แนวทางเตรียมรายงานผลและนำเสนอ PA สำหรับครูปฐมวัยจาก “กิจกรรมที่ครูจัด” สู่ “พัฒนาการของเด็กที่เปลี่ยนแปลง”
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com
__________________________________
การประเมิน PA ของครูปฐมวัยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากครูในระดับชั้นอื่น เพราะเป้าหมายของการจัดประสบการณ์ไม่ได้อยู่ที่คะแนนสอบหรือผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเป็นหลัก แต่อยู่ที่พัฒนาการของเด็กตามวัย ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมถึงพฤติกรรมและทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในระยะต่อไป

ดังนั้น เวลาครูปฐมวัยจะเขียน PA หรือเตรียมนำเสนอผลงาน สิ่งแรกที่ควรตอบให้ได้คือ
“เด็กของเรามีปัญหาอะไร และปัญหานั้นอยู่ในระดับใด”
คำว่า “ปัญหา” ในปฐมวัย ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความบกพร่องหรือความผิดปกติ
อาจเป็นเพียงพัฒนาการบางด้านที่เด็กส่วนหนึ่งยังทำไม่ได้ตามที่คาดหวัง หรือยังต้องได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม
เช่น
เด็กจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถรอคอยหรือปฏิบัติตามข้อตกลงของห้องได้
เด็กบางคนยังไม่กล้าพูดหรือสื่อสารความต้องการของตนเอง
เด็กส่วนใหญ่ยังเล่าเรื่องจากภาพได้ไม่ต่อเนื่อง
เด็กยังใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไม่คล่อง
เด็กยังช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันได้ไม่เหมาะสมตามวัย
หรือเด็กยังทำงานร่วมกับเพื่อนได้ไม่นาน
ตรงนี้คือจุดตั้งต้นของ PA ที่ดี
ไม่ใช่เริ่มจากคำว่า
“ปีนี้จะทำกิจกรรมอะไรดี”
แต่ควรเริ่มจาก
“เด็กของเรายังต้องพัฒนาอะไร”
เมื่อมองระดับของปัญหา ผมแนะนำให้ครูแบ่งง่าย ๆ เป็น 3 ระดับ
ระดับแรก คือ ปัญหาที่พบเฉพาะเด็กบางคน
เช่น เด็ก 2-3 คนยังไม่กล้าพูดกับเพื่อน หรือยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้บางเรื่อง
กรณีนี้อาจเหมาะกับการช่วยเหลือรายบุคคล หรือจัดกิจกรรมเสริมเฉพาะกลุ่ม
ถ้าจะนำมาเป็นประเด็นท้าทายของ PA ต้องพิจารณาว่า ปัญหานั้นมีนัยสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก และครูสามารถเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดหรือไม่
ระดับที่สอง คือ ปัญหาที่พบในเด็กกลุ่มหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
เช่น เด็กประมาณหนึ่งในสามของห้องยังจับดินสอไม่ถูกวิธี
เด็กกลุ่มหนึ่งยังไม่สามารถเล่าเหตุการณ์ตามลำดับ
หรือยังทำงานร่วมกับเพื่อนได้ไม่นาน
ปัญหาระดับนี้เหมาะมากสำหรับนำมาออกแบบกิจกรรมพัฒนา เพราะครูสามารถจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่มควบคู่กับกิจกรรมทั้งห้อง และติดตามพัฒนาการรายบุคคลได้
ระดับที่สาม คือ ปัญหาที่พบในเด็กส่วนใหญ่ของห้อง
เช่น เด็กส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการสื่อสาร
ยังควบคุมอารมณ์เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการไม่ได้
หรือยังขาดทักษะพื้นฐานด้านการคิด การสังเกต และการแก้ปัญหา
ปัญหาลักษณะนี้เหมาะกับการนำมาเป็นประเด็นท้าทาย เพราะสะท้อนโจทย์ของชั้นเรียนชัดเจน และสามารถออกแบบประสบการณ์อย่างเป็นระบบได้
สิ่งสำคัญคือ ต้องมี “ข้อมูลตั้งต้น”
อย่าเขียนเพียงว่า
“เด็กไม่ค่อยกล้าพูด”
ควรเขียนให้เห็นว่า รู้ได้อย่างไร
เช่น
จากการสังเกตเด็กจำนวน 25 คน พบว่า 15 คนยังไม่สามารถเล่าเรื่องจากประสบการณ์ของตนเองได้ต่อเนื่องเกิน 2-3 ประโยค
หรือ
จากแบบบันทึกพัฒนาการ พบว่า เด็ก 12 จาก 20 คนยังต้องได้รับการช่วยเหลือในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการฉีก ตัด และร้อยวัสดุ
ข้อมูลแบบนี้ทำให้ปัญหามีน้ำหนักมากกว่าความรู้สึกของครู
ต่อมาคือ การเขียนประเด็นท้าทาย
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คือ เขียนเป็นชื่อกิจกรรม เช่น
“การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์”
“การจัดกิจกรรมเกมการศึกษา”
“การใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์”
เพราะชื่อเหล่านี้ยังไม่บอกว่า เด็กจะพัฒนาอะไร
ควรเขียนให้เห็น “พัฒนาการที่ต้องการเปลี่ยน”
เช่น
“การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์”
หรือ
“การพัฒนาความสามารถในการสื่อสารและเล่าเรื่องของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมเล่านิทานและบทบาทสมมติ”
หรือ
“การพัฒนาทักษะการรอคอยและการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมเล่นร่วมกันอย่างมีข้อตกลง”
สังเกตว่า กิจกรรมยังมีอยู่
แต่ทำหน้าที่เป็น “วิธีพัฒนา”
ไม่ใช่ “เป้าหมาย”
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก คือ อย่าใช้เกณฑ์แบบประถมมาวัดเด็กปฐมวัย
ไม่ควรเน้นคำว่า
คะแนนก่อนเรียน
คะแนนหลังเรียน
ข้อสอบ
ผ่านร้อยละ 80
เพียงอย่างเดียว
การประเมินเด็กปฐมวัยควรใช้การสังเกตพฤติกรรม การบันทึกพัฒนาการ ชิ้นงาน การสนทนา การเล่น และภาระงานที่เหมาะกับวัย
ตัวอย่างเช่น หากต้องการพัฒนาการสื่อสาร
ควรมีหลักฐานอย่าง
คลิปการเล่าเรื่อง
แบบบันทึกการพูด
พฤติกรรมการสนทนา
หรือจำนวนคำและลำดับเหตุการณ์ที่เด็กสามารถเล่าได้
ถ้าต้องการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก
ควรมีหลักฐานอย่าง
ผลงานการวาด
การร้อยลูกปัด
การฉีก ตัด ปะ
หรือแบบสังเกตการใช้มือและนิ้ว
ถ้าต้องการพัฒนาการควบคุมอารมณ์
ควรมีบันทึกพฤติกรรมว่า เด็กสามารถรอคอย ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสมได้มากขึ้นเพียงใด
ตรงนี้คือสิ่งที่กรรมการอยากเห็น
“เด็กเปลี่ยนอย่างไร”
อีกเทคนิคหนึ่งที่ผมแนะนำ คือ การใช้หลักฐาน “ก่อน ระหว่าง และหลัง”
ก่อนทำ
บันทึกว่าเด็กทำอะไรได้หรือยังทำไม่ได้
ระหว่างทำ
เก็บร่องรอยการเปลี่ยนแปลง เช่น จากเดิมทำไม่ได้ เริ่มทำได้เมื่อมีครูช่วย แล้วค่อยทำได้ด้วยตนเอง
หลังทำ
สรุปว่าเด็กทำได้ระดับใด
วิธีนี้เหมาะกับเด็กปฐมวัยมากกว่าการเปรียบเทียบคะแนนเพียงสองครั้ง
อีกเรื่องหนึ่งคือ การเลือกตัวอย่างเด็ก
อย่านำเสนอเฉพาะเด็กที่เก่งที่สุด
ควรมีตัวอย่างเด็กที่พัฒนาชัด
เด็กที่พัฒนาในระดับปานกลาง
และเด็กที่ยังต้องได้รับการช่วยเหลือ
เพราะจะสะท้อนว่า ครูรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล
และถ้ากรรมการถามว่า
“แล้วเด็กที่ยังไม่พัฒนา ครูทำอย่างไร”
ครูจะตอบได้ทันที
การเตรียมรายงานผล ผมแนะนำให้เขียนเป็นเส้นเรื่องเดียวกัน
เริ่มจาก
บริบทของเด็กในห้อง
ปัญหาที่พบ
ข้อมูลตั้งต้น
แนวทางที่ครูออกแบบ
กิจกรรมที่นำมาใช้
ผลที่เกิดขึ้น
และสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ
อย่าแยกทุกส่วนออกจากกันจนกรรมการต้องเชื่อมเรื่องเอง
ยิ่งเป็นปฐมวัย ควรมีภาพพัฒนาการของเด็กที่เห็นได้ชัด
เช่น
ก่อนพัฒนา เด็กไม่กล้าเล่าเรื่องหน้าชั้น
ระหว่างพัฒนา เริ่มเล่าได้เมื่อมีภาพช่วย
หลังพัฒนา สามารถเล่าเหตุการณ์สั้น ๆ ด้วยตนเอง
นี่คือ “เรื่องของเด็ก” ที่ควรอยู่ใน PA
ไม่ใช่เพียงเรื่องของกิจกรรมที่ครูจัด
สำหรับการนำเสนอในวันประเมิน อย่าใช้เวลามากกับการเล่าทุกกิจกรรม
ควรเลือกกิจกรรมหลัก 2-3 กิจกรรมที่เห็นพัฒนาการของเด็กชัด
จากนั้นให้ดูหลักฐาน
เช่น
คลิปสั้นก่อนและหลัง
ชิ้นงานก่อนและหลัง
แบบบันทึกพฤติกรรม
กราฟจำนวนเด็กในแต่ละระดับพัฒนาการ
แต่กราฟหรือข้อมูลไม่ควรใช้เพียงตัวเลข
ควรมีเรื่องของเด็กประกอบ
เช่น
“เด็กชาย ก. ช่วงแรกไม่ยอมพูดหน้ากลุ่มเลย แต่หลังจากใช้กิจกรรมเล่านิทานคู่กับบทบาทสมมติประมาณ 4 สัปดาห์ เริ่มพูดเป็นประโยคสั้น ๆ และสามารถเล่าเหตุการณ์จากภาพได้ 3-4 ประโยค”
เรื่องแบบนี้ทำให้กรรมการเห็นพัฒนาการจริง
อีกเรื่องที่ควรระวังคือ อย่าตีความพัฒนาการของเด็กเกินข้อมูล
ถ้าเด็กดีขึ้นด้านการรอคอย อย่ารีบสรุปว่า “เด็กมีวินัยสูงขึ้นทุกด้าน”
ถ้าเด็กเล่าเรื่องดีขึ้น อย่ารีบสรุปว่า “สติปัญญาพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน”
ควรสรุปเท่าที่หลักฐานรองรับ
จะทำให้งานน่าเชื่อถือมากขึ้น
ก่อนวันประเมิน ครูปฐมวัยควรถามตัวเองให้ได้ 5 ข้อ
เด็กของเรามีปัญหาอะไร
รู้ได้จากหลักฐานอะไร
เราออกแบบประสบการณ์อะไร
เด็กเปลี่ยนอย่างไร
และใครยังต้องได้รับการช่วยเหลือต่อ
ถ้าตอบได้ครบ งาน PA จะชัดมาก
ผมอยากฝากอีกประโยคหนึ่งไว้สำหรับครูปฐมวัย
“PA ของเด็กปฐมวัย ไม่ควรทำให้กรรมการเห็นว่าครูจัดกิจกรรมได้มากแค่ไหน แต่ควรทำให้เห็นว่า เด็กเติบโตขึ้นอย่างไรจากประสบการณ์ที่ครูออกแบบ”
นี่คือหัวใจของการนำเสนอ PA ปฐมวัย
เพราะในระดับนี้
สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่คะแนน
แต่คือพัฒนาการของเด็กที่ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านการเล่น การลงมือทำ การสื่อสาร และการได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมกับวัย

