ตอนที่ 5 “ผลการวิจัยดี แต่ยังไม่เห็นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน” ทำไมคะแนนสูงขึ้น จึงอาจยังไม่เพียงพอสำหรับผลงานระดับเชี่ยวชาญ?
ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 5 จาก 10

วันนี้ผมอยากชวนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญ มาพูดคุยกันอีกเรื่องหนึ่งครับ
เป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเขียนบทที่ 4 และบทที่ 5 ของรายงานการวิจัย
เคยไหมครับ…
เมื่อเราทดลองใช้นวัตกรรมแล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
เจ้าของผลงานจึงรู้สึกมั่นใจว่า ผลงานนี้น่าจะมีคุณภาพเพียงพอสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญแล้ว
แต่เมื่อพิจารณาในมุมของการประเมินผลงานทางวิชาการ กลับยังมีคำถามว่า
“ผลการวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นความสามารถในการคิดค้นและปรับเปลี่ยนตรงไหน?”
ผมคิดว่านี่เป็นคำถามที่ควรทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน
เพราะการมีผลการวิจัยที่ดี กับการแสดงให้เห็นคุณภาพของการคิดค้นและปรับเปลี่ยน แม้จะเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ครับ
ครูคนหนึ่งพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
เมื่อทดลองใช้แล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 12.50 คะแนน และหลังเรียนเท่ากับ 18.75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน
ผลการทดสอบทางสถิติพบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้วิจัยจึงเขียนสรุปว่า
“นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ฟังดูสมเหตุสมผลใช่ไหมครับ?
แต่ในทางวิชาการ เรายังต้องพิจารณาให้ละเอียดกว่านั้น
คะแนนที่สูงขึ้นบอกเราว่า ผู้เรียนมีผลการทดสอบดีขึ้นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้
แต่ยังไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า องค์ประกอบใดของนวัตกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น
และหากการวิจัยใช้กลุ่มเดียววัดก่อนเรียนและหลังเรียน ก็ยังมีข้อจำกัดในการสรุปเชิงเหตุและผล เพราะอาจมีปัจจัยอื่นส่งผลต่อคะแนนได้เช่นกัน
ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าผลการวิจัยไม่มีคุณค่า
แต่หมายความว่า เราต้องตีความผลการวิจัยให้สอดคล้องกับแบบแผนการวิจัยและหลักฐานที่มีอยู่จริง
ทีนี้ลองมาพิจารณาอีกกรณีหนึ่งครับ
ครูคนเดิมไม่ได้เก็บข้อมูลเฉพาะคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน แต่เก็บข้อมูลระหว่างการใช้นวัตกรรมด้วย
จากการวิเคราะห์ผลงานนักเรียนพบว่า ในระยะแรก นักเรียนสามารถระบุข้อมูลจากโจทย์ปัญหาได้ แต่ยังไม่สามารถเลือกยุทธวิธีแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
ครูจึงปรับกระบวนการเรียนรู้ โดยเพิ่มกิจกรรมให้นักเรียนเปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาหลายวิธี พร้อมอธิบายเหตุผลที่เลือกใช้วิธีการนั้น
เมื่อดำเนินการต่อไป ครูพบว่านักเรียนเริ่มแสดงวิธีคิดได้เป็นระบบมากขึ้น สามารถอธิบายเหตุผลและตรวจสอบคำตอบของตนเองได้ดีขึ้น
ครูจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาอธิบายในรายงานวิจัยว่า การปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการแก้ปัญหาของนักเรียนอย่างไร
เห็นความแตกต่างไหมครับ?
กรณีแรกแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม
แต่กรณีที่สองมีหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน และเหตุผลที่ผู้วิจัยนำข้อมูลมาปรับวิธีจัดการเรียนรู้
หากมีการออกแบบการวิจัยและตรวจสอบข้อมูลอย่างเหมาะสม หลักฐานลักษณะนี้จะช่วยให้คำอธิบายเรื่องการคิดค้นและปรับเปลี่ยนมีน้ำหนักมากขึ้น
ผมจึงอยากชวนให้แยกคำว่า “ผลลัพธ์ดีขึ้น” ออกจากคำว่า “นวัตกรรมทำงานได้อย่างไร”
สองเรื่องนี้ต้องอธิบายให้สัมพันธ์กัน
เพราะหากเราไม่สามารถอธิบายกลไกของนวัตกรรมได้ เราอาจรู้เพียงว่านักเรียนมีคะแนนสูงขึ้น แต่ยังไม่เข้าใจว่ากระบวนการใดมีส่วนทำให้เกิดพัฒนาการนั้น
แล้วในงานวิจัยของผู้บริหารสถานศึกษาล่ะ?
ลองสมมติว่าผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยใช้ข้อมูลเป็นฐานร่วมกับกระบวนการ PLC
หลังดำเนินการพบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารอยู่ในระดับมากที่สุด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนสูงขึ้น
ผู้บริหารจึงสรุปว่ารูปแบบการบริหารมีประสิทธิผล
คำถามที่ผมอยากชวนคิดคือ…
ผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นเกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงของระบบบริหารอย่างไร?
ครูนำข้อมูลจากการนิเทศไปปรับการสอนจริงหรือไม่?
กระบวนการ PLC ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างไร?
และหากไม่มีระบบบริหารที่คิดค้นขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างไปอย่างไร?
คำถามสุดท้ายนี้อาจไม่สามารถตอบได้อย่างเด็ดขาดในงานวิจัยทุกแบบ แต่ผู้วิจัยควรตระหนักถึงข้อจำกัดดังกล่าว ไม่ใช่สรุปว่านวัตกรรมเป็นสาเหตุของผลสำเร็จทั้งหมดโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ
สำหรับงานบริหาร ผมเห็นว่าการเก็บข้อมูลควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงานจริงด้วย
เช่น เดิมครูประชุม PLC แต่ไม่มีการนำข้อค้นพบไปทดลองปรับการสอน
เมื่อใช้ระบบบริหารที่พัฒนาขึ้นแล้ว ครูเริ่มนำข้อมูลการเรียนรู้ของนักเรียนมาออกแบบกิจกรรม ทดลองใช้ และสะท้อนผลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
หากผู้บริหารสามารถแสดงหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมตรวจสอบความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของผู้เรียนได้ ก็จะช่วยให้เห็นคุณภาพของระบบบริหารชัดเจนขึ้น
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงปัญหาอีกประการหนึ่งที่พบได้ในการเขียนบทที่ 5 ของรายงานวิจัย
นั่นคือ การอภิปรายผลที่มักเขียนเพียงว่า
“ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ…”
จากนั้นก็อ้างอิงงานวิจัยหลายเรื่องที่พบผลในทิศทางเดียวกัน
การอภิปรายลักษณะนี้อาจยังไม่เพียงพอครับ
เพราะหัวใจของการอภิปรายผลไม่ได้อยู่ที่การรวบรวมรายชื่อผู้วิจัยที่ได้ผลคล้ายกันเท่านั้น
แต่ต้องอธิบายว่า เหตุใดจึงเกิดผลเช่นนั้น โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากการวิจัยเข้ากับหลักการของนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
ยกตัวอย่างเช่น
หากนวัตกรรมมีขั้นตอนการให้ผู้เรียนสะท้อนคิดหลังแก้ปัญหา ผู้วิจัยควรวิเคราะห์ว่าข้อมูลจากการสะท้อนคิดแสดงพัฒนาการด้านใด และสัมพันธ์กับแนวคิดทางการเรียนรู้อย่างไร
หากพบว่าผู้เรียนบางกลุ่มยังไม่พัฒนา ก็ควรนำข้อค้นพบดังกล่าวมาอภิปรายด้วย
เพราะผลการวิจัยที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยล้มเหลวเสมอไป
บางครั้งข้อค้นพบที่ไม่เป็นไปตามสมมติฐานกลับช่วยให้เราเข้าใจข้อจำกัดของนวัตกรรม และเป็นข้อมูลสำหรับปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ผมจึงอยากให้ผู้ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญกลับไปพิจารณางานของตนเองอีกครั้ง
เราเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์เพียงว่านวัตกรรมทำให้คะแนนดีขึ้น หรือเก็บข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจด้วยว่า นวัตกรรมทำงานอย่างไร?
เราอธิบายความสำเร็จอย่างเดียว หรือยอมรับและวิเคราะห์ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง?
และที่สำคัญ เราสามารถแสดงให้เห็นหรือไม่ว่า ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยถูกนำไปใช้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างไร
สำหรับผม งานวิจัยระดับเชี่ยวชาญควรแสดงให้เห็นความสามารถในการใช้ข้อมูลอธิบายและพัฒนานวัตกรรม มากกว่าการรายงานว่าผลการทดลองผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
แน่นอนว่า คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ และผลการประเมินต่าง ๆ ยังคงมีความจำเป็นตามคำถามวิจัยและระเบียบวิธีที่เลือกใช้
แต่ตัวเลขเหล่านั้นควรช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ทางการศึกษา ไม่ใช่กลายเป็นจุดสิ้นสุดของการวิเคราะห์
ก่อนจบตอนนี้ ผมอยากฝากคำถามหนึ่งไว้ครับ
“ถ้ากรรมการไม่ได้ถามว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นเท่าไร แต่ถามว่าเหตุใดนวัตกรรมของท่านจึงทำให้เกิดผลเช่นนั้น ท่านจะตอบอย่างไร?”
คำตอบของคำถามนี้อาจช่วยให้เรามองเห็นว่า งานวิจัยของเรามีความชัดเจนเพียงใดในการอธิบายกระบวนการคิดค้นและปรับเปลี่ยน
เพราะการทำวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรายงานผลว่าดีขึ้น
แต่ควรนำเราไปสู่ความเข้าใจว่า อะไรทำให้ดีขึ้น ดีขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด และยังต้องปรับปรุงอะไรอีกบ้าง
และนี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่างการมีผลการวิจัยที่ดี กับการมีผลงานทางวิชาการที่สะท้อนความเชี่ยวชาญอย่างมีเหตุผล
ตอนที่ 6 “ทำวิจัย R&D แล้ว ทำไมยังไม่เห็นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน?”
ตอนต่อไปผมจะชวนวิเคราะห์ว่า การเขียนงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เป็น 3 ระยะ หรือ 4 ระยะ เพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ และแต่ละระยะควรแสดงหลักฐานอะไร เพื่อให้ผู้อ่านเห็นกระบวนการสร้างและพัฒนานวัตกรรมอย่างแท้จริง
เขียนโดย
ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
ตัวอย่างและตัวเลขในบทความเป็นกรณีสมมติเพื่ออธิบายแนวคิดทางวิชาการ การพิจารณาผลงานจริงต้องยึดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของ ก.ค.ศ. ที่ใช้บังคับกับแต่ละตำแหน่ง
#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #วิจัยและพัฒนา #R_and_D #การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย #การอภิปรายผลการวิจัย #การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา #เขียนผลงานทางวิชาการ #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา
อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 4 | อ่านตอนที่ 6 →
