadership in saudi arabia, http://eprints.iab.edu.my/v2/479/1/193.pdf
  53. Differentiated Supervision Plan – Diocese of Erie, https://www.eriercd.org/images/pdf/diffsupplan.pdf
  54. A Literature Review on Smart Apps Creator-Based Teacher Performance Management Model for Strengthening Supervision in Elementar – ASHA Publishing, https://journal.ashapublishing.co.id/index.php/ijae/article/download/117/190
  55. การให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา – ก.ค.ศ., http://www.otepc.go.th/images/ArFong/powerpoint_%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%88._%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99_18-19_june_2559/7._%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%A3__%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%A2_%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%8A.%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5_%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_%E0%B8%81.%E0%B8%84.%E0%B8%A8..pdf
  56. แนวทางการเขียนรายงานผลการปฏิบัติงาน ด้านที่ 1 และ ด้านที่ 2 เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/sv-42/
  57. PA ๔/ศน. – อบจ.อำนาจเจริญ, https://www.amnatpao.go.th/upload/files/SrZMZyh6tqqPNyikiCv3GiWrZhgRr5wjORC0GxhB.pdf
  58. หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2566/03_PV1/%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A_%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1_25_%E0%B8%A1.%E0%B8%84._66/0206.3%E0%B8%A7_1/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2_3.pdf

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!