ตอนที่ 9 “บทที่ 4 มีตารางเต็มไปหมด แต่ทำไมยังตอบคำถามวิจัยไม่ชัด?” เขียนผลการวิจัยอย่างไร ให้เห็นหลักฐานของการคิดค้นและปรับเปลี่ยน
ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 9 จาก 10

วันนี้ผมอยากชวนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญ มาคุยกันถึงเรื่องที่หลายท่านอาจกำลังเผชิญอยู่ครับ
นั่นคือ “การเขียนบทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล”
ผมเคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเขียนรายงานวิจัยว่า บางเรื่องมีตารางผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก มีทั้งค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบสมมติฐาน และผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
แต่เมื่ออ่านจบกลับยังมีคำถามว่า…
“ตกลงแล้วผู้วิจัยค้นพบอะไรจากงานวิจัยเรื่องนี้?”
นี่เป็นคำถามที่ผมคิดว่าผู้ทำผลงานระดับเชี่ยวชาญควรให้ความสำคัญครับ
เพราะบทที่ 4 ไม่ใช่พื้นที่สำหรับนำข้อมูลทุกอย่างที่เก็บมาใส่ลงในรายงาน แต่เป็นส่วนที่ผู้วิจัยต้องนำเสนอหลักฐานเพื่อตอบวัตถุประสงค์และคำถามวิจัยอย่างเป็นระบบ
และหากเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม ผู้อ่านก็ควรมองเห็นด้วยว่า ข้อมูลที่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดค้นและปรับเปลี่ยนอย่างไร
ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ครับ
ครูคนหนึ่งพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน
ในบทที่ 4 ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิจัยว่า
นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 14.25 คะแนน และหลังเรียน 21.40 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน
ผลการเปรียบเทียบพบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด
จากนั้นผู้วิจัยสรุปว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผล
คำถามคือ…
ข้อมูลเหล่านี้ตอบคำถามวิจัยได้ครบถ้วนแล้วหรือยัง?
หากวัตถุประสงค์มีเพียงการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ข้อมูลดังกล่าวอาจตอบวัตถุประสงค์นั้นได้ แต่ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของการวิเคราะห์และข้อจำกัดของแบบแผนการวิจัย
แต่ถ้างานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วย เรายังต้องการหลักฐานอีกส่วนหนึ่ง
นั่นคือ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะอย่างไร ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างไร และมีข้อค้นพบอะไรจากการทดลองใช้ที่นำไปสู่การปรับปรุงรูปแบบ
ผมจึงอยากชวนให้มองบทที่ 4 ในฐานะพื้นที่แสดง “ข้อค้นพบจากการวิจัย” มากกว่าพื้นที่รายงานค่าสถิติเพียงอย่างเดียว
เรื่องแรก ตารางจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าผลการวิจัยมีความชัดเจนมากขึ้น
บางงานวิจัยนำเสนอค่าเฉลี่ยเป็นรายข้อจำนวนหลายสิบตาราง
แต่เมื่อพิจารณาแล้ว พบว่าข้อมูลส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น ทุกข้ออยู่ในระดับมากหรือมากที่สุด
การรายงานเช่นนี้อาจทำให้ผู้อ่านเห็นรายละเอียดมาก แต่ยังไม่เข้าใจประเด็นที่ควรนำไปใช้ตัดสินใจ
ลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ครับ
สมมติว่าเรากำลังศึกษาสภาพปัญหาการนิเทศภายในของโรงเรียน
ผลการสำรวจพบว่า ครูมีความคิดเห็นต่อระบบนิเทศโดยรวมอยู่ในระดับมาก
แต่เมื่อวิเคราะห์รายด้านกลับพบว่า ด้านการนำข้อมูลย้อนกลับไปใช้ปรับปรุงการสอนมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น
ข้อมูลนี้น่าสนใจตรงไหน?
น่าสนใจตรงที่อาจเป็นเบาะแสให้ผู้วิจัยศึกษาต่อว่า เหตุใดครูจึงยังนำข้อมูลจากการนิเทศไปใช้พัฒนาการสอนได้ไม่เต็มที่
หากมีข้อมูลจากการสัมภาษณ์หรือการสังเกตประกอบ ก็อาจช่วยให้เข้าใจปัญหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดังนั้น แทนที่จะบรรยายทุกตารางว่าอยู่ในระดับมาก ผู้วิจัยควรนำเสนอว่าข้อมูลมีรูปแบบหรือความแตกต่างที่เกี่ยวข้องกับคำถามวิจัยอย่างไร โดยยังแยกการรายงานผลออกจากการอภิปรายเชิงทฤษฎีให้เหมาะสม
เรื่องที่สอง ผลการวิจัยต้องแสดงการพัฒนานวัตกรรม ไม่ใช่รายงานเฉพาะนวัตกรรมฉบับสมบูรณ์
ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการคิดค้นและปรับเปลี่ยนโดยตรงครับ
สมมติว่าผู้วิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ขึ้นมาหนึ่งรูปแบบ
ในบทที่ 4 มีภาพโมเดลฉบับสมบูรณ์พร้อมคำอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ
แต่ไม่มีรายละเอียดว่า ก่อนจะได้รูปแบบฉบับสมบูรณ์ ผู้วิจัยค้นพบข้อจำกัดอะไร และได้นำข้อมูลมาปรับปรุงส่วนใด
ผู้อ่านจึงอาจเห็นเพียงผลผลิตสุดท้าย แต่ยังไม่เห็นกระบวนการพัฒนา
ผมคิดว่า หากงานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบ ผู้วิจัยควรแสดงข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบตามขั้นตอนที่ดำเนินการจริง
ตัวอย่างเช่น
รูปแบบฉบับร่างกำหนดให้นักเรียนวิเคราะห์สถานการณ์ แล้วอภิปรายร่วมกันทันที
เมื่อทดลองใช้พบว่า นักเรียนบางส่วนยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการอภิปราย
ผู้วิจัยจึงปรับรูปแบบโดยเพิ่มขั้นตอนการรวบรวมและตรวจสอบหลักฐานก่อนเข้าสู่กิจกรรมอภิปราย
หลังจากปรับปรุงแล้ว จึงเก็บข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าผู้เรียนมีพฤติกรรมการใช้หลักฐานประกอบเหตุผลเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
หากนำเสนอผลลักษณะนี้อย่างมีหลักฐาน จะทำให้ผู้อ่านเห็นพัฒนาการของนวัตกรรมชัดเจนขึ้น
แต่ต้องระวังด้วยว่า ไม่ควรเขียนว่ามีการปรับปรุงหลายรอบ หากไม่มีการดำเนินการจริงหรือไม่มีข้อมูลรองรับ
เรื่องที่สาม ค่าสถิติมีนัยสำคัญ ไม่ได้บอกขนาดของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
ผมอยากให้ผู้ทำวิจัยระมัดระวังการแปลผลในประเด็นนี้มากครับ
หลายรายงานสรุปว่า เมื่อผลการทดสอบมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่านวัตกรรมมีประสิทธิภาพสูง
ในทางสถิติ ข้อสรุปเช่นนี้ยังไม่ถูกต้องนัก
เพราะนัยสำคัญทางสถิติช่วยให้เราพิจารณาหลักฐานต่อสมมติฐานทางสถิติภายใต้แบบจำลองและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ไม่ได้บอกโดยตรงว่าผลที่เกิดขึ้นมีขนาดมากหรือมีความสำคัญในทางการศึกษาเพียงใด
ผู้วิจัยจึงควรพิจารณารายงานขนาดอิทธิพล (Effect Size) และช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Interval) เมื่อเหมาะสมกับแบบแผนการวิจัยและลักษณะข้อมูล
รวมถึงอธิบายความหมายของผลการเปลี่ยนแปลงในบริบทการศึกษาจริง
ตัวอย่างเช่น นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่เมื่อวิเคราะห์ตามเกณฑ์สมรรถนะพบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาใหม่ได้
ข้อมูลลักษณะนี้ทำให้เราเห็นว่า แม้คะแนนโดยรวมดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดที่ควรนำไปใช้พัฒนาการสอนต่อไป
และผมอยากย้ำว่า การมีผลต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ได้ยืนยันว่านวัตกรรมเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด โดยเฉพาะการวิจัยที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ
เรื่องที่สี่ ข้อมูลเชิงคุณภาพมีประโยชน์มากกว่าการนำคำสัมภาษณ์มาเรียงต่อกัน
หากงานวิจัยใช้วิธีการแบบผสมผสาน ผู้วิจัยอาจมีข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกตชั้นเรียน บันทึกการนิเทศ หรือการสะท้อนคิดของครู
แต่บางรายงานนำเสนอเพียงคำพูดของผู้ให้ข้อมูลหลายคน แล้วสรุปว่าทุกคนมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพควรทำมากกว่านั้นครับ
ผู้วิจัยควรแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่อย่างไร มีประเด็นหรือแบบแผนอะไรปรากฏขึ้น และข้อค้นพบเหล่านั้นตอบคำถามวิจัยอย่างไร
ลองนึกถึงงานวิจัยพัฒนาระบบนิเทศภายใน
จากการสัมภาษณ์ครูพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การไม่ได้รับคำแนะนำจากศึกษานิเทศก์หรือผู้บริหาร แต่เป็นการขาดโอกาสทดลองใช้ข้อเสนอแนะและได้รับข้อมูลย้อนกลับในครั้งต่อไป
หากผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจนเห็นประเด็นนี้ได้ชัดเจน ก็อาจนำไปสู่การปรับระบบนิเทศให้มีวงรอบติดตามการเปลี่ยนแปลงการสอน
ข้อมูลเชิงคุณภาพจึงช่วยอธิบายกลไกและบริบทของการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณอย่างมีเหตุผล
เรื่องที่ห้า อย่าให้บทที่ 4 ตอบไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การวิจัย
นี่เป็นหลักง่าย ๆ ที่ผมอยากให้ทุกท่านกลับไปตรวจสอบครับ
หากวัตถุประสงค์การวิจัยมี 4 ข้อ ผู้วิจัยควรตรวจสอบว่ามีหลักฐานและการนำเสนอผลที่ตอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อครบถ้วนหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องมีจำนวนตารางเท่ากับจำนวนวัตถุประสงค์ แต่ต้องมีความเชื่อมโยงที่ติดตามตรวจสอบได้
เช่น วัตถุประสงค์ข้อหนึ่งต้องการศึกษาสภาพปัญหา ผลการวิจัยก็ควรแสดงข้อค้นพบเกี่ยวกับปัญหา
หากต้องการสร้างรูปแบบ ผลการวิจัยก็ควรนำเสนอรูปแบบและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา
หากต้องการศึกษาผลการใช้รูปแบบ ก็ต้องแสดงผลลัพธ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้
ผมคิดว่าเรื่องนี้ฟังดูไม่ซับซ้อน แต่กลับเป็นประเด็นที่ผู้ทำวิจัยควรตรวจสอบอย่างละเอียด
เพราะบางครั้งผู้วิจัยเก็บข้อมูลไว้จำนวนมาก จนเผลอให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มี มากกว่าคำถามที่ตั้งใจจะตอบตั้งแต่ต้น
แล้วบทที่ 4 ที่สะท้อนการคิดค้นและปรับเปลี่ยนควรมีลักษณะอย่างไร?
สำหรับผม ควรทำให้ผู้อ่านเห็นเส้นทางของหลักฐานได้ว่า
ผู้วิจัยพบปัญหาอะไรจากข้อมูลจริง
ข้อค้นพบนั้นนำไปสู่การออกแบบหรือพัฒนานวัตกรรมอย่างไร
เมื่อนำไปใช้แล้วพบผลอะไร และมีข้อจำกัดใดปรากฏขึ้น
หากมีการปรับปรุงนวัตกรรม ผู้วิจัยใช้หลักฐานอะไรประกอบการตัดสินใจ
และท้ายที่สุด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตอบวัตถุประสงค์การวิจัยได้เพียงใด
การนำเสนอเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกงานต้องใช้วิจัยและพัฒนา หรือมีการปรับปรุงนวัตกรรมหลายรอบเสมอไป
แต่หมายความว่า ผู้วิจัยต้องนำเสนอข้อค้นพบให้สอดคล้องกับวิธีวิจัยที่ดำเนินการจริง และแสดงหลักฐานให้เพียงพอกับข้อสรุปที่ต้องการเสนอ
ก่อนจบตอนนี้ ผมอยากฝากคำถามหนึ่งไว้ให้ทุกท่านครับ
“ถ้าเราลบค่าเฉลี่ยและค่าสถิติออกจากข้อความบรรยายในบทที่ 4 ชั่วคราว เรายังสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่างานวิจัยของเราค้นพบอะไร?”
คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่าค่าสถิติไม่สำคัญ
แต่ต้องการชวนให้เรามองว่า ตัวเลขควรสนับสนุนข้อค้นพบ ไม่ใช่ใช้แทนความหมายของข้อค้นพบทั้งหมด
เพราะการเขียนบทที่ 4 ให้มีคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนตารางหรือความซับซ้อนของสถิติ
แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำเสนอผลอย่างถูกต้อง เป็นระบบ และทำให้ผู้อ่านตรวจสอบคำตอบของการวิจัยได้
สำหรับผม ผู้วิจัยระดับเชี่ยวชาญควรแสดงให้เห็นว่า ตนเองเข้าใจข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา สามารถวิเคราะห์ข้อค้นพบอย่างมีเหตุผล และรู้ว่าหลักฐานที่มีสามารถสนับสนุนข้อสรุปได้มากน้อยเพียงใด
เพราะความเชี่ยวชาญทางวิชาการไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะตอนสร้างนวัตกรรม
แต่ยังปรากฏผ่านวิธีที่ผู้วิจัยใช้ข้อมูลอธิบายผลของนวัตกรรมนั้นด้วย
ตอนที่ 10 “บทที่ 5 อภิปรายผลอย่างไร ให้กรรมการเห็นความเป็นผู้เชี่ยวชาญ?”
ตอนต่อไปผมจะชวนคุยถึงการเขียนอภิปรายผลการวิจัย โดยเฉพาะวิธีเชื่อมโยงข้อค้นพบกับทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และกลไกของนวัตกรรม เพื่อให้บทที่ 5 ไม่กลายเป็นเพียงการนำผลการวิจัยจากบทที่ 4 มาเขียนซ้ำอีกครั้ง
เขียนโดย
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
หมายเหตุ: ตัวอย่างและตัวเลขในบทความเป็นกรณีสมมติ ใช้เพื่ออธิบายหลักการวิเคราะห์และรายงานผลการวิจัย การประเมินผลงานวิทยฐานะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดสำหรับแต่ละตำแหน่ง
#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #บทที่4 #การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย #การเขียนรายงานวิจัย #การวิจัยและพัฒนา #นวัตกรรมการศึกษา #ระเบียบวิธีวิจัย #ผลงานทางวิชาการ #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา
อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 8 | อ่านตอนที่ 10 →
