ตอนที่ 6 “ทำวิจัย R&D แล้ว ทำไมยังไม่เห็นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน?” แบ่ง 3 ระยะ 4 ระยะ แต่ละระยะต้องมีอะไร จึงจะสะท้อนความเชี่ยวชาญ
ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 6 จาก 10

วันนี้ผมอยากชวนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่กำลังจัดทำผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญ มาคุยกันเรื่องการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ครับ
มีคำถามหนึ่งที่ผมพบอยู่บ่อย ๆ
“ถ้าทำวิจัย R&D เป็น 4 ระยะ จะมีน้ำหนักทางวิชาการมากกว่าการทำ 3 ระยะหรือไม่?”
บางท่านเข้าใจว่า งานวิจัยระดับเชี่ยวชาญควรทำให้มีหลายระยะ ยิ่งแบ่งขั้นตอนละเอียด ยิ่งดูเป็นงานวิจัยระดับสูง
ผมอยากชวนมองเรื่องนี้อีกมุมหนึ่งครับ
เพราะในทางระเบียบวิธีวิจัย จำนวนระยะไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณภาพของงานวิจัยโดยตรง
งานวิจัยที่แบ่งเป็น 3 ระยะ อาจมีความเข้มแข็งทางวิชาการมากกว่างานวิจัยที่แบ่งเป็น 4 หรือ 5 ระยะก็ได้
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ แต่ละระยะมีวัตถุประสงค์อะไร ใช้วิธีการศึกษาอย่างไร ได้ข้อค้นพบอะไร และนำข้อค้นพบนั้นไปใช้พัฒนานวัตกรรมในระยะต่อไปอย่างไร
ที่สำคัญที่สุดคือ เราสามารถแสดงให้เห็นกระบวนการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” ได้ชัดเจนเพียงใด
ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ครับ
ผู้บริหารสถานศึกษาแห่งหนึ่งต้องการพัฒนารูปแบบการบริหารการนิเทศภายในเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู
ผู้วิจัยกำหนดการวิจัยไว้ 4 ระยะ
ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็น
ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบ
ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบ
ระยะที่ 4 ประเมินผลรูปแบบ
เมื่ออ่านชื่อระยะแล้ว ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลครับ
แต่หากเปิดอ่านรายละเอียด อาจพบว่า ระยะที่ 1 ใช้เพียงแบบสอบถามความคิดเห็น ระยะที่ 2 นำผลการสอบถามมาตั้งชื่อโมเดล แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม
ระยะที่ 3 นำโมเดลไปใช้ในโรงเรียน และระยะที่ 4 ให้ครูประเมินความพึงพอใจ
สุดท้ายสรุปว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
คำถามคือ…
“แล้วเราเห็นกระบวนการคิดค้นและปรับเปลี่ยนตรงไหน?”
การทำวิจัยครบทั้ง 4 ระยะไม่ได้เป็นปัญหา แต่สิ่งที่ยังขาดคือหลักฐานที่เชื่อมโยงว่า ข้อมูลจากแต่ละระยะนำไปสู่การตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมอย่างไร
ผมจึงอยากชวนมาทำความเข้าใจทีละระยะครับ
ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหา ไม่ใช่เพียงสอบถามว่ามีปัญหามากหรือน้อย
หลายงานวิจัยเริ่มจากการแจกแบบสอบถาม แล้วนำค่าเฉลี่ยมาจัดอันดับปัญหา
วิธีการนี้ทำได้ แต่หากต้องการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์จริง เราควรเข้าใจถึงลักษณะและสาเหตุของปัญหาด้วย
ตัวอย่างเช่น โรงเรียนมีผลการนิเทศภายในอยู่ในระดับมาก แต่ผลการจัดการเรียนรู้ของครูยังไม่เปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย
ผู้วิจัยจึงควรศึกษาต่อว่า เหตุใดการนิเทศจึงยังไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาการสอน
อาจศึกษารายงานการนิเทศ สังเกตกระบวนการนิเทศจริง สัมภาษณ์ครูและผู้บริหาร หรือวิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนประกอบกันตามความเหมาะสม
เมื่อได้ข้อค้นพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้งของการนิเทศ แต่อยู่ที่การขาดระบบใช้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับการสอน
ข้อค้นพบนี้จะกลายเป็นฐานในการออกแบบนวัตกรรม
นี่คือความแตกต่างระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อรายงานสภาพปัญหา กับการเก็บข้อมูลเพื่อใช้คิดค้นวิธีแก้ปัญหา
ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบ ต้องอธิบายให้ได้ว่าคิดค้นขึ้นมาอย่างไร
ระยะนี้ผมมองว่าเป็นส่วนที่ผู้วิจัยควรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
เพราะเป็นช่วงที่ต้องแสดงให้เห็นการนำข้อมูลจากระยะแรกมาสังเคราะห์ร่วมกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นรูปแบบหรือกระบวนการที่มีเหตุผลรองรับ
หากผู้วิจัยพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน ก็ควรอธิบายให้ได้ว่า
รูปแบบนี้มีหลักการอะไร มีองค์ประกอบใดบ้าง และแต่ละองค์ประกอบสัมพันธ์กันอย่างไร
เหตุใดจึงต้องมีกระบวนการดังกล่าว และแตกต่างจากระบบนิเทศเดิมตรงไหน
รวมถึงต้องแสดงให้เห็นว่า ผลการศึกษาจากระยะที่ 1 ถูกนำมาใช้กำหนดองค์ประกอบของรูปแบบอย่างไร
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเตือนคือ การนำโมเดลของผู้อื่นมารวมกันแล้วตั้งชื่อใหม่ ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดการคิดค้นอย่างมีคุณภาพ
ต้องมีเหตุผลทางวิชาการอธิบายการสังเคราะห์นั้นด้วย
และเมื่อสร้างรูปแบบฉบับร่างแล้ว ควรมีการตรวจสอบคุณภาพตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นความสอดคล้องขององค์ประกอบ ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ หรือความถูกต้องของหลักการ
หากผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ปรับปรุง ผู้วิจัยก็ควรแสดงให้เห็นว่า ข้อเสนอแนะใดนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบ และปรับอย่างไร
เพราะการเขียนเพียงว่า “ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้ว” ยังไม่ทำให้ผู้อ่านเห็นกระบวนการพัฒนาที่แท้จริง
ระยะที่ 3 ทดลองใช้ ไม่ใช่เพียงนำไปใช้แล้วรอวัดผลตอนจบ
ระยะนี้เป็นอีกจุดที่ผมอยากให้ผู้ทำวิจัยระดับเชี่ยวชาญพิจารณาอย่างละเอียด
หลายงานวิจัยนำรูปแบบไปทดลองใช้ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วเก็บคะแนนก่อนและหลังการทดลอง
แต่หากต้องการศึกษาว่ารูปแบบทำงานอย่างไร ผู้วิจัยควรมีข้อมูลระหว่างการดำเนินงานด้วย
ตัวอย่างเช่น หลังนำระบบนิเทศภายในไปใช้ ผู้บริหารพบว่า ครูสามารถวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถนำผลการวิเคราะห์ไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
ผู้วิจัยจึงนำข้อมูลมาพิจารณาว่า จะต้องปรับกระบวนการนิเทศส่วนใด
อาจเพิ่มขั้นตอนการออกแบบบทเรียนร่วมกัน หรือปรับวิธีให้ข้อมูลย้อนกลับหลังการสังเกตชั้นเรียน
จากนั้นจึงตรวจสอบว่า การปรับกระบวนการดังกล่าวส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูอย่างไร
ผมอยากให้สังเกตว่า การทดลองใช้ในลักษณะนี้ทำให้เราเห็นพัฒนาการของรูปแบบ ไม่ได้เห็นเพียงผลลัพธ์สุดท้าย
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนระหว่างทดลองต้องดำเนินการอย่างมีระบบ บันทึกเหตุผลและรายละเอียดของการปรับให้ชัดเจน รวมถึงพิจารณาว่าการปรับนั้นกระทบต่อแบบแผนการวิจัยและการแปลผลหรือไม่
ไม่ใช่เปลี่ยนกิจกรรมไปเรื่อย ๆ แล้วสรุปว่ารูปแบบมีประสิทธิผลโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ระยะที่ 4 ประเมินผล ต้องตอบให้ได้ว่านวัตกรรมมีคุณภาพและเกิดผลอย่างไร
เมื่อมาถึงระยะสุดท้าย ผู้วิจัยควรกลับไปพิจารณาวัตถุประสงค์ของการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้น
หากเราต้องการพัฒนาระบบนิเทศภายในเพื่อให้ครูจัดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ผลการประเมินก็ควรมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของการจัดการเรียนรู้ด้วย
ไม่ควรใช้เพียงผลการประเมินความพึงพอใจมาเป็นข้อสรุปทั้งหมด
เพราะครูอาจมีความพึงพอใจต่อระบบใหม่ในระดับสูง แต่ยังไม่ได้นำข้อค้นพบจากการนิเทศไปปรับการสอนจริงก็ได้
ดังนั้น การประเมินควรพิจารณาตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กับเป้าหมายของนวัตกรรม
เช่น พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู คุณภาพของแผนการสอน การใช้ข้อมูลเพื่อปรับการเรียนรู้ หรือผลลัพธ์ของนักเรียนที่สามารถวัดได้อย่างเหมาะสม
และหากผลการประเมินพบข้อจำกัด ผู้วิจัยควรนำมาวิเคราะห์ว่า รูปแบบยังต้องพัฒนาส่วนใด
นี่คือการใช้ผลการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้เพิ่มเติม ไม่ใช่เพียงใช้ผลการวิจัยเพื่อยืนยันว่ารูปแบบของตนเองดี
ถึงตรงนี้อาจมีคนถามผมว่า…
“แล้วถ้าทำเพียง 3 ระยะ จะได้ไหม?”
ผมมองว่าได้ครับ หากออกแบบอย่างมีเหตุผล และครอบคลุมกระบวนการศึกษาปัญหา การสร้างและพัฒนา การทดลองใช้ ตลอดจนการประเมินผลตามวัตถุประสงค์การวิจัย
บางงานอาจรวมขั้นตอนทดลองใช้และประเมินผลไว้ในระยะเดียวกัน หรือจัดโครงสร้างการวิจัยแตกต่างออกไปตามลักษณะของนวัตกรรม
ไม่มีเหตุผลทางระเบียบวิธีวิจัยที่จะสรุปว่า 4 ระยะต้องดีกว่า 3 ระยะเสมอไป
และต้องเข้าใจด้วยว่า หลักเกณฑ์วิทยฐานะเชี่ยวชาญไม่ได้กำหนดให้งานวิจัยทุกเรื่องต้องใช้ R&D หรือแบ่งการดำเนินงานเป็นจำนวนระยะเท่ากัน
ผู้จัดทำต้องเลือกวิธีวิจัยให้เหมาะกับคำถามวิจัย ลักษณะผลงาน และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของตนเอง
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้มากที่สุดคือ อย่าทำ R&D เพียงเพื่อให้รายงานดูเป็นงานวิจัยระดับสูง
แต่ควรใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาเพื่อทำความเข้าใจปัญหา สร้างวิธีการที่มีเหตุผล ตรวจสอบคุณภาพ และใช้ข้อมูลพัฒนานวัตกรรมให้ดีขึ้นจริง
หากจะให้ผมสรุปแนวคิดในการตรวจสอบงาน R&D ของตนเอง ผมอยากให้ลองถามเพียงว่า
“ข้อมูลที่ได้จากระยะก่อนหน้า ถูกนำไปใช้ตัดสินใจอะไรในระยะต่อไป?”
ถ้าเราตอบไม่ได้ว่า ข้อมูลจากการศึกษาปัญหานำไปสู่การสร้างรูปแบบอย่างไร หรือข้อมูลจากการทดลองใช้ทำให้เกิดการปรับปรุงอะไร แสดงว่าความเชื่อมโยงของกระบวนการวิจัยอาจยังไม่ชัดเจน
ในทางกลับกัน หากทุกระยะมีเหตุผลรองรับ มีหลักฐานแสดงการตัดสินใจ และสามารถตรวจสอบการพัฒนานวัตกรรมได้ งานวิจัยก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
สำหรับผม คุณภาพของงาน R&D ไม่ได้อยู่ที่จำนวนระยะที่เขียนไว้ในบทที่ 3
แต่อยู่ที่คุณภาพของคำตอบว่า…
“เราได้เรียนรู้อะไรจากการวิจัย และได้นำความรู้นั้นไปคิดค้นหรือปรับเปลี่ยนอะไรจริง ๆ”
เพราะผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญควรทำให้ผู้อ่านมองเห็นความสามารถทางวิชาการของผู้จัดทำ ผ่านกระบวนการพัฒนางานและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
ไม่ใช่เพียงมองเห็นตารางสรุปผลการวิจัยที่เรียงไว้ครบทุกระยะ
ตอนที่ 7 “ผู้เชี่ยวชาญประเมินนวัตกรรมว่าดีมาก แต่ทำไมผลงานอาจยังไม่ผ่าน?”
ตอนต่อไปผมจะชวนคุยเรื่องการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรม ค่า IOC การประเมินความเหมาะสม และข้อผิดพลาดที่พบได้ในการใช้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาอ้างยืนยันคุณภาพผลงานระดับเชี่ยวชาญ
เขียนโดย
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการอธิบายแนวทางทางวิชาการ ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าการขอเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญต้องทำวิจัย R&D เป็น 3 หรือ 4 ระยะ ทั้งนี้ ให้พิจารณาหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ. และหนังสือแก้ไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับแต่ละตำแหน่ง
#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #การวิจัยและพัฒนา #การวิจัยRND #R_and_D #นวัตกรรมการศึกษา #การพัฒนารูปแบบ #ระเบียบวิธีวิจัย #เขียนผลงานทางวิชาการ #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา
อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 5 | อ่านตอนที่ 7 →
