Digital Learning Classroom
ความรู้ทั่วไป

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการ PA ของครู ตอนที่ 7 วันประเมิน PA ครูควรนำเสนออย่างไรในเวลาจำกัด

แชร์เรื่องนี้

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการ PA ของครู ตอนที่ 7 วันประเมิน PA ครูควรนำเสนออย่างไรในเวลาจำกัด

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นบ่อยมากในการประเมิน PA คือ

“ครูมีของดี แต่เล่าไม่ทัน”

บางคนใช้เวลาไปกับประวัติส่วนตัวนานเกินไป
บางคนอธิบายรายละเอียดทุกกิจกรรม
บางคนเปิดสไลด์จำนวนมากจนช่วงสำคัญที่สุด คือผลลัพธ์ของผู้เรียน กลับเหลือเวลาเพียงไม่กี่นาที

ตรงนี้น่าเสียดายมาก

เพราะการนำเสนอ PA ไม่ใช่การย่อรายงานทั้งเล่มมาอ่านให้กรรมการฟัง

แต่คือการ “คัดสาระ” ให้กรรมการมองเห็นคุณภาพของงานได้เร็วที่สุด

ถ้ามีเวลาประมาณ 10-15 นาที ผมมักคิดว่า ครูควรตอบให้ชัดเพียงไม่กี่เรื่อง

ปัญหาคืออะไร
ครูทำอะไร
เด็กเปลี่ยนแปลงอย่างไร
และมีหลักฐานอะไรยืนยัน

แค่นี้ก็เป็นโครงเรื่องที่แข็งแรงมากแล้ว

สิ่งแรกที่อยากแนะนำ คือ อย่าเริ่มต้นนาน

ประวัติส่วนตัว ตำแหน่ง โรงเรียน หรือรายวิชาที่สอน ควรใช้เวลาเพียงสั้น ๆ

กรรมการมีข้อมูลพื้นฐานอยู่แล้ว

สิ่งที่อยากฟังคือ

“ปีนี้ท่านกำลังแก้ปัญหาอะไรของผู้เรียน”

ถ้าเปิดเรื่องได้ชัด การนำเสนอทั้งชุดจะมีทิศทางทันที

ตัวอย่างเช่น

แทนที่จะเริ่มว่า

“ข้าพเจ้านาง… ตำแหน่งครู วิทยฐานะ… ปฏิบัติหน้าที่สอนรายวิชา… มีนักเรียนทั้งหมด…”

อาจเริ่มว่า

“ปีการศึกษานี้ ดิฉันพบว่านักเรียนชั้น ม.2 สามารถคำนวณได้ แต่ยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลของวิธีคิดได้ จากการประเมินชิ้นงานครั้งแรก มีนักเรียนเพียง 9 จาก 30 คนที่ผ่านเกณฑ์ด้านการอธิบายเหตุผล จึงนำประเด็นนี้มาเป็นโจทย์ในการพัฒนา”

เพียงไม่กี่ประโยค กรรมการจะรู้ทันทีว่า

ปัญหาคืออะไร
มีข้อมูลอะไร
และกำลังจะฟังเรื่องอะไรต่อ

นี่คือการเปิดที่ดี

หลังจากนั้น ค่อยเล่าว่า ครูออกแบบการเรียนรู้อย่างไร

ตรงนี้ผมอยากเตือนว่า

อย่าอธิบายชื่อเทคนิคยาวเกินไป

เช่น ใช้ Active Learning ตามแนวคิด… ผสมกับ… ร่วมกับ… ผ่านกระบวนการ…

ถ้าชื่อยาวมาก แต่กรรมการยังไม่รู้ว่าเด็กทำอะไร ก็ยังไม่ช่วยมากนัก

ควรพูดให้เห็นภาพว่า

“ครูเปลี่ยนวิธีสอนตรงไหน”

เช่น

เดิมครูอธิบายวิธีทำแล้วให้นักเรียนฝึก

แต่เมื่อพบว่านักเรียนอธิบายเหตุผลไม่ได้ ครูจึงปรับให้ผู้เรียนเริ่มจากสถานการณ์ปัญหา คิดเป็นรายบุคคล แลกเปลี่ยนเหตุผลในกลุ่ม แล้วนำเสนอวิธีคิดก่อนที่ครูจะช่วยสรุป

แบบนี้กรรมการเห็นการเปลี่ยนแปลงของการสอนทันที

อีกเรื่องที่ควรใช้เวลาให้มาก คือ “ผลลัพธ์”

ผมมองว่านี่ควรเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของการนำเสนอ

เพราะสุดท้ายกรรมการต้องเห็นว่า สิ่งที่ทำไปมีผลอย่างไร

อย่าพูดเพียงว่า

“ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย”

ควรแสดงข้อมูล

เช่น

ก่อนพัฒนา นักเรียนผ่านเกณฑ์ 9 คน
หลังพัฒนา ผ่านเกณฑ์ 25 คน

หรือ

คะแนนเฉลี่ยด้านการอธิบายเหตุผลเพิ่มจาก 1.8 เป็น 3.1 จากคะแนนเต็ม 4

จากนั้นควรมีชิ้นงานประกอบสัก 1-2 ตัวอย่าง

เพื่อให้เห็นว่า “ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น” มีหน้าตาเป็นอย่างไร

เช่น ก่อนพัฒนา นักเรียนตอบเพียงคำตอบสุดท้าย

แต่หลังพัฒนา นักเรียนสามารถเขียนขั้นตอน เชื่อมเหตุผล และอธิบายว่าทำไมจึงเลือกวิธีนั้น

ตรงนี้ทำให้ข้อมูลมีชีวิต

ถ้าเป็นผม ผมจะไม่ใช้เวลาเล่ากิจกรรมทุกขั้นอย่างละเอียด

แต่จะใช้เวลาให้กรรมการได้เห็น “ก่อนกับหลัง”

เพราะภาพการเปลี่ยนแปลงตอบคำถามของ PA ได้ดีที่สุด

อีกเทคนิคหนึ่งคือ

“หนึ่งสไลด์ หนึ่งความคิด”

อย่าใส่ข้อความทั้งหน้า

สไลด์ที่กรรมการต้องอ่านนาน จะทำให้กรรมการไม่ได้ฟังครู

ถ้าสไลด์เกี่ยวกับปัญหา

ให้มีตัวเลขหลัก 1-2 ตัว

ถ้าสไลด์เกี่ยวกับวิธีดำเนินงาน

ใช้แผนภาพสั้น ๆ

ถ้าสไลด์เกี่ยวกับผลลัพธ์

ใช้กราฟ ตาราง หรือชิ้นงานเปรียบเทียบ

ไม่ควรเอารายงานทั้งย่อหน้ามาวาง

เพราะสไลด์ควรช่วยพูด

ไม่ใช่แย่งพูดกับครู

อีกจุดที่พบอยู่บ่อย คือ ครูนำเสนอทุกอย่างที่ทำ

ทั้งอบรม
PLC
สร้างสื่อ
นิเทศภายใน
ทำวิจัย
เป็นวิทยากร
แข่งขันนักเรียน

งานเหล่านี้อาจดีทั้งหมด

แต่ในเวลาจำกัด ควรถามว่า

“เรื่องไหนตอบ PA มากที่สุด”

ถ้าไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นหลัก ให้ลดเวลา

อย่าให้เรื่องรองมาแย่งเวลาของเรื่องหลัก

ผมมักคิดว่า

ถ้ากรรมการจำเรื่องของครูได้เพียงเรื่องเดียวหลังจบการประเมิน

ควรจำว่าอะไร

ถ้าตอบได้ การเลือกสไลด์จะง่ายขึ้นมาก

อีกเรื่องที่มีผลมาก คือ จังหวะการพูด

ไม่ควรรีบจนกรรมการตามไม่ทัน

แต่ก็ไม่ควรอธิบายทุกจุด

เวลาแสดงกราฟ ควรหยุดให้เห็นข้อมูล

แล้วพูดว่า

“จุดที่อยากให้ดูคือ…”

เช่น

“จุดที่อยากให้ดูคือ นักเรียนกลุ่มที่เดิมไม่ผ่านเกณฑ์ 12 คน หลังพัฒนามี 9 คนที่สามารถผ่านเกณฑ์ได้”

ประโยคแบบนี้ช่วยนำสายตากรรมการ

ไม่ต้องให้กรรมการตีความกราฟเองทั้งหมด

อีกเทคนิคที่สำคัญคือ เตรียม “ประโยคแกน” ไว้

หมายถึงประโยคสั้น ๆ ที่สรุปงานของเราได้

เช่น

“โจทย์ของผมไม่ใช่ทำให้นักเรียนตอบถูกมากขึ้น แต่ทำให้นักเรียนอธิบายเหตุผลของคำตอบได้”

หรือ

“สิ่งที่ดิฉันเปลี่ยน ไม่ใช่สื่อ แต่คือวิธีตั้งคำถามในชั้นเรียน”

ประโยคแบบนี้ช่วยให้กรรมการจำสาระของงานได้

แต่ต้องเป็นประโยคที่ตรงกับข้อมูลจริง

ไม่ใช่คำโฆษณา

อีกเรื่องที่ควรเตรียม คือ คำถามที่กรรมการอาจถาม

โดยทั่วไป คำถามมักวนอยู่กับเรื่องเหล่านี้

ทำไมเลือกปัญหานี้
รู้ได้อย่างไรว่าเป็นปัญหา
ทำไมเลือกวิธีนี้
เครื่องมือวัดมีคุณภาพอย่างไร
นักเรียนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์เป็นอย่างไร
ถ้าทำต่อจะปรับอะไร

ครูที่เตรียมตอบคำถามเหล่านี้ไว้ จะตอบได้มั่นใจกว่าการท่องสคริปต์

เพราะการประเมินไม่ได้ดูเพียงสิ่งที่เตรียมมา

แต่ดูวิธีคิดของครูด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากฝาก คือ

ถ้ากรรมการถามในจุดที่งานยังมีข้อจำกัด อย่าพยายามปกปิด

เช่น ถามว่า

“ทำไมนักเรียน 4 คนยังไม่ผ่านเกณฑ์”

ไม่จำเป็นต้องตอบว่าทุกอย่างดีหมด

อาจตอบว่า

“จากการตรวจชิ้นงาน พบว่า 4 คนนี้มีปัญหาพื้นฐานด้านการอ่านโจทย์ จึงยังวิเคราะห์สถานการณ์ได้ไม่ครบ ในรอบต่อไปจึงวางแผนเพิ่มกิจกรรมช่วยอ่านและใช้โจทย์ที่แบ่งระดับความซับซ้อน”

คำตอบแบบนี้สะท้อนว่า ครูรู้จักนักเรียนของตนเอง

และรู้ว่างานยังต้องพัฒนาอะไรต่อ

สิ่งสุดท้ายที่อยากให้ครูทำก่อนวันประเมิน คือ

ลองซ้อมจริงหนึ่งรอบ

จับเวลา 10 หรือ 15 นาทีตามเวลาที่ได้รับ

ถ้าเกินเวลา

อย่าพูดให้เร็วขึ้น

ให้ “ตัดเนื้อหา”

นี่เป็นหลักสำคัญ

เพราะเมื่อพูดเร็วมาก คุณภาพการสื่อสารจะลดลงทันที

ตัดประวัติ
ตัดคำอธิบายซ้ำ
ตัดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น
ตัดหลักฐานที่ทำหน้าที่เหมือนกัน

แล้วเก็บไว้เฉพาะสิ่งที่ช่วยตอบว่า

“เด็กเปลี่ยนแปลงอย่างไร”

ถ้าจะให้ผมเสนอสูตรง่าย ๆ สำหรับการนำเสนอ PA ในเวลาประมาณ 10-15 นาที ผมจะจัดประมาณนี้

ช่วงแรก 1-2 นาที
เล่าปัญหาและข้อมูลตั้งต้น

ช่วงต่อมา 3-4 นาที
อธิบายวิธีที่ครูออกแบบเพื่อแก้ปัญหา

ช่วงหลัก 4-6 นาที
แสดงผลลัพธ์ เปรียบเทียบก่อน-หลัง และหลักฐานของผู้เรียน

ช่วงท้าย 1-2 นาที
สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ข้อจำกัด และสิ่งที่จะปรับต่อ

เวลาอาจปรับได้ตามบริบท

แต่แนวคิดสำคัญคือ

“ใช้เวลาพูดเรื่องผลลัพธ์ให้มากกว่าพูดเรื่องกิจกรรม”

เพราะในวันประเมิน กรรมการไม่ได้ต้องการรู้ทุกอย่างที่ครูทำในหนึ่งปี

กรรมการต้องการเห็นว่า

ครูรู้จักปัญหาของผู้เรียนหรือไม่
ออกแบบการสอนได้มีเหตุผลหรือไม่
ติดตามผลเป็นหรือไม่
และใช้ข้อมูลพัฒนาการสอนต่อได้หรือไม่

ดังนั้น การนำเสนอที่ดีจึงไม่ใช่การพูดให้ครบทุกสไลด์

แต่คือการทำให้กรรมการเข้าใจ “เรื่องเดียว” ได้ชัดเจน

ปัญหาอะไร

ทำอะไร

เกิดอะไรขึ้นกับผู้เรียน

และครูเรียนรู้อะไรจากกระบวนการนั้น

ถ้าสี่เรื่องนี้ชัด ต่อให้สไลด์ไม่เยอะ การนำเสนอก็มีน้ำหนักครับ

เก็บตกจากประสบการณ์การทำหน้าที่คณะกรรมการประเมิน PA ของครู

#PAครู #ประเมินPA #นำเสนอPA #ประเด็นท้าทาย #ผลลัพธ์ผู้เรียน #วิทยฐานะครู #พัฒนาการสอน #ครูมืออาชีพ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!