Digital Learning Classroom
บทความ

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการประเมิน PA ของครู“ครูทำอะไร” สำคัญ แต่ “ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงอย่างไร” สำคัญกว่า

แชร์เรื่องนี้

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการประเมิน PA ของครู
“ครูทำอะไร” สำคัญ แต่ “ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงอย่างไร” สำคัญกว่า

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

จากการมีโอกาสทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลง หรือ PA ของครู หลายครั้งทำให้ผมเห็นภาพที่คล้ายกันอยู่เสมอ

ครูจำนวนมากตั้งใจทำงานมาก
มีทั้งแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อ นวัตกรรม แบบฝึก ใบงาน คลิปวิดีโอ ภาพกิจกรรม และผลงานนักเรียนจำนวนมาก

แต่เมื่อถึงเวลานำเสนอ กลับเกิดคำถามสำคัญว่า

“ทั้งหมดที่ครูทำ ทำให้นักเรียนดีขึ้นตรงไหน”

นี่คือคำถามที่ผมคิดว่า ครูควรถามตัวเองก่อนกรรมการจะถาม

เพราะ PA ไม่ควรเป็นเพียงการรวบรวมสิ่งที่ทำมาตลอดปี แต่ควรเล่าให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง “ปัญหาของผู้เรียน” “วิธีสอนของครู” และ “ผลที่เกิดขึ้นจริง”

หลายครั้งครูเริ่มนำเสนอด้วยกิจกรรมก่อน

เช่น
“ดิฉันจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning”
“ผมใช้เกมเป็นฐาน”
“ดิฉันใช้ AI ช่วยสร้างสื่อ”
“ผมใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps”

สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

กรรมการยังต้องรู้ต่อว่า

ทำไมต้องใช้วิธีนี้
ปัญหาของนักเรียนคืออะไร
ก่อนสอนนักเรียนมีข้อจำกัดตรงไหน
หลังใช้วิธีดังกล่าวแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร

ดังนั้น จุดเริ่มต้นของ PA ที่ดีไม่ควรเป็น “นวัตกรรมที่ครูอยากใช้”

แต่ควรเป็น “ปัญหาของผู้เรียนที่ครูต้องการแก้”

ตัวอย่างเช่น

แทนที่จะเขียนว่า

“การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน”

ลองคิดให้ลึกขึ้นว่า

นักเรียนมีปัญหาอะไร

อาจเป็นว่า นักเรียน ป.6 สามารถจดจำสูตรได้ แต่ยังไม่สามารถนำความรู้ไปใช้แก้โจทย์ปัญหาได้

เมื่อปัญหาชัด การออกแบบการสอนก็จะชัดตาม

ครูอาจเลือกใช้เกมหรือสถานการณ์ปัญหา เพราะต้องการให้นักเรียนได้คิด ตัดสินใจ ทดลอง และอธิบายเหตุผล

ตรงนี้กรรมการจะเริ่มเห็นว่า วิธีสอนไม่ได้ถูกเลือกเพราะ “กำลังนิยม” แต่ถูกเลือกเพราะมีเหตุผลรองรับ

เรื่องที่ผมอยากฝากมากที่สุดในการเขียน “ประเด็นท้าทาย” คือ

อย่าเขียนให้ใหญ่เกินสิ่งที่ทำจริง

บางประเด็นเขียนว่า

“พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน”

แต่เครื่องมือที่ใช้วัดกลับเป็นแบบทดสอบปรนัย 20 ข้อ

บางคนเขียนว่า

“พัฒนาสมรรถนะการแก้ปัญหา”

แต่หลักฐานที่นำเสนอมีเพียงคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน

ตรงนี้ต้องระวังมาก

เพราะถ้าเราบอกว่าพัฒนาสิ่งใด เราต้องมีเครื่องมือที่สามารถวัดสิ่งนั้นได้จริง

ถ้าต้องการวัดการคิดวิเคราะห์ ควรมีภาระงานที่ให้นักเรียนวิเคราะห์
ถ้าต้องการวัดการแก้ปัญหา ต้องเห็นกระบวนการแก้ปัญหาของผู้เรียน
ถ้าต้องการวัดการสื่อสาร ควรมีการพูด การนำเสนอ หรือชิ้นงานที่สะท้อนความสามารถด้านการสื่อสาร

ประเด็นท้าทายจึงไม่ควรเริ่มจากคำสวย ๆ

แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า

“เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านักเรียนดีขึ้นจริง”

อีกเรื่องหนึ่งที่พบจากการประเมิน คือ ครูมักมีข้อมูล “หลังเรียน” มาก แต่ไม่มีข้อมูล “ก่อนพัฒนา”

เช่น บอกว่า

“นักเรียนจำนวน 35 คน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 32 คน”

ข้อมูลนี้บอกผลปลายทางได้ แต่ยังไม่บอกว่าครูพัฒนาได้มากน้อยเพียงใด

ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนจัดกิจกรรม มีนักเรียนผ่านเกณฑ์เพียง 18 คน แต่หลังจัดกิจกรรมเพิ่มเป็น 32 คน ภาพการเปลี่ยนแปลงจะชัดขึ้นทันที

นี่คือเหตุผลที่ Baseline สำคัญ

ก่อนเริ่ม PA ครูควรรู้ว่า นักเรียนอยู่ตรงไหน

หลังทำแล้วจึงตอบได้ว่า เราพาเขาไปถึงไหน

อีกจุดหนึ่งที่อยากชวนครูคิด คือ อย่าให้ “คะแนนเฉลี่ย” กลบเรื่องราวของนักเรียน

สมมติคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 60 เป็น 75

ฟังดูดี

แต่กรรมการอาจอยากรู้ว่า เด็กที่เคยอ่อนที่สุดเป็นอย่างไร
กลุ่มที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์เหลือกี่คน
มีนักเรียนกลุ่มใดที่ยังต้องได้รับการช่วยเหลือ

เพราะครูไม่ได้สอน “ค่าเฉลี่ย”

ครูสอนนักเรียนเป็นรายคน

ถ้าครูสามารถนำเสนอข้อมูลแบบแยกกลุ่ม เช่น

กลุ่มที่ต้องช่วยเหลือ
กลุ่มที่ผ่านเกณฑ์
กลุ่มที่มีศักยภาพสูง

แล้วอธิบายว่าปรับการสอนแต่ละกลุ่มอย่างไร ผมคิดว่านี่สะท้อนความเป็นครูได้ชัดกว่าการรายงานค่าเฉลี่ยเพียงตัวเดียว

สิ่งที่พบอีกอย่าง คือ หลายคนให้ความสำคัญกับ “นวัตกรรม” มากจนเกินไป

จริงอยู่ การมีชุดกิจกรรม แบบฝึก เกม สื่อดิจิทัล หรือบทเรียนออนไลน์เป็นสิ่งที่ดี

แต่กรรมการไม่ได้ต้องการเพียงดูว่านวัตกรรมสวยหรือทันสมัยแค่ไหน

สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ

นวัตกรรมนี้แก้ปัญหาอะไร
มีหลักคิดอะไรอยู่เบื้องหลัง
ถูกทดลองใช้อย่างไร
ปรับปรุงจากข้อมูลอะไร
และผู้เรียนได้ผลอย่างไร

ถ้ามีสื่อสวยมาก แต่ไม่เห็นผลลัพธ์ของผู้เรียน งานก็ยังไม่สมบูรณ์

ในทางกลับกัน ครูบางคนอาจไม่มีเทคโนโลยีซับซ้อน ใช้เพียงใบงาน สถานการณ์ปัญหา การตั้งคำถาม และการอภิปรายในชั้นเรียน แต่สามารถแสดงให้เห็นว่านักเรียนคิดดีขึ้น อธิบายเหตุผลได้ดีขึ้น และแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

งานแบบนี้มีคุณค่ามาก

เพราะหัวใจอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ไม่ใช่ราคา หรือความซับซ้อนของเครื่องมือ

สำหรับการนำเสนอในวันประเมิน ผมมีข้อสังเกตง่าย ๆ ว่า

อย่าใช้เวลามากกับการเล่าว่า “ทำอะไรบ้าง”

ควรใช้เวลาให้มากกับการอธิบายว่า

“ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น”

ถ้ามีเวลา 15 นาที ผมไม่แนะนำให้ใช้ 10 นาทีแรกเล่าประวัติส่วนตัว โรงเรียน โครงการ และภาพกิจกรรม

ควรเข้าประเด็นให้เร็ว

เริ่มจากปัญหาของผู้เรียน
ตามด้วยวิธีที่ครูออกแบบเพื่อแก้ปัญหา
จากนั้นนำเสนอหลักฐานผลลัพธ์
แล้วจึงสรุปสิ่งที่ครูเรียนรู้จากการทำงาน

อีกเทคนิคหนึ่งที่ช่วยได้มาก คือ “หนึ่งข้ออ้าง หนึ่งหลักฐาน”

ถ้าบอกว่า นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ดีขึ้น ต้องมีหลักฐาน

ถ้าบอกว่า นักเรียนมีความมั่นใจมากขึ้น ต้องมีหลักฐาน

ถ้าบอกว่า นักเรียนทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ก็ควรมีเครื่องมือหรือร่องรอยที่สนับสนุนข้อสรุปนั้น

ไม่ควรพูดว่า “นักเรียนมีความสุขมากขึ้น” เพียงเพราะเห็นนักเรียนยิ้มในภาพถ่าย

ภาพถ่ายใช้ประกอบได้
แต่ไม่ใช่หลักฐานของผลลัพธ์ทุกเรื่อง

สิ่งที่ผมชอบเห็นมากในงาน PA คือ “ร่องรอยก่อนและหลัง”

ตัวอย่างเช่น

ชิ้นงานนักเรียนก่อนพัฒนา เทียบกับหลังพัฒนา

คำตอบของนักเรียนก่อนใช้กระบวนการใหม่ เทียบกับหลังใช้

แผนผังความคิดครั้งแรก เทียบกับครั้งหลัง

คลิปการอธิบายของนักเรียนช่วงต้น เทียบกับปลายหน่วย

สิ่งเหล่านี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนมีชีวิตกว่าตัวเลขเพียงอย่างเดียว

และอีกเรื่องที่สำคัญมาก คือ การสะท้อนคิดของครู

ครูไม่จำเป็นต้องนำเสนอว่า ทุกอย่างประสบความสำเร็จทั้งหมด

ในความเป็นจริง บางกิจกรรมอาจไม่ได้ผล
บางกลุ่มยังมีปัญหา
บางเครื่องมืออาจต้องปรับ

การบอกว่า

“ครั้งแรกกิจกรรมนี้ใช้เวลานานเกินไป นักเรียนบางกลุ่มไม่เข้าใจคำสั่ง จึงปรับใบงานและแบ่งขั้นตอนใหม่ในการสอนครั้งถัดไป”

ผมมองว่านี่สะท้อนความเป็นมืออาชีพมากกว่าการบอกว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามแผน”

เพราะงานของครูคือการสังเกต ปรับ และทดลองใหม่อยู่ตลอด

หากจะสรุปเป็นคำถามง่าย ๆ ก่อนนำเสนอ PA ผมอยากให้ครูลองตอบ 5 คำถามนี้ให้ได้

  1. นักเรียนของเรามีปัญหาอะไร
  2. เรารู้ได้อย่างไรว่าปัญหานี้มีจริง
  3. เราออกแบบการสอนอะไรเพื่อแก้ปัญหา
  4. หลังดำเนินการ นักเรียนเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  5. มีหลักฐานอะไรที่ทำให้กรรมการตรวจสอบข้อสรุปนั้นได้

ถ้าตอบได้ชัด PA จะเริ่มเป็นเรื่องเดียวกัน

ไม่ใช่แฟ้มหนึ่งส่วน
สไลด์อีกส่วน
ประเด็นท้าทายอีกเรื่อง
และหลักฐานอีกเรื่องหนึ่ง

ทุกอย่างควรเชื่อมโยงกัน

ผมอยากฝากอีกประโยคหนึ่งไว้กับครูที่กำลังเตรียม PA

“อย่าพยายามทำให้กรรมการประทับใจด้วยจำนวนงาน แต่ทำให้กรรมการเข้าใจว่า นักเรียนของท่านดีขึ้นอย่างไร เพราะการสอนของท่าน”

ท้ายที่สุด PA ไม่ควรเป็นภาระเอกสารที่ครูต้องทำเพิ่มจากการสอน

ถ้าเราวางระบบดี PA ควรเกิดจากงานในห้องเรียนจริง

สอน
เก็บข้อมูล
ดูผู้เรียน
ปรับการสอน
เก็บหลักฐาน
สะท้อนผล

สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการทำงานของครูอยู่แล้ว

เมื่อถึงวันประเมิน ครูจึงไม่จำเป็นต้องสร้าง “เรื่องใหม่” ขึ้นมาเพื่อนำเสนอ

เพียงแต่ต้องนำงานจริงที่ทำกับผู้เรียนมาต่อเป็นเรื่องเดียวกันให้เห็นว่า

“ปัญหาคืออะไร เราทำอะไร และเด็กเปลี่ยนไปอย่างไร”

ถ้าตอบคำถามนี้ได้ชัด ผมคิดว่านั่นคือ PA ที่มีความหมายต่อวิชาชีพครูจริง ๆ

เก็บตกจากประสบการณ์การทำหน้าที่คณะกรรมการประเมิน PA ของครู

#PAครู #ประเมินPA #ประเด็นท้าทาย #วิทยฐานะครู #ผลลัพธ์การเรียนรู้ #การจัดการเรียนรู้ #ActiveLearning #พัฒนาผู้เรียน

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!