Tuesday, October 20, 2026
Latest:
บทความวิจัยวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

ตอนที่ 5 “ผลการวิจัยดี แต่ยังไม่เห็นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน” ทำไมคะแนนสูงขึ้น จึงอาจยังไม่เพียงพอสำหรับผลงานระดับเชี่ยวชาญ?

แชร์เรื่องนี้

ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 5 จาก 10

วันนี้ผมอยากชวนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญ มาพูดคุยกันอีกเรื่องหนึ่งครับ

เป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเขียนบทที่ 4 และบทที่ 5 ของรายงานการวิจัย

เคยไหมครับ…

เมื่อเราทดลองใช้นวัตกรรมแล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

เจ้าของผลงานจึงรู้สึกมั่นใจว่า ผลงานนี้น่าจะมีคุณภาพเพียงพอสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญแล้ว

แต่เมื่อพิจารณาในมุมของการประเมินผลงานทางวิชาการ กลับยังมีคำถามว่า

“ผลการวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นความสามารถในการคิดค้นและปรับเปลี่ยนตรงไหน?”

ผมคิดว่านี่เป็นคำถามที่ควรทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน

เพราะการมีผลการวิจัยที่ดี กับการแสดงให้เห็นคุณภาพของการคิดค้นและปรับเปลี่ยน แม้จะเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ครับ

ครูคนหนึ่งพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

เมื่อทดลองใช้แล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 12.50 คะแนน และหลังเรียนเท่ากับ 18.75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 25 คะแนน

ผลการทดสอบทางสถิติพบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ผู้วิจัยจึงเขียนสรุปว่า

“นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ฟังดูสมเหตุสมผลใช่ไหมครับ?

แต่ในทางวิชาการ เรายังต้องพิจารณาให้ละเอียดกว่านั้น

คะแนนที่สูงขึ้นบอกเราว่า ผู้เรียนมีผลการทดสอบดีขึ้นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้

แต่ยังไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า องค์ประกอบใดของนวัตกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น

และหากการวิจัยใช้กลุ่มเดียววัดก่อนเรียนและหลังเรียน ก็ยังมีข้อจำกัดในการสรุปเชิงเหตุและผล เพราะอาจมีปัจจัยอื่นส่งผลต่อคะแนนได้เช่นกัน

ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าผลการวิจัยไม่มีคุณค่า

แต่หมายความว่า เราต้องตีความผลการวิจัยให้สอดคล้องกับแบบแผนการวิจัยและหลักฐานที่มีอยู่จริง

ทีนี้ลองมาพิจารณาอีกกรณีหนึ่งครับ

ครูคนเดิมไม่ได้เก็บข้อมูลเฉพาะคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน แต่เก็บข้อมูลระหว่างการใช้นวัตกรรมด้วย

จากการวิเคราะห์ผลงานนักเรียนพบว่า ในระยะแรก นักเรียนสามารถระบุข้อมูลจากโจทย์ปัญหาได้ แต่ยังไม่สามารถเลือกยุทธวิธีแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล

ครูจึงปรับกระบวนการเรียนรู้ โดยเพิ่มกิจกรรมให้นักเรียนเปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาหลายวิธี พร้อมอธิบายเหตุผลที่เลือกใช้วิธีการนั้น

เมื่อดำเนินการต่อไป ครูพบว่านักเรียนเริ่มแสดงวิธีคิดได้เป็นระบบมากขึ้น สามารถอธิบายเหตุผลและตรวจสอบคำตอบของตนเองได้ดีขึ้น

ครูจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาอธิบายในรายงานวิจัยว่า การปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการแก้ปัญหาของนักเรียนอย่างไร

เห็นความแตกต่างไหมครับ?

กรณีแรกแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม

แต่กรณีที่สองมีหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน และเหตุผลที่ผู้วิจัยนำข้อมูลมาปรับวิธีจัดการเรียนรู้

หากมีการออกแบบการวิจัยและตรวจสอบข้อมูลอย่างเหมาะสม หลักฐานลักษณะนี้จะช่วยให้คำอธิบายเรื่องการคิดค้นและปรับเปลี่ยนมีน้ำหนักมากขึ้น

ผมจึงอยากชวนให้แยกคำว่า “ผลลัพธ์ดีขึ้น” ออกจากคำว่า “นวัตกรรมทำงานได้อย่างไร”

สองเรื่องนี้ต้องอธิบายให้สัมพันธ์กัน

เพราะหากเราไม่สามารถอธิบายกลไกของนวัตกรรมได้ เราอาจรู้เพียงว่านักเรียนมีคะแนนสูงขึ้น แต่ยังไม่เข้าใจว่ากระบวนการใดมีส่วนทำให้เกิดพัฒนาการนั้น

แล้วในงานวิจัยของผู้บริหารสถานศึกษาล่ะ?

ลองสมมติว่าผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยใช้ข้อมูลเป็นฐานร่วมกับกระบวนการ PLC

หลังดำเนินการพบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารอยู่ในระดับมากที่สุด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนสูงขึ้น

ผู้บริหารจึงสรุปว่ารูปแบบการบริหารมีประสิทธิผล

คำถามที่ผมอยากชวนคิดคือ…

ผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นเกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงของระบบบริหารอย่างไร?

ครูนำข้อมูลจากการนิเทศไปปรับการสอนจริงหรือไม่?

กระบวนการ PLC ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างไร?

และหากไม่มีระบบบริหารที่คิดค้นขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างไปอย่างไร?

คำถามสุดท้ายนี้อาจไม่สามารถตอบได้อย่างเด็ดขาดในงานวิจัยทุกแบบ แต่ผู้วิจัยควรตระหนักถึงข้อจำกัดดังกล่าว ไม่ใช่สรุปว่านวัตกรรมเป็นสาเหตุของผลสำเร็จทั้งหมดโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ

สำหรับงานบริหาร ผมเห็นว่าการเก็บข้อมูลควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงานจริงด้วย

เช่น เดิมครูประชุม PLC แต่ไม่มีการนำข้อค้นพบไปทดลองปรับการสอน

เมื่อใช้ระบบบริหารที่พัฒนาขึ้นแล้ว ครูเริ่มนำข้อมูลการเรียนรู้ของนักเรียนมาออกแบบกิจกรรม ทดลองใช้ และสะท้อนผลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

หากผู้บริหารสามารถแสดงหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมตรวจสอบความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของผู้เรียนได้ ก็จะช่วยให้เห็นคุณภาพของระบบบริหารชัดเจนขึ้น

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงปัญหาอีกประการหนึ่งที่พบได้ในการเขียนบทที่ 5 ของรายงานวิจัย

นั่นคือ การอภิปรายผลที่มักเขียนเพียงว่า

“ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ…”

จากนั้นก็อ้างอิงงานวิจัยหลายเรื่องที่พบผลในทิศทางเดียวกัน

การอภิปรายลักษณะนี้อาจยังไม่เพียงพอครับ

เพราะหัวใจของการอภิปรายผลไม่ได้อยู่ที่การรวบรวมรายชื่อผู้วิจัยที่ได้ผลคล้ายกันเท่านั้น

แต่ต้องอธิบายว่า เหตุใดจึงเกิดผลเช่นนั้น โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากการวิจัยเข้ากับหลักการของนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

ยกตัวอย่างเช่น

หากนวัตกรรมมีขั้นตอนการให้ผู้เรียนสะท้อนคิดหลังแก้ปัญหา ผู้วิจัยควรวิเคราะห์ว่าข้อมูลจากการสะท้อนคิดแสดงพัฒนาการด้านใด และสัมพันธ์กับแนวคิดทางการเรียนรู้อย่างไร

หากพบว่าผู้เรียนบางกลุ่มยังไม่พัฒนา ก็ควรนำข้อค้นพบดังกล่าวมาอภิปรายด้วย

เพราะผลการวิจัยที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยล้มเหลวเสมอไป

บางครั้งข้อค้นพบที่ไม่เป็นไปตามสมมติฐานกลับช่วยให้เราเข้าใจข้อจำกัดของนวัตกรรม และเป็นข้อมูลสำหรับปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ผมจึงอยากให้ผู้ที่กำลังเตรียมผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญกลับไปพิจารณางานของตนเองอีกครั้ง

เราเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์เพียงว่านวัตกรรมทำให้คะแนนดีขึ้น หรือเก็บข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจด้วยว่า นวัตกรรมทำงานอย่างไร?

เราอธิบายความสำเร็จอย่างเดียว หรือยอมรับและวิเคราะห์ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง?

และที่สำคัญ เราสามารถแสดงให้เห็นหรือไม่ว่า ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยถูกนำไปใช้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างไร

สำหรับผม งานวิจัยระดับเชี่ยวชาญควรแสดงให้เห็นความสามารถในการใช้ข้อมูลอธิบายและพัฒนานวัตกรรม มากกว่าการรายงานว่าผลการทดลองผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

แน่นอนว่า คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ และผลการประเมินต่าง ๆ ยังคงมีความจำเป็นตามคำถามวิจัยและระเบียบวิธีที่เลือกใช้

แต่ตัวเลขเหล่านั้นควรช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ทางการศึกษา ไม่ใช่กลายเป็นจุดสิ้นสุดของการวิเคราะห์

ก่อนจบตอนนี้ ผมอยากฝากคำถามหนึ่งไว้ครับ

“ถ้ากรรมการไม่ได้ถามว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นเท่าไร แต่ถามว่าเหตุใดนวัตกรรมของท่านจึงทำให้เกิดผลเช่นนั้น ท่านจะตอบอย่างไร?”

คำตอบของคำถามนี้อาจช่วยให้เรามองเห็นว่า งานวิจัยของเรามีความชัดเจนเพียงใดในการอธิบายกระบวนการคิดค้นและปรับเปลี่ยน

เพราะการทำวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรายงานผลว่าดีขึ้น

แต่ควรนำเราไปสู่ความเข้าใจว่า อะไรทำให้ดีขึ้น ดีขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด และยังต้องปรับปรุงอะไรอีกบ้าง

และนี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่างการมีผลการวิจัยที่ดี กับการมีผลงานทางวิชาการที่สะท้อนความเชี่ยวชาญอย่างมีเหตุผล

ตอนที่ 6 “ทำวิจัย R&D แล้ว ทำไมยังไม่เห็นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน?”

ตอนต่อไปผมจะชวนวิเคราะห์ว่า การเขียนงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เป็น 3 ระยะ หรือ 4 ระยะ เพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ และแต่ละระยะควรแสดงหลักฐานอะไร เพื่อให้ผู้อ่านเห็นกระบวนการสร้างและพัฒนานวัตกรรมอย่างแท้จริง

เขียนโดย

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด

ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ

ตัวอย่างและตัวเลขในบทความเป็นกรณีสมมติเพื่ออธิบายแนวคิดทางวิชาการ การพิจารณาผลงานจริงต้องยึดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของ ก.ค.ศ. ที่ใช้บังคับกับแต่ละตำแหน่ง

#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #วิจัยและพัฒนา #R_and_D #การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย #การอภิปรายผลการวิจัย #การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา #เขียนผลงานทางวิชาการ #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา


อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 4  |  อ่านตอนที่ 6 →

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!