Tuesday, October 20, 2026
Latest:
บทความวิจัยวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

ตอนที่ 6 “ทำวิจัย R&D แล้ว ทำไมยังไม่เห็นการคิดค้นและปรับเปลี่ยน?” แบ่ง 3 ระยะ 4 ระยะ แต่ละระยะต้องมีอะไร จึงจะสะท้อนความเชี่ยวชาญ

แชร์เรื่องนี้

ชุดบทความ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” — ตอนที่ 6 จาก 10

วันนี้ผมอยากชวนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่กำลังจัดทำผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญ มาคุยกันเรื่องการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ครับ

มีคำถามหนึ่งที่ผมพบอยู่บ่อย ๆ

“ถ้าทำวิจัย R&D เป็น 4 ระยะ จะมีน้ำหนักทางวิชาการมากกว่าการทำ 3 ระยะหรือไม่?”

บางท่านเข้าใจว่า งานวิจัยระดับเชี่ยวชาญควรทำให้มีหลายระยะ ยิ่งแบ่งขั้นตอนละเอียด ยิ่งดูเป็นงานวิจัยระดับสูง

ผมอยากชวนมองเรื่องนี้อีกมุมหนึ่งครับ

เพราะในทางระเบียบวิธีวิจัย จำนวนระยะไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณภาพของงานวิจัยโดยตรง

งานวิจัยที่แบ่งเป็น 3 ระยะ อาจมีความเข้มแข็งทางวิชาการมากกว่างานวิจัยที่แบ่งเป็น 4 หรือ 5 ระยะก็ได้

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ แต่ละระยะมีวัตถุประสงค์อะไร ใช้วิธีการศึกษาอย่างไร ได้ข้อค้นพบอะไร และนำข้อค้นพบนั้นไปใช้พัฒนานวัตกรรมในระยะต่อไปอย่างไร

ที่สำคัญที่สุดคือ เราสามารถแสดงให้เห็นกระบวนการ “คิดค้นและปรับเปลี่ยน” ได้ชัดเจนเพียงใด

ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ครับ

ผู้บริหารสถานศึกษาแห่งหนึ่งต้องการพัฒนารูปแบบการบริหารการนิเทศภายในเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู

ผู้วิจัยกำหนดการวิจัยไว้ 4 ระยะ

ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็น

ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบ

ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบ

ระยะที่ 4 ประเมินผลรูปแบบ

เมื่ออ่านชื่อระยะแล้ว ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลครับ

แต่หากเปิดอ่านรายละเอียด อาจพบว่า ระยะที่ 1 ใช้เพียงแบบสอบถามความคิดเห็น ระยะที่ 2 นำผลการสอบถามมาตั้งชื่อโมเดล แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม

ระยะที่ 3 นำโมเดลไปใช้ในโรงเรียน และระยะที่ 4 ให้ครูประเมินความพึงพอใจ

สุดท้ายสรุปว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

คำถามคือ…

“แล้วเราเห็นกระบวนการคิดค้นและปรับเปลี่ยนตรงไหน?”

การทำวิจัยครบทั้ง 4 ระยะไม่ได้เป็นปัญหา แต่สิ่งที่ยังขาดคือหลักฐานที่เชื่อมโยงว่า ข้อมูลจากแต่ละระยะนำไปสู่การตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมอย่างไร

ผมจึงอยากชวนมาทำความเข้าใจทีละระยะครับ

ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหา ไม่ใช่เพียงสอบถามว่ามีปัญหามากหรือน้อย

หลายงานวิจัยเริ่มจากการแจกแบบสอบถาม แล้วนำค่าเฉลี่ยมาจัดอันดับปัญหา

วิธีการนี้ทำได้ แต่หากต้องการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์จริง เราควรเข้าใจถึงลักษณะและสาเหตุของปัญหาด้วย

ตัวอย่างเช่น โรงเรียนมีผลการนิเทศภายในอยู่ในระดับมาก แต่ผลการจัดการเรียนรู้ของครูยังไม่เปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย

ผู้วิจัยจึงควรศึกษาต่อว่า เหตุใดการนิเทศจึงยังไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาการสอน

อาจศึกษารายงานการนิเทศ สังเกตกระบวนการนิเทศจริง สัมภาษณ์ครูและผู้บริหาร หรือวิเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนประกอบกันตามความเหมาะสม

เมื่อได้ข้อค้นพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้งของการนิเทศ แต่อยู่ที่การขาดระบบใช้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับการสอน

ข้อค้นพบนี้จะกลายเป็นฐานในการออกแบบนวัตกรรม

นี่คือความแตกต่างระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อรายงานสภาพปัญหา กับการเก็บข้อมูลเพื่อใช้คิดค้นวิธีแก้ปัญหา

ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบ ต้องอธิบายให้ได้ว่าคิดค้นขึ้นมาอย่างไร

ระยะนี้ผมมองว่าเป็นส่วนที่ผู้วิจัยควรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

เพราะเป็นช่วงที่ต้องแสดงให้เห็นการนำข้อมูลจากระยะแรกมาสังเคราะห์ร่วมกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นรูปแบบหรือกระบวนการที่มีเหตุผลรองรับ

หากผู้วิจัยพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน ก็ควรอธิบายให้ได้ว่า

รูปแบบนี้มีหลักการอะไร มีองค์ประกอบใดบ้าง และแต่ละองค์ประกอบสัมพันธ์กันอย่างไร

เหตุใดจึงต้องมีกระบวนการดังกล่าว และแตกต่างจากระบบนิเทศเดิมตรงไหน

รวมถึงต้องแสดงให้เห็นว่า ผลการศึกษาจากระยะที่ 1 ถูกนำมาใช้กำหนดองค์ประกอบของรูปแบบอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเตือนคือ การนำโมเดลของผู้อื่นมารวมกันแล้วตั้งชื่อใหม่ ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดการคิดค้นอย่างมีคุณภาพ

ต้องมีเหตุผลทางวิชาการอธิบายการสังเคราะห์นั้นด้วย

และเมื่อสร้างรูปแบบฉบับร่างแล้ว ควรมีการตรวจสอบคุณภาพตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นความสอดคล้องขององค์ประกอบ ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ หรือความถูกต้องของหลักการ

หากผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ปรับปรุง ผู้วิจัยก็ควรแสดงให้เห็นว่า ข้อเสนอแนะใดนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบ และปรับอย่างไร

เพราะการเขียนเพียงว่า “ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้ว” ยังไม่ทำให้ผู้อ่านเห็นกระบวนการพัฒนาที่แท้จริง

ระยะที่ 3 ทดลองใช้ ไม่ใช่เพียงนำไปใช้แล้วรอวัดผลตอนจบ

ระยะนี้เป็นอีกจุดที่ผมอยากให้ผู้ทำวิจัยระดับเชี่ยวชาญพิจารณาอย่างละเอียด

หลายงานวิจัยนำรูปแบบไปทดลองใช้ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วเก็บคะแนนก่อนและหลังการทดลอง

แต่หากต้องการศึกษาว่ารูปแบบทำงานอย่างไร ผู้วิจัยควรมีข้อมูลระหว่างการดำเนินงานด้วย

ตัวอย่างเช่น หลังนำระบบนิเทศภายในไปใช้ ผู้บริหารพบว่า ครูสามารถวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถนำผลการวิเคราะห์ไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม

ผู้วิจัยจึงนำข้อมูลมาพิจารณาว่า จะต้องปรับกระบวนการนิเทศส่วนใด

อาจเพิ่มขั้นตอนการออกแบบบทเรียนร่วมกัน หรือปรับวิธีให้ข้อมูลย้อนกลับหลังการสังเกตชั้นเรียน

จากนั้นจึงตรวจสอบว่า การปรับกระบวนการดังกล่าวส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูอย่างไร

ผมอยากให้สังเกตว่า การทดลองใช้ในลักษณะนี้ทำให้เราเห็นพัฒนาการของรูปแบบ ไม่ได้เห็นเพียงผลลัพธ์สุดท้าย

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนระหว่างทดลองต้องดำเนินการอย่างมีระบบ บันทึกเหตุผลและรายละเอียดของการปรับให้ชัดเจน รวมถึงพิจารณาว่าการปรับนั้นกระทบต่อแบบแผนการวิจัยและการแปลผลหรือไม่

ไม่ใช่เปลี่ยนกิจกรรมไปเรื่อย ๆ แล้วสรุปว่ารูปแบบมีประสิทธิผลโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ระยะที่ 4 ประเมินผล ต้องตอบให้ได้ว่านวัตกรรมมีคุณภาพและเกิดผลอย่างไร

เมื่อมาถึงระยะสุดท้าย ผู้วิจัยควรกลับไปพิจารณาวัตถุประสงค์ของการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้น

หากเราต้องการพัฒนาระบบนิเทศภายในเพื่อให้ครูจัดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ผลการประเมินก็ควรมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของการจัดการเรียนรู้ด้วย

ไม่ควรใช้เพียงผลการประเมินความพึงพอใจมาเป็นข้อสรุปทั้งหมด

เพราะครูอาจมีความพึงพอใจต่อระบบใหม่ในระดับสูง แต่ยังไม่ได้นำข้อค้นพบจากการนิเทศไปปรับการสอนจริงก็ได้

ดังนั้น การประเมินควรพิจารณาตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กับเป้าหมายของนวัตกรรม

เช่น พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู คุณภาพของแผนการสอน การใช้ข้อมูลเพื่อปรับการเรียนรู้ หรือผลลัพธ์ของนักเรียนที่สามารถวัดได้อย่างเหมาะสม

และหากผลการประเมินพบข้อจำกัด ผู้วิจัยควรนำมาวิเคราะห์ว่า รูปแบบยังต้องพัฒนาส่วนใด

นี่คือการใช้ผลการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้เพิ่มเติม ไม่ใช่เพียงใช้ผลการวิจัยเพื่อยืนยันว่ารูปแบบของตนเองดี

ถึงตรงนี้อาจมีคนถามผมว่า…

“แล้วถ้าทำเพียง 3 ระยะ จะได้ไหม?”

ผมมองว่าได้ครับ หากออกแบบอย่างมีเหตุผล และครอบคลุมกระบวนการศึกษาปัญหา การสร้างและพัฒนา การทดลองใช้ ตลอดจนการประเมินผลตามวัตถุประสงค์การวิจัย

บางงานอาจรวมขั้นตอนทดลองใช้และประเมินผลไว้ในระยะเดียวกัน หรือจัดโครงสร้างการวิจัยแตกต่างออกไปตามลักษณะของนวัตกรรม

ไม่มีเหตุผลทางระเบียบวิธีวิจัยที่จะสรุปว่า 4 ระยะต้องดีกว่า 3 ระยะเสมอไป

และต้องเข้าใจด้วยว่า หลักเกณฑ์วิทยฐานะเชี่ยวชาญไม่ได้กำหนดให้งานวิจัยทุกเรื่องต้องใช้ R&D หรือแบ่งการดำเนินงานเป็นจำนวนระยะเท่ากัน

ผู้จัดทำต้องเลือกวิธีวิจัยให้เหมาะกับคำถามวิจัย ลักษณะผลงาน และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของตนเอง

สิ่งที่ผมอยากฝากไว้มากที่สุดคือ อย่าทำ R&D เพียงเพื่อให้รายงานดูเป็นงานวิจัยระดับสูง

แต่ควรใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาเพื่อทำความเข้าใจปัญหา สร้างวิธีการที่มีเหตุผล ตรวจสอบคุณภาพ และใช้ข้อมูลพัฒนานวัตกรรมให้ดีขึ้นจริง

หากจะให้ผมสรุปแนวคิดในการตรวจสอบงาน R&D ของตนเอง ผมอยากให้ลองถามเพียงว่า

“ข้อมูลที่ได้จากระยะก่อนหน้า ถูกนำไปใช้ตัดสินใจอะไรในระยะต่อไป?”

ถ้าเราตอบไม่ได้ว่า ข้อมูลจากการศึกษาปัญหานำไปสู่การสร้างรูปแบบอย่างไร หรือข้อมูลจากการทดลองใช้ทำให้เกิดการปรับปรุงอะไร แสดงว่าความเชื่อมโยงของกระบวนการวิจัยอาจยังไม่ชัดเจน

ในทางกลับกัน หากทุกระยะมีเหตุผลรองรับ มีหลักฐานแสดงการตัดสินใจ และสามารถตรวจสอบการพัฒนานวัตกรรมได้ งานวิจัยก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

สำหรับผม คุณภาพของงาน R&D ไม่ได้อยู่ที่จำนวนระยะที่เขียนไว้ในบทที่ 3

แต่อยู่ที่คุณภาพของคำตอบว่า…

“เราได้เรียนรู้อะไรจากการวิจัย และได้นำความรู้นั้นไปคิดค้นหรือปรับเปลี่ยนอะไรจริง ๆ”

เพราะผลงานวิทยฐานะเชี่ยวชาญควรทำให้ผู้อ่านมองเห็นความสามารถทางวิชาการของผู้จัดทำ ผ่านกระบวนการพัฒนางานและหลักฐานที่ตรวจสอบได้

ไม่ใช่เพียงมองเห็นตารางสรุปผลการวิจัยที่เรียงไว้ครบทุกระยะ

ตอนที่ 7 “ผู้เชี่ยวชาญประเมินนวัตกรรมว่าดีมาก แต่ทำไมผลงานอาจยังไม่ผ่าน?”

ตอนต่อไปผมจะชวนคุยเรื่องการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรม ค่า IOC การประเมินความเหมาะสม และข้อผิดพลาดที่พบได้ในการใช้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาอ้างยืนยันคุณภาพผลงานระดับเชี่ยวชาญ

เขียนโดย

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด

ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการอธิบายแนวทางทางวิชาการ ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าการขอเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญต้องทำวิจัย R&D เป็น 3 หรือ 4 ระยะ ทั้งนี้ ให้พิจารณาหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ. และหนังสือแก้ไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับแต่ละตำแหน่ง

#คิดค้นและปรับเปลี่ยน #วิทยฐานะเชี่ยวชาญ #ครูเชี่ยวชาญ #ผู้บริหารเชี่ยวชาญ #ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ #การวิจัยและพัฒนา #การวิจัยRND #R_and_D #นวัตกรรมการศึกษา #การพัฒนารูปแบบ #ระเบียบวิธีวิจัย #เขียนผลงานทางวิชาการ #PA #DPA #แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการศึกษา


อ่านต่อในชุดนี้: ← อ่านตอนที่ 5  |  อ่านตอนที่ 7 →

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!