เก็บตกจากโต๊ะกรรมการ PA ของผู้บริหารสถานศึกษา“บริหารงานมาก” ยังไม่พอ ต้องทำให้เห็นว่า “โรงเรียนเปลี่ยนอย่างไร”
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com
__________________________________

จากประสบการณ์การทำหน้าที่คณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลง หรือ PA ของผู้บริหารสถานศึกษา สิ่งหนึ่งที่ผมพบอยู่เสมอ คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวนมากทำงานหนักมาก
ทั้งงานวิชาการ
งานบุคคล
งานงบประมาณ
งานบริหารทั่วไป
งานนโยบาย
งานชุมชน
งานเครือข่าย
งานเร่งด่วนที่เข้ามาแทบทุกวัน
แต่เมื่อถึงเวลาประเมิน PA กลับเกิดปัญหาคล้ายกับครูและศึกษานิเทศก์ คือ
“มีงานมาก แต่ยังเล่าไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง”
ในมุมของกรรมการ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ปีนี้ผู้อำนวยการทำอะไรบ้าง”
แต่คือ
“สิ่งที่ท่านบริหารจัดการ ทำให้ครู ระบบงาน โรงเรียน และผู้เรียน เปลี่ยนไปอย่างไร”
นี่คือเส้นแบ่งระหว่าง “รายงานการปฏิบัติงาน” กับ “การนำเสนอผลลัพธ์ของการบริหาร”
สิ่งแรกที่อยากฝาก คือ อย่านำเสนอ PA แบบไล่ตาม 4 ฝ่ายบริหาร
หลายท่านเริ่มจาก
งานวิชาการทำอะไร
งานบุคคลทำอะไร
งานงบประมาณทำอะไร
งานทั่วไปทำอะไร
รูปแบบนี้ไม่ผิด แต่ถ้านำเสนอเพียงเท่านี้ กรรมการจะเห็น “ภาระงาน” มากกว่า “ภาวะผู้นำ”
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
ปีนี้โรงเรียนมีปัญหาหลักอะไร
ผู้อำนวยการมองเห็นปัญหานั้นอย่างไร
ใช้ข้อมูลอะไรตัดสินใจ
ออกแบบระบบบริหารอะไรเข้าไปแก้
และหลังดำเนินการแล้วเกิดผลอย่างไร
ถ้าเล่าแบบนี้ กรรมการจะเริ่มเห็น “วิธีคิดของผู้บริหาร”
ไม่ใช่เพียงรายการงานที่ทำ
ตัวอย่างเช่น
แทนที่จะพูดว่า
“โรงเรียนได้ดำเนินการนิเทศภายใน 4 ครั้งต่อปี”
ลองเล่าว่า
“จากการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้และผลการนิเทศต้นปี พบว่าครูส่วนหนึ่งยังออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นเนื้อหามากกว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ จึงปรับระบบนิเทศภายในจากการตรวจแผน มาเป็น Coaching Cycle ที่ประกอบด้วยการร่วมวางแผน สังเกตชั้นเรียน และสะท้อนผล หลังดำเนินการพบว่าครูสามารถออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการเรียนรู้ได้ชัดขึ้น”
สองแบบนี้ต่างกันมาก
แบบแรกบอกว่า “ทำอะไร”
แบบหลังบอกว่า “บริหารอย่างไร และเกิดผลอะไร”
เรื่องที่สอง คือ ประเด็นท้าทายของผู้บริหารไม่ควรเป็นเพียง “ชื่อโครงการ”
เช่น
“การพัฒนาระบบนิเทศภายใน”
“การพัฒนาครูด้วย PLC”
“การบริหารสถานศึกษาด้วยเทคโนโลยี”
“การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้วยระบบดูแลช่วยเหลือ”
ชื่อเหล่านี้ยังเป็นเพียงหัวข้องาน
ประเด็นท้าทายควรชัดว่า โรงเรียนมีปัญหาอะไร และต้องการเปลี่ยนอะไร
ตัวอย่างเช่น
แทนที่จะเขียนว่า
“การพัฒนาระบบนิเทศภายในโดยใช้ PLC”
อาจเขียนให้เห็นผลลัพธ์ว่า
“การพัฒนาระบบนิเทศภายในแบบ Coaching ร่วมกับ PLC เพื่อยกระดับความสามารถของครูในการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก และเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนที่บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเกณฑ์”
แบบนี้จะเห็นทั้งระบบบริหาร ตัวบุคคล และผลปลายทาง
อีกเรื่องที่อยากฝากมาก คือ
ผู้บริหารต้องมี Baseline
คำว่า “พัฒนา” ต้องมีจุดเริ่มต้น
ถ้าบอกว่า
“หลังดำเนินงาน ครูร้อยละ 90 สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้”
กรรมการจะถามต่อว่า
ก่อนดำเนินการเท่าไร
ถ้าก่อนทำมีเพียงร้อยละ 45 แล้วเพิ่มเป็นร้อยละ 90 นั่นคือภาพของการเปลี่ยนแปลง
แต่ถ้าก่อนทำร้อยละ 88 แล้วเพิ่มเป็นร้อยละ 90 ความหมายต่างกันมาก
ผู้บริหารจึงควรมีข้อมูลก่อนพัฒนาเสมอ
อาจมาจาก
ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
ผลการนิเทศ
ผลการประเมินสมรรถนะครู
ข้อมูลการมาเรียน
ข้อมูลนักเรียนกลุ่มเสี่ยง
ข้อมูลการอ่าน การเขียน
หรือข้อมูลด้านอื่นที่สัมพันธ์กับโจทย์ของโรงเรียน
ข้อมูลตั้งต้นทำให้การบริหารมีเหตุผล
และทำให้ผลที่เกิดขึ้น “วัดได้”
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมพบค่อนข้างบ่อย คือ ผู้บริหารนำเสนอ “กิจกรรม” มากเกินไป
เช่น
ประชุมกี่ครั้ง
อบรมกี่ครั้ง
นิเทศกี่ครั้ง
ทำ MOU กี่แห่ง
มีเครือข่ายกี่หน่วยงาน
ทั้งหมดนี้เป็น Output
แต่กรรมการอยากเห็น Outcome
ครูเปลี่ยนหรือไม่
ระบบงานเปลี่ยนหรือไม่
พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนหรือไม่
ผู้เรียนได้รับผลอย่างไร
จำนวนกิจกรรมไม่ใช่หลักฐานของความสำเร็จเสมอไป
จัดอบรม 10 ครั้ง ไม่ได้แปลว่าครูพัฒนาขึ้น
นิเทศครบทุกชั้น ไม่ได้แปลว่าการสอนดีขึ้น
มี MOU หลายฉบับ ไม่ได้แปลว่าเครือข่ายทำงานจริง
ดังนั้น เวลานำเสนอ อย่าให้ตัวเลขของกิจกรรมมากลบตัวเลขของผลลัพธ์
อีกทริกที่ผมคิดว่าสำคัญมาก คือ
“หนึ่งข้อสรุป ต้องมีหนึ่งหลักฐาน”
ถ้าบอกว่า
“ครูมีสมรรถนะสูงขึ้น”
ต้องมีข้อมูลให้เห็น
ถ้าบอกว่า
“ระบบนิเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ต้องแสดงว่าอะไรดีขึ้น
ถ้าบอกว่า
“ผู้เรียนมีผลลัพธ์ดีขึ้น”
ต้องระบุว่าดีขึ้นเรื่องอะไร เทียบกับอะไร
อย่าใช้คำใหญ่ ถ้ายังไม่มีข้อมูลรองรับ
อีกเรื่องที่ผู้บริหารควรระวังคือ
อย่าให้ PA กลายเป็น “ผลงานของผู้อำนวยการคนเดียว”
งานบริหารโรงเรียนเป็นงานของระบบ
กรรมการจะมองว่า ผู้อำนวยการทำให้ครูและบุคลากรมีส่วนร่วมอย่างไร
ใครร่วมคิด
ใครร่วมตัดสินใจ
ใครเป็นเจ้าของงาน
ใครใช้ข้อมูล
และระบบทำงานได้หรือไม่เมื่อผู้อำนวยการไม่อยู่
นี่เป็นจุดสำคัญ
ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะผู้อำนวยการสั่งเอง ทำเอง ติดตามเองทั้งหมด งานอาจดูขยัน แต่ยังไม่สะท้อนการสร้างระบบ
ในทางกลับกัน ถ้าผู้อำนวยการสามารถทำให้หัวหน้ากลุ่มสาระ ครูแกนนำ หรือคณะกรรมการต่าง ๆ มีบทบาทชัด และสามารถขับเคลื่อนงานต่อได้ จะเห็นภาพการบริหารที่มีความยั่งยืนกว่า
อีกข้อที่อยากฝาก คือ
“อย่าอ้างผลลัพธ์ของนักเรียนไกลเกินเหตุ”
ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้อำนวยการพัฒนาระบบ PLC แล้วคะแนนนักเรียนสูงขึ้น
อย่าพูดตรง ๆ ว่า
“เพราะ PLC ทำให้ผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น”
ควรอธิบายเส้นทางให้เห็น
ระบบ PLC
→ ครูวิเคราะห์ผู้เรียนร่วมกัน
→ ปรับแผนการสอน
→ มีการนิเทศและสะท้อนผล
→ คุณภาพการจัดการเรียนรู้เปลี่ยน
→ ผลลัพธ์ผู้เรียนจึงเปลี่ยนตาม
การอธิบาย “กลไก” แบบนี้มีน้ำหนักกว่าการอ้างเหตุผลตรง ๆ
สำหรับการนำเสนอในวันประเมิน ผมอยากแนะนำว่า
อย่าใช้เวลาเล่าทุกโครงการของโรงเรียน
ให้เลือก “เรื่องหลัก” ที่สะท้อนความสามารถของผู้บริหารมากที่สุด
แล้วใช้เรื่องอื่นเป็นหลักฐานสนับสนุน
ถ้ามีเวลา 15 นาที ผมจะแบ่งประมาณนี้
ช่วงแรก 2 นาที
เล่าบริบทและปัญหาหลักของโรงเรียน
อย่าเล่าประวัติโรงเรียนนานเกินไป
กรรมการไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโรงเรียน
ควรรู้เฉพาะข้อมูลที่สัมพันธ์กับปัญหา
ช่วงต่อมา 3-4 นาที
อธิบายระบบหรือกระบวนการบริหารที่ออกแบบขึ้น
ให้เห็นว่า ผู้อำนวยการคิดอย่างไร ใช้ข้อมูลอะไร และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างไร
ช่วงหลัก 5-6 นาที
แสดงผลลัพธ์
ตรงนี้ควรใช้เวลามากที่สุด
ให้เห็น
ก่อนทำเป็นอย่างไร
หลังทำเป็นอย่างไร
ครูเปลี่ยนอะไร
ระบบเปลี่ยนอะไร
ผู้เรียนได้รับผลอย่างไร
ช่วงท้าย 2 นาที
สะท้อนสิ่งที่เรียนรู้
อะไรได้ผล
อะไรยังไม่สำเร็จ
และรอบต่อไปจะปรับอะไร
อีกทริกหนึ่งที่ช่วยมาก คือ
“หนึ่งสไลด์ หนึ่งประเด็น”
อย่าเอาข้อมูลทุกอย่างของโรงเรียนใส่ลงในสไลด์
สไลด์ PA ของผู้บริหารควรมีข้อมูลที่อ่านแล้วเห็นสาระทันที
เช่น
ก่อนพัฒนา / หลังพัฒนา
ร้อยละของครูที่ผ่านเกณฑ์
จำนวนผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงที่ลดลง
ผลการนิเทศรอบที่ 1 เทียบกับรอบที่ 3
หรือ Timeline ที่แสดงว่าระบบถูกปรับอย่างไร
กรรมการไม่ควรต้องอ่านรายงานบนจอ
สไลด์ควรช่วยให้ “มองเห็นข้อมูล”
อีกสิ่งที่ผมคิดว่ามีพลังมาก คือ “หลักฐานเชิงระบบ”
ไม่ใช่เฉพาะภาพถ่าย
เช่น
Flowchart ระบบงาน
Dashboard ข้อมูล
วงจรการนิเทศ
เครื่องมือ Coaching
ร่องรอยการประชุมที่เกิดจากการใช้ข้อมูล
ตัวอย่างแผนที่ครูปรับหลังการนิเทศ
หรือข้อมูลผู้เรียนที่ถูกนำไปใช้ตัดสินใจ
หลักฐานแบบนี้ทำให้เห็นว่า ระบบมีอยู่จริง
ไม่ใช่เป็นเพียงชื่อโครงการ
อีกเรื่องหนึ่งที่กรรมการมักสังเกต คือ
“ถ้าผู้อำนวยการย้าย ระบบนี้ยังอยู่ไหม”
คำถามนี้สำคัญมาก
เพราะระบบที่ดีควรฝังอยู่ในงานของโรงเรียน
มีคนรับผิดชอบ
มีเครื่องมือ
มีข้อมูล
มีรอบการดำเนินงาน
และมีการติดตาม
ไม่ควรพึ่งตัวบุคคลเพียงคนเดียว
ถ้าผู้บริหารตอบได้ว่า
ระบบนี้ถูกบรรจุไว้ในแผนงาน
มีคณะทำงาน
มีรอบการติดตาม
มีเครื่องมือใช้ร่วมกัน
และบุคลากรสามารถดำเนินการต่อได้
งานจะดูเป็น “ระบบ” มากขึ้น
อีกจุดหนึ่งที่อยากฝาก คือ อย่ากลัวที่จะบอกปัญหา
บางท่านนำเสนอเหมือนทุกอย่างสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์
แต่ในโลกจริง โรงเรียนย่อมมีเรื่องที่ยังไม่สำเร็จ
เช่น
ครูบางคนยังไม่เปลี่ยนวิธีสอน
นักเรียนบางกลุ่มยังไม่ผ่านเกณฑ์
ระบบข้อมูลยังไม่สมบูรณ์
ผู้ปกครองบางกลุ่มยังมีส่วนร่วมน้อย
การพูดตรง ๆ ไม่ทำให้งานด้อยลง
ถ้าผู้อำนวยการสามารถอธิบายได้ว่า
“พบอะไร และจะทำอะไรต่อ”
สิ่งนี้สะท้อนการบริหารที่ใช้ข้อมูลจริงมากกว่า
สุดท้าย ผมอยากให้ผู้บริหารลองถามตัวเองก่อนวันประเมินว่า
ถ้าตัด
คำสั่ง
เกียรติบัตร
ภาพกิจกรรม
ชื่อโครงการ
และคำชื่นชม
ออกไปทั้งหมด
ยังมีข้อมูลอะไรเหลืออยู่ที่ยืนยันว่า
“โรงเรียนของเราดีขึ้น”
ถ้ายังมีข้อมูลให้เห็นว่า
ครูทำงานดีขึ้น
ระบบมีความชัดขึ้น
ปัญหาบางเรื่องลดลง
และผู้เรียนได้รับผลที่ดีขึ้น
นี่คือเนื้อแท้ของ PA
ผมมองว่า PA ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ดี ไม่ควรทำให้กรรมการรู้เพียงว่า
“ผู้อำนวยการทำงานหนัก”
แต่ควรทำให้เห็นว่า
“ผู้อำนวยการทำให้ระบบทำงาน”
และเมื่อระบบทำงานดีขึ้น
ครูก็มีเงื่อนไขในการสอนที่ดีขึ้น
ผู้เรียนได้รับการดูแลที่ดีขึ้น
โรงเรียนตัดสินใจจากข้อมูลได้ดีขึ้น
ตรงนี้ต่างหากที่สะท้อนความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษา
ก่อนจบ ผมอยากฝากประโยคหนึ่งไว้
“PA ของผู้บริหาร ไม่ควรเป็นเรื่องว่า ผู้อำนวยการทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่ควรเป็นเรื่องว่า ผู้อำนวยการทำให้โรงเรียนเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร”
ถ้าตอบคำถามนี้ได้ชัด
การเขียน PA จะชัด
การเลือกหลักฐานจะง่าย
และการนำเสนอจะมีทิศทางมากขึ้น
เก็บตกจากประสบการณ์การทำหน้าที่คณะกรรมการประเมิน PA ของผู้บริหารสถานศึกษา
#PAผู้บริหาร #PAผู้อำนวยการสถานศึกษา #ประเมินPA #ผู้บริหารสถานศึกษา #ประเด็นท้าทาย #การบริหารสถานศึกษา #ผลลัพธ์ผู้เรียน #พัฒนาครู #บริหารด้วยข้อมูล

