เก็บตกจากการประเมิน PA ครูปฐมวัยตัวอย่างประเด็นท้าทาย 10 เรื่อง ที่เขียนแล้ว “เห็นเด็ก” มากกว่า “เห็นกิจกรรม”
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com
__________________________________

หลังจากพูดถึงแนวทางการเขียน PA สำหรับครูปฐมวัยไปแล้ว อีกคำถามที่ครูมักถามคือ
“แล้วควรเลือกเรื่องอะไรมาเป็นประเด็นท้าทาย”
ผมอยากตอบว่า
อย่าเริ่มจากการคิดว่า “กิจกรรมอะไรน่าสนใจ”
ให้เริ่มจากการดูว่า “เด็กของเรายังต้องพัฒนาอะไร”
จากนั้นจึงเลือกกิจกรรม วิธีสอน หรือประสบการณ์ที่เหมาะกับปัญหานั้น
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อเดียวกันทั้งหมด เพราะแต่ละห้องมีบริบทของเด็กไม่เหมือนกัน
- การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย
ปัญหาที่อาจพบ เช่น เด็กจับดินสอไม่มั่นคง ใช้กรรไกรไม่คล่อง ฉีก ตัด ปะ หรือร้อยวัสดุได้ยาก
แนวทางเขียนประเด็นท้าทาย อาจเป็น
“การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และกิจกรรมหยิบจับวัสดุหลากหลาย”
สิ่งที่ควรเก็บเป็นหลักฐาน ได้แก่ ชิ้นงานก่อนและหลัง แบบสังเกตการใช้มือและนิ้ว ภาพหรือคลิปช่วงทำกิจกรรม และบันทึกพัฒนาการรายบุคคล
ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้คะแนนเป็นหลัก แต่ควรเห็นว่า จากเดิมเด็กทำไม่ได้ ต้องมีผู้ช่วย หรือทำได้ช้า ต่อมาเด็กทำได้คล่องขึ้นเพียงใด
- การพัฒนาการพูดและการสื่อสาร
ปัญหาที่พบบ่อย เช่น เด็กไม่กล้าพูด พูดเป็นคำสั้น ๆ เล่าเรื่องไม่ต่อเนื่อง หรือไม่สามารถบอกความต้องการของตนเองได้ชัด
อาจเขียนว่า
“การพัฒนาความสามารถในการสื่อสารและเล่าเรื่องของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมนิทาน ภาพเล่าเรื่อง และบทบาทสมมติ”
หลักฐานที่ควรมี เช่น คลิปการพูดก่อนและหลัง แบบบันทึกพฤติกรรมการสื่อสาร จำนวนประโยคหรือความต่อเนื่องในการเล่าเรื่อง และตัวอย่างคำพูดของเด็ก
หลักฐานแบบนี้มีน้ำหนักมาก เพราะทำให้กรรมการเห็น “เสียงของเด็ก” จริง ๆ
- การพัฒนาทักษะการรอคอยและการควบคุมตนเอง
บางห้องพบว่าเด็กแย่งของ เล่นโดยไม่รอคิว หรือควบคุมอารมณ์ได้ยากเมื่อตนเองไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
อาจเขียนเป็น
“การพัฒนาทักษะการรอคอยและการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมการเล่นที่มีกติกาและกิจวัตรประจำวัน”
ควรเก็บข้อมูลว่า ในช่วงแรกเด็กสามารถรอคอยได้กี่นาที หรือมีพฤติกรรมแทรกแซงเพื่อนบ่อยเพียงใด จากนั้นติดตามการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ
กรณีนี้ควรใช้แบบสังเกตต่อเนื่อง ไม่ควรใช้ข้อสอบ
- การพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น
ปัญหาที่อาจพบ คือ เด็กไม่ยอมแบ่งของเล่น ไม่ร่วมกิจกรรมกลุ่ม หรือมักแยกตัวเมื่อทำงานร่วมกับเพื่อน
อาจเขียนว่า
“การพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมกลุ่มย่อยและการเล่นแบบร่วมมือ”
หลักฐานควรทำให้เห็นว่า เด็กสามารถแบ่งบทบาท พูดคุย แลกเปลี่ยน หรือช่วยเหลือเพื่อนได้มากขึ้นอย่างไร
ถ้ามีเพียงภาพเด็กนั่งรวมกัน ยังไม่พอ
ต้องเห็น “พฤติกรรมทางสังคม” ที่เปลี่ยนไป
- การพัฒนาทักษะการช่วยเหลือตนเอง
เรื่องนี้เหมาะมากกับเด็กปฐมวัย
เช่น เด็กยังเก็บของไม่เป็น แต่งตัวไม่คล่อง รับประทานอาหารเองไม่ได้ หรือดูแลอุปกรณ์ของตนเองไม่เป็น
อาจเขียนว่า
“การพัฒนาทักษะการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันของเด็กปฐมวัยผ่านการจัดกิจกรรมแบบฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง”
หลักฐานอาจเป็น Checklist รายบุคคล บันทึกการสังเกต และคลิปก่อน-หลัง
กรณีนี้ควรเน้นว่า เด็กทำได้ด้วยตนเองมากขึ้นเพียงใด
ไม่ใช่ว่าครูช่วยได้รวดเร็วแค่ไหน
- การพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหา
ถ้าพบว่าเด็กทำตามตัวอย่างได้ แต่ยังคิดทางเลือกเองไม่ค่อยได้ อาจเลือกประเด็นนี้
เช่น
“การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมสถานการณ์จำลองและการเล่นตามมุม”
กิจกรรมอาจเป็นสถานการณ์ง่าย ๆ เช่น
จะสร้างสะพานอย่างไรไม่ให้ล้ม
จะช่วยตัวละครในนิทานอย่างไร
จะจัดของให้พอดีกับพื้นที่อย่างไร
หลักฐานควรดูจากวิธีคิด การทดลอง และการอธิบายของเด็ก
ไม่ใช่ดูเฉพาะว่าคำตอบถูกหรือผิด
- การพัฒนาทักษะการสังเกตและการจำแนก
เหมาะกับเด็กที่ยังแยกสี รูปร่าง ขนาด ลักษณะ หรือจัดกลุ่มสิ่งของตามคุณสมบัติได้ไม่ชัด
อาจเขียนว่า
“การพัฒนาทักษะการสังเกตและจำแนกของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมสำรวจและเกมการศึกษา”
ควรมีหลักฐานก่อนและหลังที่เห็นว่า เด็กสามารถสังเกตรายละเอียดและอธิบายเกณฑ์การจัดกลุ่มได้ดีขึ้น
ตรงนี้ควรระวังไม่ให้กลายเป็นเพียงเกมจับคู่
สิ่งสำคัญคือ เด็กต้องสามารถบอกได้ว่า “ทำไมจึงจัดสิ่งนี้ไว้ด้วยกัน”
- การพัฒนาความพร้อมด้านภาษาและการอ่าน
ในปฐมวัย ไม่ควรเร่งอ่านเขียนแบบประถม แต่สามารถส่งเสริมความพร้อมได้
เช่น การรู้จักเสียง การสังเกตสัญลักษณ์ การเล่าเรื่องจากภาพ หรือการเชื่อมโยงภาพกับคำ
อาจเขียนว่า
“การพัฒนาความพร้อมด้านภาษาและการรับรู้เสียงของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมนิทาน เพลง และเกมภาษา”
หลักฐานควรดูพัฒนาการของเด็กในการฟัง การจำแนกเสียง การเล่า และการใช้ภาษา
ควรหลีกเลี่ยงการใช้แบบฝึกคัดคำจำนวนมากเป็นตัวชี้วัดหลัก
- การพัฒนาความมั่นใจในการแสดงออก
เด็กบางคนรู้คำตอบ แต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าร่วมกิจกรรม หรือหลีกเลี่ยงการแสดงออกต่อหน้าคนอื่น
อาจเขียนว่า
“การพัฒนาความมั่นใจในการแสดงออกของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง และการนำเสนอผลงาน”
หลักฐานควรดูจากพฤติกรรม เช่น
จากเดิมไม่ร่วมกิจกรรม
เริ่มพูดในกลุ่มเล็ก
ต่อมาพูดหน้าชั้นได้
หรือสามารถเล่าเรื่องของตนเองได้
เรื่องนี้ควรเก็บข้อมูลต่อเนื่อง เพราะพัฒนาการด้านความมั่นใจมักไม่เปลี่ยนในเวลาอันสั้น
- การพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์
ถ้าพบว่าเด็กบางส่วนร้องไห้ง่าย โกรธเมื่อถูกขัดใจ หรือยังบอกอารมณ์ของตนเองไม่ได้
อาจเขียนว่า
“การพัฒนาความสามารถในการรับรู้และจัดการอารมณ์ของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมนิทาน บทบาทสมมติ และมุมสงบ”
หลักฐานควรดูว่า เด็กสามารถบอกอารมณ์ของตนเองได้หรือไม่ ใช้วิธีสงบตนเองได้หรือไม่ และกลับเข้าร่วมกิจกรรมได้เร็วขึ้นเพียงใด
ตรงนี้อย่าเขียนว่า “เด็กไม่มีปัญหาอารมณ์แล้ว”
ควรเขียนตามข้อมูลจริง เช่น
จากเดิมต้องใช้เวลาสงบ 15 นาที เหลือ 5 นาที หรือจากเดิมไม่สามารถบอกอารมณ์ได้ ต่อมาสามารถพูดว่า “หนูโกรธ” หรือ “หนูเสียใจ” ได้
สิ่งที่อยากฝากอีกเรื่อง คือ ประเด็นท้าทายปฐมวัยไม่ควร “ใหญ่เกินเด็ก”
คำอย่าง
คิดขั้นสูง
นวัตกรรม
สมรรถนะขั้นสูง
หรือผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ
ไม่จำเป็นต้องใช้เสมอไป
บางครั้งเรื่องเล็กมาก เช่น
“เด็กสามารถรอคิวได้”
อาจมีความหมายต่อพัฒนาการของเด็กมากกว่าการพยายามสร้างคำที่ดูซับซ้อน
เพราะ PA ที่ดีควรสะท้อนสิ่งที่เด็กต้องการจริง
วิธีตรวจว่าประเด็นท้าทายที่เลือกเหมาะหรือไม่ ผมแนะนำให้ถาม 5 ข้อนี้
หนึ่ง ปัญหานี้เกิดกับเด็กจริงหรือไม่
สอง มีข้อมูลหรือหลักฐานก่อนเริ่มหรือไม่
สาม ครูสามารถจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาได้จริงหรือไม่
สี่ สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
ห้า ปัญหานี้มีความหมายต่อพัฒนาการของเด็กหรือไม่
ถ้าตอบได้ครบ ประเด็นนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ใน PA ได้ดี
อีกข้อหนึ่งที่อยากฝากมาก คือ อย่าเขียนประเด็นท้าทายเพื่อให้ “ดูยาก”
แต่ให้เขียนเพื่อให้ “เห็นเด็ก”
กรรมการไม่ควรต้องตีความว่า เด็กมีปัญหาอะไร
อ่านชื่อเรื่องแล้วควรเห็นทันทีว่า
เด็กจะพัฒนาเรื่องอะไร
ครูจะใช้วิธีไหน
และผลที่ต้องการเห็นคืออะไร
ตัวอย่างโครงง่าย ๆ ที่ครูสามารถใช้ได้คือ
“การพัฒนา [พฤติกรรมหรือพัฒนาการของเด็ก] ผ่าน [กิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ออกแบบ]”
จากนั้นในรายงานจึงค่อยอธิบายรายละเอียด
ก่อนทำ เด็กเป็นอย่างไร
ทำกิจกรรมอะไร
ติดตามอย่างไร
หลังทำ เด็กเปลี่ยนอย่างไร
และใครยังต้องได้รับการช่วยเหลือต่อ
ถ้าเขียนได้แบบนี้ PA ปฐมวัยจะไม่กลายเป็นรายงานกิจกรรม
แต่จะกลายเป็น “เรื่องราวของพัฒนาการเด็ก”
และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่กรรมการควรเห็นมากที่สุดในงานของครูปฐมวัย
เพราะสุดท้ายแล้ว
ความสำเร็จของครูปฐมวัยไม่ได้อยู่ที่เด็กทำแบบฝึกได้กี่หน้า
แต่อยู่ที่เด็กช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น
สื่อสารได้ดีขึ้น
อยู่กับเพื่อนได้ดีขึ้น
และเรียนรู้โลกของตนเองได้เหมาะสมกับวัยมากขึ้น
เก็บตกจากแนวทางการประเมิน PA ครูปฐมวัย
#PAปฐมวัย #ครูปฐมวัย #ประเด็นท้าทาย #พัฒนาการเด็ก #ประเมินPA #การจัดประสบการณ์ #เด็กปฐมวัย #ผลลัพธ์ผู้เรียน

