Digital Learning Classroom
บทความวิจัยวิทยฐานะเชี่ยวชาญหลักการและแนวคิด

เทคนิคการสำรวจความต้องการจำเป็นด้วยดัชนี PNI Modified สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (Invent and Transform)

แชร์เรื่องนี้

เทคนิคการสำรวจความต้องการจำเป็นด้วยดัชนี PNI Modified สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (Invent and Transform)

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

บทนำ: บริบทการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การบริหารสถานศึกษาสู่การสร้างนวัตกรรมเชิงประจักษ์

การปฏิรูประบบการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ (ว.PA) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ที่สำคัญยิ่งในระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องการเสนอขอรับการประเมินเพื่อให้มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดระดับการปฏิบัติที่คาดหวังสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญไว้ที่ความสามารถในการคิดค้นและปรับเปลี่ยน (Invent and Transform) ซึ่งเป็นระดับที่ก้าวข้ามการเพียงแค่แก้ไขปัญหาหรือการริเริ่มพัฒนา ไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในบริบทนั้นๆ ตลอดจนการนำนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้เพื่อพลิกโฉมหรือปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการสถานศึกษาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม1

การทำความเข้าใจระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในแต่ละวิทยฐานะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในการออกแบบความลุ่มลึกของงานวิจัย โดย ก.ค.ศ. ได้จำแนกความคาดหวังออกเป็นระดับต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางวิชาชีพที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับความเชี่ยวชาญ3 ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามหลักเกณฑ์ ว.PA เพื่อให้เห็นความแตกต่างของความมุ่งหวังในแต่ละวิทยฐานะอย่างเป็นระบบ

วิทยฐานะระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง (Expectation Level)คำอธิบายพฤติกรรมบ่งชี้เชิงวิชาชีพ
ไม่มีวิทยฐานะปรับประยุกต์ (Apply and Adapt)สามารถนำความรู้และทฤษฎีพื้นฐานมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน
ชำนาญการแก้ไขปัญหา (Solve the Problem)สามารถเผชิญกับบริบทที่ท้าทายและประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ลุล่วงได้
ชำนาญการพิเศษริเริ่ม พัฒนา (Originate and Improve)สามารถปรับปรุงพัฒนางานให้ดีกว่าเดิม สร้างรูปแบบใหม่เบื้องต้นที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพสถานศึกษา
เชี่ยวชาญคิดค้นและปรับเปลี่ยน (Invent and Transform)สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีมาก่อน และนำไปปรับเปลี่ยนระบบ โครงสร้าง หรือวัฒนธรรมองค์กรจนเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่ยั่งยืน และเป็นแบบอย่างได้
เชี่ยวชาญพิเศษสร้างการเปลี่ยนแปลง (Create an Impact)สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างระดับมหภาค เผยแพร่และขยายผลนวัตกรรมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงวิชาชีพ

จากตารางข้างต้น การคิดค้น (Invent) ในมิติของผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึงการสร้างรูปแบบการบริหาร กลยุทธ์ หรือระบบงานใหม่ๆ ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดทางวิชาการและทฤษฎีที่เชื่อถือได้ ส่วนการปรับเปลี่ยน (Transform) หมายถึงการนำรูปแบบที่คิดค้นขึ้นไปใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง วัฒนธรรมองค์กร หรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูทั้งระบบ ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์และสมรรถนะของผู้เรียนอย่างยั่งยืน โดยต้องสามารถถ่ายทอดเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นนำไปปรับใช้ได้7

เพื่อให้การคิดค้นนวัตกรรมดังกล่าวมีความตรงตามบริบทและสามารถแก้ไขปัญหาหรือยกระดับสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง การเริ่มต้นกระบวนการวิจัยและพัฒนาด้วยการสำรวจความต้องการจำเป็น (Needs Assessment) จึงเป็นขั้นตอนปฐมภูมิที่ขาดไม่ได้ หากปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสถานศึกษามีความต้องการในเรื่องใดอย่างแท้จริง นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นอาจกลายเป็นเพียงนวัตกรรมที่ล่องลอยและไม่ตอบโจทย์การปรับเปลี่ยนองค์กร คู่มือฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการอธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับเทคนิคการสำรวจความต้องการจำเป็นโดยใช้ดัชนี Modified Priority Needs Index (PNI modified) เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานข้อมูลในการออกแบบนวัตกรรมสำหรับการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทฤษฎีและพัฒนาการของการประเมินความต้องการจำเป็น

การประเมินความต้องการจำเป็นเป็นกระบวนการวิจัยเชิงประเมินที่เป็นระบบ เพื่อค้นหาความแตกต่างระหว่างสภาพที่ควรจะเป็นหรือความคาดหวังในอุดมคติ และสภาพที่เป็นอยู่จริงหรือการปฏิบัติจริงในปัจจุบันขององค์กร9 ผลลัพธ์จากการประเมินจะช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถระบุช่องว่างทางวิชาการและการบริหารที่วิกฤตที่สุด และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาเพื่อจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมได้อย่างแม่นยำ เป็นการหลีกเลี่ยงการลองผิดลองถูกที่อาจทำให้สูญเสียทั้งงบประมาณและเวลา12 การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการประเมินความต้องการจำเป็นจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์และเป็นบวก9

ในอดีต การวิเคราะห์และจัดลำดับความต้องการจำเป็นมักอาศัยกรอบแนวคิดของ Witkin (1984) และ Kaufman & English (1979) ซึ่งเน้นไปที่การใช้สูตรแบบผลต่างค่าเฉลี่ย (Mean Difference Method: MDF) ที่คำนวณจากการนำค่าความคาดหวังลบด้วยค่าสภาพที่เป็นอยู่จริง14 อย่างไรก็ตาม วิธีการผลต่างค่าเฉลี่ยนี้มีข้อจำกัดทางสถิติที่สำคัญคือ การไม่คำนึงถึงระดับฐานของสภาพที่เป็นอยู่จริง ทำให้รายการประเมินสองรายการที่มีผลต่างเท่ากันถูกจัดว่ามีความต้องการจำเป็นเท่ากัน ทั้งที่ในความเป็นจริง รายการที่มีระดับฐานสภาพปัจจุบันต่ำกว่าควรได้รับการพิจารณาและพัฒนาเร่งด่วนกว่า14

เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว Borich (1980) ได้พัฒนารูปแบบการประเมินที่เรียกว่า Borich Needs Assessment Model โดยเสนอสูตร Mean Weighted Discrepancy Score (MWDS) ซึ่งเป็นการนำผลต่างมาถ่วงน้ำหนักด้วยค่าความคาดหวังเฉลี่ย เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและให้ความสำคัญกับรายการที่กลุ่มตัวอย่างคาดหวังสูง12 โมเดลของ Borich ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในการประเมินความต้องการด้านการพัฒนาวิชาชีพของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการประเมินหลักสูตรและสมรรถนะของผู้บริหาร18

ต่อมาในบริบทการวิจัยการศึกษาของประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.สุวิมล ว่องวาณิช และศาสตราจารย์ ดร.นงลักษณ์ วิรัชชัย ได้ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงสูตรของ Borich จนเกิดเป็นดัชนี Priority Needs Index Modified (PNI modified) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการวิจัยที่ต้องการความละเอียดอ่อนในการจัดลำดับความสำคัญมากยิ่งขึ้น14 ดัชนี PNI modified ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมขนาดของความต้องการจำเป็นให้อยู่ในพิสัยที่ไม่มีช่วงกว้างมากเกินไป และให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์ระหว่างรายการประเมินที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยใช้สูตรการคำนวณดังนี้

ตัวแปรในสมการดังกล่าวมีความหมายเฉพาะเจาะจง โดย แทนสภาพที่ควรจะเป็นหรือความคาดหวังที่องค์กรต้องการไปให้ถึง และ แทนสภาพที่เป็นอยู่จริงหรือระดับการปฏิบัติที่ปรากฏในปัจจุบัน21 เหตุผลสำคัญทางสถิติที่ใช้ เป็นตัวหาร คือการนำผลต่างมาปรับให้เป็นอัตราส่วนเชิงสัมพัทธ์ โดยใช้สภาพที่เป็นจริงเป็นฐานข้อมูลหลัก ทำให้ค่าที่คำนวณได้สามารถเปรียบเทียบข้ามรายการประเมินที่มีระดับคะแนนพื้นฐานแตกต่างกันได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ แตกต่างจากวิธีผลต่างค่าเฉลี่ยที่รายการซึ่งมีผลต่างเท่ากันจะถูกจัดว่าจำเป็นเท่ากันเสมอ14

การพิจารณาค่าที่ได้จากการคำนวณนั้น หากค่า PNI มีค่าใกล้ศูนย์ แสดงว่าช่องว่างระหว่างความคาดหวังและการปฏิบัติจริงมีน้อยมาก สถานศึกษาสามารถรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้ ในทางตรงกันข้าม หากค่า มีค่ามากกว่า ค่า PNI จะออกมาเป็นค่าลบ ซึ่งหมายความว่าสภาพที่เป็นจริงสูงกว่าระดับที่คาดหวังไว้ จึงไม่ถือเป็นความต้องการจำเป็นที่จะต้องนำมาจัดลำดับเพื่อการพัฒนา14

นอกจากดัชนี PNI modified แล้ว ในกระบวนการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นเชิงลึก ผู้บริหารสถานศึกษายังสามารถบูรณาการเครื่องมือ Locus for Focus (LFF) Model เพื่อช่วยวิเคราะห์ผลคู่ขนานได้อีกด้วย โมเดล LFF จะช่วยจัดลำดับความสำคัญโดยการแสดงผลความต้องการจำเป็นในรูปแบบกราฟสองมิติ โดยแกนนอนแทนค่าเฉลี่ยของสภาพที่ควรจะเป็น และแกนตั้งแทนค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างสภาพที่ควรจะเป็นและสภาพที่เป็นอยู่จริง กราฟจะถูกแบ่งออกเป็นสี่จตุภาค ซึ่งจตุภาคที่สะท้อนความต้องการจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดคือจตุภาคที่มีความคาดหวังสูงและมีผลต่างสูง การพิจารณาผลวิเคราะห์จาก PNI modified ร่วมกับโมเดล LFF จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการคัดเลือกโจทย์วิจัยในการคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างบูรณาการและแม่นยำ10

ขั้นตอนเชิงลึกในการดำเนินการวิจัยสำรวจความต้องการจำเป็นระดับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

การดำเนินการวิจัยเพื่อสำรวจความต้องการจำเป็นของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ต้องสะท้อนความลุ่มลึกทางวิชาการ ความเป็นระบบ และความสามารถในการนำผลวิเคราะห์ไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่ปรับเปลี่ยนองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะการทำงานเชิงลึก ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1: การกำหนดขอบข่ายองค์ประกอบเชิงนวัตกรรมและการนิยามเชิงปฏิบัติการ

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการวิจัยคือการกำหนดขอบข่ายหรือโดเมนของการบริหารจัดการที่ต้องการสำรวจให้มีความครอบคลุมและลุ่มลึก ผู้บริหารสถานศึกษาต้องทบทวนวรรณกรรม นโยบายระดับชาติของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนบริบทความท้าทายเฉพาะด้านของสถานศึกษาอย่างละเอียด9 สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญที่มุ่งเน้นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน ขอบข่ายองค์ประกอบไม่ควรเป็นเพียงกระบวนการบริหารงานทั่วไป แต่ต้องเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบงานทั้งโรงเรียน

กระบวนการนี้ต้องการให้ผู้บริหารทำการแตกองค์ประกอบหลักออกเป็นตัวบ่งชี้หรือรายการประเมินที่สามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี ตัวอย่างเช่น หากสนใจเรื่องการบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้อาจครอบคลุมถึง การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาความรอบรู้ทางดิจิทัลของครู การสร้างนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการบูรณาการเทคโนโลยีเข้าสู่การวัดและประเมินผล13 หากสนใจเรื่องการบริหารแบบมีส่วนร่วม ตัวบ่งชี้ต้องสะท้อนถึงการสร้างเครือข่าย กระบวนการตัดสินใจร่วมกันของคณะกรรมการสถานศึกษา และการประเมินผลเชิงพหุภาคี24 การกำหนดองค์ประกอบที่ชัดเจนและมีฐานทฤษฎีรองรับจะช่วยให้การสร้างข้อคำถามในระยะต่อไปมีความเที่ยงตรงสูง

ระยะที่ 2: การพัฒนาเครื่องมือวิจัยแบบมาตราส่วนคู่ขนานและการตรวจสอบคุณภาพ

เมื่อได้นิยามเชิงปฏิบัติการและรายการตัวบ่งชี้ครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างเครื่องมือวิจัย เครื่องมือที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐานสากลที่สุดสำหรับการสำรวจความต้องการจำเป็นคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (5-Point Likert Scale) ที่ออกแบบในลักษณะคู่ขนาน ในแบบสอบถามลักษณะนี้ ผู้ตอบจะต้องประเมินทั้งสภาพที่เป็นอยู่จริงและสภาพที่ควรจะเป็นไปพร้อมๆ กันในทุกข้อคำถาม เพื่อให้ผู้วิจัยสามารถนำคะแนนทั้งสองมิติมาประมวลผลดัชนี PNI modified ได้21

เกณฑ์การให้คะแนนแบบมาตราส่วน 5 ระดับ ถูกนิยามอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในการตีความ โดย 5 คะแนน หมายถึง สภาพที่เป็นอยู่หรือความคาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด ลดหลั่นลงมาจนถึง 1 คะแนน ซึ่งหมายถึงระดับน้อยที่สุด21 ช่วงคะแนนที่แคบเกินไปอาจไม่สะท้อนความแตกต่าง แต่มาตรา 5 ระดับถือเป็นความสมดุลที่ได้รับการยอมรับในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์

เครื่องมือที่สร้างขึ้นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด เริ่มจากการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยนำเครื่องมือไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษาหรือด้านการวิจัยประเมิน เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ข้อคำถามที่ได้รับการยอมรับควรมีค่าความสอดคล้องตามเกณฑ์ที่กำหนด หลังจากนั้นจะต้องนำไปทดลองใช้กับกลุ่มประชากรที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมายจริง เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เครื่องมือวิจัยที่ดีควรมีค่าความเชื่อมั่นไม่น้อยกว่า 0.70 ขึ้นไป ซึ่งจะยืนยันว่าเครื่องมือดังกล่าวมีความคงเส้นคงวาและพร้อมสำหรับการนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลจริง27

ระยะที่ 3: ยุทธศาสตร์การกำหนดประชากรและการเก็บรวบรวมข้อมูลพหุพาคี

เพื่อให้ภาพการประเมินสะท้อนความเป็นจริงอย่างรอบด้าน ผู้บริหารสถานศึกษาต้องไม่พึ่งพาเพียงมุมมองของตนเองหรือผู้ช่วยผู้บริหารเพียงไม่กี่คน กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างควรครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในสถานศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอนทุกระดับชั้น หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และในบางกรณีอาจรวมถึงตัวแทนผู้ปกครองหรือผู้นำชุมชน24

การเก็บข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลายจะช่วยก่อให้เกิดการตรวจสอบสามเส้า ซึ่งช่วยลดอคติและทำให้ผลการประเมินมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น29 สำหรับจำนวนกลุ่มตัวอย่างนั้น ตามหลักสถิติที่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์เพื่อหาค่าประมาณที่มีความเสถียร ควรมีผู้ตอบแบบสอบถามอย่างน้อย 30 คนขึ้นไป หากสถานศึกษามีขนาดใหญ่ การใช้สูตรคำนวณกลุ่มตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) หรือตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ร่วมกับการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ จะช่วยรับประกันความเป็นตัวแทนที่ดีของข้อมูล14

ระยะที่ 4: กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติและการคำนวณดัชนี PNI Modified

เมื่อรวบรวมข้อมูลครบถ้วน ขั้นตอนสำคัญคือการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบการวิเคราะห์ทางสถิติ ซึ่งมีลำดับการดำเนินการที่ชัดเจนดังนี้

  1. คำนวณหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของสภาพที่ควรจะเป็น และสภาพที่เป็นอยู่จริงในแต่ละข้อคำถามและในแต่ละองค์ประกอบหลัก
  2. คำนวณหาผลต่างระหว่างสภาพที่ควรจะเป็นและสภาพที่เป็นอยู่
  3. ประยุกต์ใช้สูตร PNI modified โดยนำผลต่างที่ได้หารด้วยค่าเฉลี่ยของสภาพที่เป็นอยู่จริงในแต่ละข้อ21
  4. จัดลำดับค่า PNI modified ที่คำนวณได้จากมากไปหาน้อย เพื่อระบุรายการที่สถานศึกษามีความต้องการพัฒนาเร่งด่วนที่สุด14

เพื่อให้เห็นภาพการวิเคราะห์ที่เป็นรูปธรรม ตารางที่ 2 จำลองผลการประเมินความต้องการจำเป็นด้านสมรรถนะการบริหารสถานศึกษาเชิงนวัตกรรม โดยแสดงรายละเอียดการคำนวณและเกณฑ์การตีความ

ลำดับความสำคัญรายการประเมินตัวบ่งชี้ด้านการบริหารเชิงนวัตกรรมสภาพที่คาดหวัง (I)สภาพที่เป็นอยู่ (D)ผลต่าง (I – D)ค่า PNI modifiedการตีความระดับความจำเป็น
1การพัฒนาและปรับเปลี่ยนหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะเชิงบูรณาการ4.853.051.800.5901สูง (ควรพัฒนาเร่งด่วนที่สุด)
2การบริหารจัดการระบบนิเวศเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้แบบตอบโต้4.703.251.450.4461สูง (ควรพัฒนาเร่งด่วน)
3การปรับโครงสร้างระบบการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูเชิงลึก4.653.750.900.2400ปานกลาง
4การปฏิรูปการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยเชื่อมโยงทรัพยากรจากภาคประชาสังคม4.503.650.850.2328ปานกลาง
5การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญา4.403.900.500.1282ต่ำ

จากตารางจำลองข้างต้น ค่าดัชนี PNI modified ได้สะท้อนความต้องการจำเป็นที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบ โดยใช้เกณฑ์เชิงพรรณนามาตรฐานซึ่งกำหนดว่า ค่าที่มากกว่า 0.30 ถือว่ามีความต้องการจำเป็นในระดับสูงและควรได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ค่าระหว่าง 0.20 ถึง 0.30 อยู่ในระดับปานกลาง ค่าระหว่าง 0.10 ถึง 0.20 อยู่ในระดับต่ำ และค่าที่ต่ำกว่า 0.10 ถือว่ามีความต้องการจำเป็นต่ำมากจนสามารถคงสภาพปัจจุบันไว้ได้14 ในกรณีนี้ ประเด็นเรื่องการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะมีค่า PNI modified สูงสุด ซึ่งชี้ชัดว่าเป็นโจทย์วิจัยอันดับแรกที่ผู้บริหารต้องนำไปดำเนินการต่อ

ระยะที่ 5: การสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” (Translating Needs to Invent and Transform)

ขั้นตอนสุดท้ายนี้คือจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดระหว่างกระบวนการทางสถิติและศิลปะการบริหารจัดการ ซึ่งจะชี้ขาดความสำเร็จในการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ การได้มาซึ่งค่า PNI modified อันดับหนึ่งไม่ได้หมายถึงการสรุปรายงานวิจัยแล้วจบไป แต่หมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ7

ผู้บริหารสถานศึกษาต้องไม่พึ่งพาเพียงการซื้อโซลูชันสำเร็จรูปหรือนำวิธีการบริหารแบบดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้ แต่ต้องริเริ่มกระบวนการวิจัยและพัฒนาซึ่งแบ่งเป็น 4 ระยะอย่างชัดเจน คือการศึกษาช่องว่างและบริบท การออกแบบนวัตกรรม การนำไปทดลองใช้ และการประเมินผล7 ยกตัวอย่างจากตารางที่ 2 หากปัญหาที่วิกฤตที่สุดคือการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ผู้บริหารจะต้องทำหน้าที่คิดค้นด้วยการสังเคราะห์ทฤษฎีทางการศึกษาเชิงลึก ทฤษฎีการจัดการการเปลี่ยนแปลง และพลวัตของโลกยุคใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารหลักสูตรใหม่ที่ยังไม่เคยมีในสถานศึกษามาก่อน หลังจากนั้น จะต้องนำรูปแบบที่ออกแบบไว้ไปทดลองใช้เพื่อขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การสอนของครูทั้งระบบ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางวิชาการและวัฒนธรรมองค์กรอย่างถอนรากถอนโคน พร้อมทั้งติดตามประเมินผลกระทบที่เกิดกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างเข้มข้น8

บทเรียนจากกรณีศึกษางานวิจัยต่างประเทศ: การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับระบบ

การยกระดับคุณภาพผลงานสู่การประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำเป็นต้องมีการเทียบเคียงและเรียนรู้จากกระบวนทัศน์ระดับนานาชาติ เพื่อขยายวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การศึกษาและบูรณาการแนวคิดจากงานวิจัยต่างประเทศจะสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า การสำรวจความต้องการจำเป็นแบบองค์รวม มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและการสร้างนวัตกรรมการบริหารที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างไร

กรณีศึกษาที่ 1: การประเมินความต้องการแบบครอบคลุมเพื่อการพลิกฟื้นสถานศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Comprehensive Needs Assessment for School Turnaround)

ภายใต้พระราชบัญญัติ Every Student Succeeds Act (ESSA) ของสหรัฐอเมริกา สถานศึกษาที่เผชิญกับวิกฤตผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำอย่างเรื้อรัง ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องได้รับการสนับสนุนและปรับปรุงอย่างรอบด้าน (Comprehensive Support and Improvement: CSI schools) จะถูกกำหนดโดยกฎหมายรัฐบาลกลางให้ต้องดำเนินการสำรวจความต้องการจำเป็นแบบครอบคลุม หรือ Comprehensive Needs Assessment (CNA) เป็นขั้นตอนปฐมภูมิ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรหรือเริ่มต้นกระบวนการพลิกฟื้นสถานศึกษา29

แนวคิด CNA มีเป้าหมายและหลักการทำงานที่สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับจุดมุ่งหมายของการใช้ดัชนี PNI modified นั่นคือการปฏิเสธการใช้วิจารณญาณที่ตั้งอยู่บนความรู้สึก การคาดเดา หรือประสบการณ์ส่วนตัวของผู้บริหาร แต่หันมาให้ความสำคัญกับการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหารากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา งานวิจัยระดับชาติที่ดำเนินการโดยสำนักงานความรับผิดชอบของรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนที่มีผู้นำทางการศึกษาที่นำผลของ CNA ไปประยุกต์ใช้เพื่อการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ—เช่น การรื้อสร้างระบบหลักสูตรใหม่ การจัดสรรเวลาเรียนใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบุคลากร และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล—มีอัตราความสำเร็จในการพลิกฟื้นและออกจากสถานะโรงเรียนวิกฤต (Exiting CSI status) ได้ถึงร้อยละ 46 ภายในระยะเวลา 3 ปีการศึกษา29

ความแตกต่างระหว่างการประเมินแบบ CNA และการประเมินแบบแยกส่วนอยู่ที่ การประเมินแบบครอบคลุมจะวิเคราะห์โครงข่ายความสัมพันธ์ของปัญหา เช่น การค้นพบว่าปัญหาผลสัมฤทธิ์ต่ำไม่ได้เกิดจากความรู้ของครู แต่เกิดจากการขาดภาวะผู้นำเชิงระบบที่คอยสนับสนุนครู นวัตกรรมที่ตามมาจึงเป็นการปฏิรูประบบการสนับสนุน ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมครู บทเรียนสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาไทยจากกรณีศึกษานี้ตอกย้ำว่า การคิดค้นและปรับเปลี่ยนจะบรรลุผลสำเร็จได้ ต้องเกิดจากการออกแบบเครื่องมือ PNI modified ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งบริบทองค์กร ผู้เรียน กระบวนการทางวิชาชีพของครู และนโยบายส่วนกลาง นวัตกรรมการบริหารที่ถูกคิดค้นขึ้นจะต้องมีศักยภาพในการพลิกฟื้นระบบนิเวศทั้งโรงเรียน มิใช่การแก้ปัญหาจุดใดจุดหนึ่งเพียงอย่างเดียว29

กรณีศึกษาที่ 2: การพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีจากการวิเคราะห์ความท้าทายในสาธารณรัฐตุรกี

ในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล การบูรณาการเทคโนโลยีเข้าสู่การศึกษามักประสบความล้มเหลวหากปราศจากการทำความเข้าใจความต้องการของบุคลากร งานวิจัยขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเทคโนโลยีการศึกษาในประเทศตุรกี ภายใต้โครงการระดับชาติที่ชื่อว่า “Fatih Project” ได้ดำเนินการสำรวจความท้าทายและความต้องการจำเป็นของครูในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจำนวน 844 คน เกี่ยวกับอุปสรรคในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้าสู่การจัดการชั้นเรียน13

ผลการวิเคราะห์ Needs Assessment ในโครงการดังกล่าวนำเสนอข้อมูลที่สร้างความประหลาดใจเชิงนโยบาย เนื่องจากพบว่าความต้องการจำเป็นเร่งด่วนไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ช่องว่างที่มีความแตกต่างระหว่างความคาดหวังและการปฏิบัติจริงสูงสุดกลับตกเป็นของ “ความท้าทายด้านการบริหารจัดการและการสอน” ซึ่งครอบคลุมถึงการที่ผู้บริหารสถานศึกษาขาดภาวะผู้นำทางเทคโนโลยี องค์กรขาดวิสัยทัศน์ทางวิชาการที่สอดประสานกัน และโครงสร้างสถานศึกษาขาดระบบการนิเทศติดตามเพื่อสนับสนุนครูในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ13

จากผลการประเมินเชิงประจักษ์นี้ แทนที่ภาครัฐและผู้บริหารสถานศึกษาจะทุ่มเททรัพยากรไปกับการจัดซื้อแท็บเล็ตหรือกระดานอัจฉริยะเพียงอย่างเดียว นโยบายและแนวปฏิบัติของสถานศึกษาเหล่านั้นได้ถูกปรับเปลี่ยนไปสู่การสร้าง “แผนการบูรณาการเทคโนโลยีระดับโรงเรียนที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์” โดยนำรูปแบบทฤษฎี TPACK มาใช้เป็นกรอบโครงสร้างในการพัฒนาครู พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้บริหารต้องแสดงภาวะผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กล้าเปิดรับและสนับสนุนความเสี่ยงเชิงนวัตกรรม13

สำหรับบริบทวิทยฐานะเชี่ยวชาญ กรณีศึกษานี้ให้บทเรียนที่ทรงคุณค่าว่า หากผลวิเคราะห์ PNI modified สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับความพร้อมทางวิชาชีพของครู การคิดค้นนวัตกรรมของผู้บริหารจะต้องเป็นการออกแบบ “รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพหรือชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC)” ที่กระตุ้น ปรับกระบวนทัศน์ และเปลี่ยนพฤติกรรมองค์กรอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การมุ่งสร้างแต่นวัตกรรมเชิงกายภาพหรือเครื่องมือทางเทคนิค13

กรณีศึกษาที่ 3: กระบวนทัศน์การบริหารแบบมีส่วนร่วมในโรงเรียนเพื่อชุมชนระดับสากล

ความท้าทายสูงสุดประการหนึ่งของการบริหารสถานศึกษายุคใหม่คือการรับมือกับความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมและการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา งานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (PAO) ในประเทศไทย ตลอดจนโมเดลโรงเรียนเพื่อชุมชน (Community Schools) ในต่างประเทศ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า การที่สถานศึกษาจะสามารถสร้างผลกระทบและยกระดับผลสัมฤทธิ์ได้อย่างยั่งยืน ผู้บริหารต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ภาวะผู้นำจากแบบสั่งการจากบนลงล่าง มาเป็นการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม24

ในประเทศที่มีโมเดลโรงเรียนเพื่อชุมชนที่ประสบความสำเร็จ การสำรวจความต้องการและจุดแข็งของนักเรียนและชุมชนรอบข้าง ถือเป็นเสาหลักประการแรกสำหรับการพัฒนาระบบสนับสนุนนักเรียนแบบบูรณาการ38 ตัวอย่างความสำเร็จจากเครือข่าย Communities In Schools (CIS) ในต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลจากการสำรวจความต้องการจำเป็นเป็นฐาน ทำให้ผู้บริหารสามารถจับคู่ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนเข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคลของนักเรียนแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำ ผู้บริหารสถานศึกษาในโมเดลนี้ได้เปลี่ยนบทบาทจากเพียงนักบริหารจัดการภายในองค์กร มาเป็นผู้ประสานงานทรัพยากรระดับระบบ นำไปสู่การลดปัญหาการขาดเรียนเรื้อรัง พัฒนาสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาวะ และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ38

การวิจัยในบริบทที่คล้ายคลึงกันอย่างการศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศซิมบับเว ก็สะท้อนให้เห็นว่าการที่ผู้บริหารไม่มีกรอบการประเมินตนเองและการสำรวจความต้องการของครู ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาหยุดชะงัก การเริ่มนำระบบการวิเคราะห์ความต้องการมาใช้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถระบุปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและการจัดการกระบวนการสอนได้อย่างตรงจุด39

จากแนวคิดและกรณีศึกษาเหล่านี้ ผู้บริหารสถานศึกษาไทยที่สนใจทำวิจัยประเมินความต้องการในหัวข้อด้านการบริหารทั่วไป การวิจัยและพัฒนาเพื่อคิดค้นเครือข่ายการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มีโครงสร้าง กระบวนการตัดสินใจ และกระบวนการประเมินผลที่ดึงชุมชนเข้ามาเป็นผู้เล่นหลัก ถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบได้อย่างทรงพลัง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์สูงสุดของวิทยฐานะเชี่ยวชาญ24 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ระบบการประเมินทั้งผู้เรียนและองค์กรจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการคิดค้นนวัตกรรม แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนสมรรถนะเชิงลึก เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีการสอนของครูอย่างมีอิสระทางวิชาการและเป็นระบบ41

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนรายงานการวิจัยสู่ความสำเร็จในการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ว.PA)

เพื่อให้มั่นใจว่ารายงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลดัชนี PNI Modified จะสามารถนำเสนอผ่านระบบ DPA และผ่านเกณฑ์การประเมินผลงานทางวิชาการของ ก.ค.ศ. ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องยึดมั่นและปฏิบัติตามยุทธศาสตร์การนำเสนอที่เคร่งครัดดังต่อไปนี้

1. การออกแบบการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ (The 4-Phase R&D Cycle)

โครงสร้างของงานวิจัยสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญต้องไม่จบลงเพียงแค่การสำรวจและรายงานผล แต่ต้องแสดงวิวัฒนาการของการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างน้อย 4 ขั้นตอนที่ร้อยเรียงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล

  • ระยะที่ 1: การวิจัยสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น (Needs Assessment Phase)
    เป็นระยะที่ผู้บริหารใช้เครื่องมือมาตราส่วนคู่ขนานและการคำนวณ PNI Modified อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อค้นหาช่องว่างทางวิชาการที่สำคัญที่สุดของสถานศึกษา
  • ระยะที่ 2: การออกแบบและคิดค้นนวัตกรรมการบริหาร (Invent Phase)
    ใช้ข้อมูลความต้องการสูงสุดจากระยะที่ 1 มาประกอบกับทฤษฎีทางวิชาการเพื่อร่างกรอบแนวคิด สร้างรูปแบบ หรือคู่มือการบริหารใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน พร้อมทั้งผ่านการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก
  • ระยะที่ 3: การนำนวัตกรรมไปปรับเปลี่ยนองค์กร (Transform and Implement Phase)
    คือการนำรูปแบบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้กับครูหรือโครงสร้างเป้าหมายในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการทำงาน
  • ระยะที่ 4: การประเมินผลลัพธ์เชิงประจักษ์และการขยายผล (Evaluate and Improve Phase) เป็นระยะสุดท้ายที่พิสูจน์ให้คณะกรรมการเห็นว่า นวัตกรรมดังกล่าวสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแก่ผู้เรียนและสถานศึกษา พร้อมทั้งเสนอแนวทางการพัฒนาต่อยอด7

2. ความสอดคล้องเชิงตรรกะและการอภิปรายผลเชิงลึก (Logical Consistency and Nuanced Interpretation)

รายงานต้องแสดงให้เห็นเส้นใยแห่งความเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่การกำหนดปัญหา การระบุความต้องการ ไปจนถึงการออกแบบนวัตกรรม นวัตกรรมที่ปรากฏในระยะที่ 2 ต้องมีต้นกำเนิดและรากฐานมาจากการวิเคราะห์ข้อมูล PNI Modified ในระยะที่ 1 โดยตรง มิใช่นวัตกรรมที่ผู้บริหารคิดไว้ล่วงหน้าแล้วนำข้อมูลทางสถิติมาจับคู่เพื่อสร้างความชอบธรรมในภายหลัง7 ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวิเคราะห์ค่า PNI ผู้บริหารต้องมีความสามารถในการอภิปรายผลเชิงลึก โดยการเชื่อมโยงเหตุผลทางสังคมวิทยา นโยบายส่วนกลาง หรือพลวัตของโลกยุคใหม่ เข้ามาอธิบายว่าเหตุใดรายการเหล่านั้นจึงมีค่าความต้องการจำเป็นสูง เป็นการแสดงทรรศนะเชิงวิพากษ์ที่สะท้อนวุฒิภาวะทางวิชาชีพ มากกว่าการพรรณนาตัวเลขตามตารางแบบผิวเผิน14

3. การแสดงความถูกต้องด้านระเบียบวิธีวิจัยและจริยธรรม (Methodological Rigor and Ethics)

กรรมการ ก.ค.ศ. จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความรัดกุมของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ผู้บริหารต้องอ้างอิงสูตรและแนวคิดทฤษฎีอย่างถูกต้องและทันสมัย (เช่น อ้างอิงแนวคิดของ Borich หรือการประยุกต์สูตร PNI Modified ของสุวิมล ว่องวาณิช) อธิบายการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่โปร่งใส การสร้างเครื่องมือวิจัยที่ตรวจสอบได้ และการใช้สถิติประยุกต์ร่วมเพื่อสนับสนุนนัยสำคัญของงานวิจัย14 นอกจากนี้ ในการเขียนรายงาน ผู้บริหารต้องตระหนักถึงจริยธรรมการวิจัยและหลีกเลี่ยงการคัดลอกผลงานทางวิชาการ (Plagiarism) โดยใช้ศิลปะการถอดความและการอ้างอิงตามมาตรฐานสากล เช่น รูปแบบ APA อย่างเคร่งครัด33 การผสานงานประจำให้เป็นงานวิจัย (Routine to Research) อย่างสร้างสรรค์ จะช่วยลดความรู้สึกแปลกแยกของงานวิจัยและสะท้อนภาพการเป็นผู้นำองค์กรเรียนรู้ได้อย่างดีเยี่ยม33

4. การแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงการปรับเปลี่ยนองค์กร (Empirical Evidence of Transformation)

จุดชี้ขาดในการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญคือการพิสูจน์ให้เห็นร่องรอยของการสร้างการเปลี่ยนแปลง งานวิจัยจึงต้องนำเสนอผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อระบบนิเวศของสถานศึกษา นวัตกรรมที่ดีไม่ใช่แค่นวัตกรรมที่สวยงามบนหน้ากระดาษ แต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่วัดผลกระทบได้ เช่น การนำเสนอแนวโน้มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น (ผ่านการทดสอบระดับชาติ) การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการของครู หรือการลดลงของอัตราปัญหาพฤติกรรมในสถานศึกษา การใช้ข้อมูลอ้างอิงเชิงประจักษ์เหล่านี้ จะทำให้คณะกรรมการประเมินประจักษ์ถึงการ คิดค้นและปรับเปลี่ยน ที่มีคุณภาพเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด6

บทสรุปแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ผู้นำวิชาการระดับเชี่ยวชาญ

การเดินทางตามเส้นทางวิชาชีพสู่ “วิทยฐานะเชี่ยวชาญ” ของผู้บริหารสถานศึกษาภายใต้บริบทของ ว.PA มิใช่เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อนำเสนอผลงานเชิงปริมาณหรือการเพิ่มเอกสารในแฟ้มสะสมงาน แต่คือการประกาศตัวเพื่อพิสูจน์ศักยภาพแห่งการเป็น “ผู้นำทางวิชาการและวิชาชีพเชิงนวัตกรรม” อย่างแท้จริง การก้าวขึ้นสู่ระดับการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” เรียกร้องให้ผู้บริหารต้องแสดงออกถึงสมรรถนะขั้นสูงในการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อวินิจฉัยโรคและประเมินสภาวะขององค์กร ก่อนที่จะบำบัดรักษาหรือยกระดับคุณภาพด้วยนวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจง

การนำเทคนิคสำรวจความต้องการจำเป็นด้วยดัชนี PNI Modified มาประยุกต์ใช้ จึงทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือวินิจฉัยเชิงกลยุทธ์ที่มีความแม่นยำสูงทางสถิติ เครื่องมือนี้ไม่เพียงแต่ดึงสภาพการทำงานในปัจจุบันและรวบรวมความคาดหวังในอนาคตของบุคลากรมาประมวลผล แต่ยังนำมาสังเคราะห์เป็นช่องว่างเชิงสัมพัทธ์ที่ชี้ชัดถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดของสถานศึกษา

เมื่อผู้บริหารสถานศึกษาผสานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แม่นยำจาก PNI Modified เข้ากับกระบวนทัศน์การวิจัยและพัฒนาระดับสูง บูรณาการบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างประเทศที่ใช้กระบวนการ Needs Assessment เพื่อพลิกฟื้นและสร้างระบบสนับสนุนระดับโรงเรียน และดำเนินการตามยุทธศาสตร์การนำเสนอที่รัดกุม นวัตกรรมการบริหารที่ถูกผลิตขึ้นจะไม่เพียงแค่สอบผ่านเกณฑ์การประเมินทางวิชาการอันเข้มงวดของ ก.ค.ศ. เท่านั้น ทว่ามันจะกลายเป็นมรดกทางปัญญาที่หล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรใหม่ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อผู้เรียน ครู และชุมชน ซึ่งนั่นคือบทพิสูจน์และเป้าหมายสูงสุดของวิทยฐานะเชี่ยวชาญที่ทุกสถานศึกษาควรได้รับ

Works cited

  1. ว12/2564 หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิท – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2564/04_PV2/v12-2564.pdf
  2. คู่มือ การดาเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตาแหน่ง และวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแห – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2564/03_PV1/2Mv10-2564.pdf
  3. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ – ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตำาแหน่งครู, https://test.srt.ac.th/wp-content/uploads/2022/06/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AF-%E0%B8%A7.9-%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%90.pdf
  4. คู่มือ การดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่ง และวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2564/03_PV1/w9_2564_24052564.pdf
  5. คำนำ – ผลงานนักศึกษาปี 2, https://idcneu.com/edneupr/training/vpa/docs/book_pa1.pdf
  6. ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง ตามตำแหน่งและวิทยฐานะตำแหน่งครู ในการประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด – ครูอาชีพ, https://www.kruachieve.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB/
  7. แนวทางการเลือกหัวข้อวิจัยวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (วPA): กลยุทธ์ “คิดค้น ปรับเปลี่ยน” เพื่อพิชิตใจกรรมการ สำหรับครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหาร » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/news-158/
  8. แนวทางการสังเคราะห์และจัดทำรายงานนวัตกรรมเชิงประจักษ์เพื่อการประเมินวิทยฐานะผู้บริหารสถานศึกษาเชี่ยวชาญ (ว.PA): จากแนวคิดสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/dpa-60/
  9. ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบ, https://gsmis.snru.ac.th/e-thesis/file_att1/2023072664421229126_fulltext.pdf
  10. Analysis of Educational Needs of Home Care Nurses: Utilizing Borich’s Needs Assessment and the Locus for Focus Model – RCPHN : Research in Community and Public Health Nursing, https://www.rcphn.org/journal/view.php?number=1426
  11. Analysis of Educational Needs of Home Care Nurses: Utilizing Borich’s Needs Assessment and the Locus for Focus Model, https://www.kchn.or.kr/new2/shop_sun/files/memoir_img/202403/mm__202410021203530.pdf
  12. Simulation Needs Assessment Project (SNAP): Use of the Borich Model in Undergraduate Medical Education – MDPI, https://www.mdpi.com/2813-141X/4/4/42
  13. A Needs Analysis for Technology Integration Plan: Challenges and Needs of Teachers, https://www.cedtech.net/download/a-needs-analysis-for-technology-integration-plan-challenges-and-needs-of-teachers-6150.pdf
  14. เครื่องมือวิเคราะห์ PNI Modified – Statsmartly, https://statsmartly.com/Pop/PNI.php
  15. การประเมินความต้องการจำเป็นด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ด้วยดัชนี PNI modified | วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร – ThaiJO, https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6046
  16. แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจความต้องการและความคาดหวัง, https://dusitpoll.dusit.ac.th/KB/2021/594/
  17. Conducting the Needs Assessment #8: The Borich Model: WC415/AEC754, 4/2022, https://www.researchgate.net/publication/360118469_Conducting_the_Needs_Assessment_8_The_Borich_Model_WC415AEC754_42022
  18. Determining the Classroom Needs of School-Based Agricultural Education Teachers in Minnesota, https://jae-online.org/index.php/jae/article/view/2769
  19. Describing the professional development needs and retention of novice business education teachers in the state of Pennsylvania – The CTE Journal, https://www.thectejournal.com/uploads/1/0/6/8/10686931/jeffery_summer_2022.pdf
  20. What Malaysian Science Teachers Need To Improve Their Science Instruction. A Comparison across Gender, School Location and Area, https://www.ejmste.com/download/what-malaysian-science-teachers-need-to-improve-their-science-instruction-a-comparison-across-gender-4024.pdf
  21. ชวนทำวิจัย “ความต้องการจำเป็น” ด้วยสถิติ PNI ไม่ยากอย่างที่คิด คุณก็ทำได้! (ตอนจบ) – Salika.co, https://www.salika.co/2020/08/16/priority-needs-index-part-2/
  22. การประเมินความต้องการจาเป็นของทักษะทางวิชาชีพของนักบัญชีในประเทศไทย need assessment of professional skills of accountants in thailand – มหาวิทยาลัยธนบุรี, https://www.thonburi-u.ac.th/Journal/Document/13-3/Journal13_3_5.pdf
  23. การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยทางการพยาบาลของนักศึกษา – DSpace at Silpakorn University, http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/3282/1/59264304.pdf
  24. (PDF) Needs Assessment of Participatory School Management for Academic Effectiveness in Provincial Administrative Organization Schools: A Study of Northeast Thailand – ResearchGate, https://www.researchgate.net/publication/392536522_Needs_Assessment_of_Participatory_School_Management_for_Academic_Effectiveness_in_Provincial_Administrative_Organization_Schools_A_Study_of_Northeast_Thailand
  25. Strategic Leadership in Technology Implementation: A Case Study on the Principal’s Role in Classroom Technology – ProQuest, https://search.proquest.com/openview/f1175bf0be953ad4010d7f0c4c6df02f/1?pq-origsite=gscholar&cbl=18750
  26. Community Schools: An Evidence-Based Strategy for Equitable School Improvement – Learning Policy Institute, https://learningpolicyinstitute.org/sites/default/files/product-files/Community_Schools_Evidence_Based_Strategy_BRIEF.pdf
  27. School–University Partnerships for Place-Based Educational Administration Innovation: Fostering Innovative Co-Creator Learners – MDPI, https://www.mdpi.com/2227-7102/16/3/440
  28. An Analysis of Priorities in Developing Virtual Reality Programs for Core Nursing Skills: Cross-sectional Descriptive Study Using the Borich Needs Assessment Model and Locus for Focus Model – PMC, https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9732758/
  29. School Comprehensive Needs Assessments: 4 Key Aspects to Drive Lasting Improvement, https://instructionalempowerment.com/library/school-comprehensive-needs-assessments-key-aspects/
  30. Engaging with change: a model for adopting and evaluating school‐based innovation | Journal of Educational Administration – Emerald Insight, https://www.emerald.com/jea/article/47/2/156/204906/Engaging-with-change-a-model-for-adopting-and
  31. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2556/rse40356kj_ch2.pdf
  32. การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้ – DSpace at Mahasarakham University, http://202.28.34.124/dspace/bitstream/123456789/2014/1/60010586001.pdf
  33. แนวทางการจัดทำผลงานวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ว.PA): หลักการ 5 ประการสู่การเปลี่ยนแปลงทางวิชาชีพ » – Digital Learning Classroom, https://krukob.com/web/dpa-61/
  34. The Development of Teacher Development Innovation for Enhancing Students’ Learning Achievement in Rajaprajanugroh 50 School under the Office of Special Education Administration – ResearchGate, https://www.researchgate.net/publication/341101257_The_Development_of_Teacher_Development_Innovation_for_Enhancing_Students’_Learning_Achievement_in_Rajaprajanugroh_50_School_under_the_Office_of_Special_Education_Administration
  35. Using Needs Assessments for School and District Improvement – Academic Development Institute, https://www.adi.org/downloads/NeedsAssessment-Final.pdf
  36. GAO-26-107849, K-12 EDUCATION: Characteristics and Turnaround Strategies of Schools Identified for Comprehensive Support and Imp, https://www.gao.gov/assets/gao-26-107849.pdf
  37. District-Managed Turnaround Plan – Step 2 (TOP-2) – Florida Department of Education, https://www.fldoe.org/core/fileparse.php/20793/urlt/13-5.pdf
  38. A Whole Child Approach to School Improvement Under ESSA: Support for Students in Low-Performing Schools – Learning Policy Institute, https://learningpolicyinstitute.org/sites/default/files/product-files/Community_Schools_CIS_ESSA_RESOURCE.pdf
  39. Needs assessment for the development of educational interventions to improve quality of education: A case of Zimbabwean primary schools – ResearchGate, https://www.researchgate.net/publication/339813460_Needs_assessment_for_the_development_of_educational_interventions_to_improve_quality_of_education_A_case_of_Zimbabwean_primary_schools
  40. The Impact of Educational Leadership on School Change and Innovation, https://www.jriiejournal.com/wp-content/uploads/2025/04/JRIIE-9-2-001.pdf
  41. Assessment and Innovation in Education – OECD, https://www.oecd.org/en/publications/assessment-and-innovation-in-education_222814543073.html
  42. Full article: Continuous improvement and educational innovation in Scotland: the crucial role of school leadership – Taylor & Francis, https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/13632434.2025.2597268
  43. การประเมินความต้องการจําเป็นในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรการควบคุมจราจรทางอากาศภาคทฤษฎีในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ของสถาบันการ, https://proceedings.catc.or.th/proceeding/wp-content/uploads/2022/12/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1-page-75-85.pdf
  44. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา – ก.ค.ศ., https://otepc.go.th/images/00_YEAR2566/03_PV1/%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A_%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1_25_%E0%B8%A1.%E0%B8%84._66/1222/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2_1_-_5_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_1222_%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A_68.pdf

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!