Digital Learning Classroom
PA

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการ PA ของครู ตอนที่ 310 จุดที่กรรมการมักสังเกต แต่ครูมักมองข้าม

แชร์เรื่องนี้

เก็บตกจากโต๊ะกรรมการ PA ของครู ตอนที่ 3
10 จุดที่กรรมการมักสังเกต แต่ครูมักมองข้าม

ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพม.นครราชสีมา
Musicmankob@gmail.com 


__________________________________

หลังจากได้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการประเมิน PA ของครูหลายครั้ง สิ่งหนึ่งที่พบคือ ครูจำนวนไม่น้อยเตรียมงานมาดี มีทั้งสไลด์ คลิปวิดีโอ แฟ้มหลักฐาน ชิ้นงานนักเรียน และรายงานผลครบถ้วน

แต่ในมุมของกรรมการ สิ่งที่ใช้พิจารณาจริง ๆ มักอยู่ใน “รายละเอียดเล็ก ๆ” ที่สะท้อนว่า ครูเข้าใจงานของตนเองมากน้อยเพียงใด

บางเรื่องครูอาจคิดว่าเป็นเพียงรายละเอียดประกอบ แต่จริง ๆ แล้วกลับทำให้กรรมการเห็นคุณภาพของการทำงานได้ค่อนข้างชัด

ผมขอเก็บตกมา 10 ประเด็น

  1. ปัญหาที่เขียนไว้ เป็นปัญหาของผู้เรียนจริงหรือไม่

หลายครั้งประเด็นท้าทายเริ่มจากความต้องการของครู เช่น อยากใช้เกม อยากใช้ AI อยากใช้ Active Learning หรืออยากสร้างนวัตกรรม

แต่กรรมการจะมองย้อนกลับไปก่อนว่า

“แล้วปัญหาของนักเรียนคืออะไร”

ถ้าตอบไม่ได้ วิธีสอนที่เลือกมาอาจดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่อยากทำ มากกว่าวิธีแก้ปัญหาที่มีเหตุผลรองรับ

ประเด็นท้าทายจึงควรเริ่มจากข้อมูลของนักเรียน ไม่ใช่ชื่อเทคนิคการสอน

  1. มีข้อมูลก่อนพัฒนาหรือไม่

คำว่า “พัฒนา” ควรมีจุดตั้งต้น

ถ้าบอกว่านักเรียนดีขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลก่อนเรียน ไม่มีชิ้นงานเดิม ไม่มีผลการสังเกต หรือไม่มีหลักฐาน Baseline เลย กรรมการจะประเมินการเปลี่ยนแปลงได้ยาก

ก่อนเริ่มดำเนินงาน ครูควรถามตัวเองว่า

“ตอนนี้นักเรียนอยู่ตรงไหน”

เพราะเมื่อจบงาน เราจึงจะตอบได้ว่า

“เขาเดินมาไกลแค่ไหน”

  1. ตัวชี้วัดความสำเร็จตรงกับสิ่งที่ต้องการพัฒนาหรือไม่

ถ้าต้องการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ แต่ตัวชี้วัดใช้เพียงคะแนนข้อสอบความจำ งานจะไม่สอดคล้องกัน

ถ้าต้องการพัฒนาการสื่อสาร แต่ไม่มีภาระงานให้ผู้เรียนพูด นำเสนอ หรืออธิบายความคิด กรรมการย่อมตั้งคำถาม

เครื่องมือวัดต้อง “เห็นพฤติกรรม” ที่เรากล่าวว่าพัฒนา

นี่เป็นเรื่องที่ครูควรตรวจตั้งแต่ขั้นเขียน PA ไม่ใช่รอแก้ในวันประเมิน

  1. วิธีสอนสัมพันธ์กับปัญหาหรือไม่

กรรมการไม่ได้มองว่าเทคนิคใดทันสมัยที่สุด

แต่จะมองว่า เหตุใดครูจึงเลือกวิธีนั้น

ถ้านักเรียนมีปัญหาเรื่องการอ่านตีความ วิธีสอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนอ่าน คิด อภิปราย และใช้หลักฐานจากข้อความ

ถ้านักเรียนมีปัญหาเรื่องการแก้ปัญหา วิธีสอนควรมีสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจและทดลองแก้จริง

ชื่อกระบวนการสอนจึงไม่สำคัญเท่าเหตุผลในการเลือกใช้

  1. ผู้เรียนได้ “ลงมือคิด” หรือเพียง “ลงมือทำ”

กิจกรรมเยอะ ไม่ได้แปลว่า Active Learning

นักเรียนอาจตัดกระดาษ ระบายสี เดินฐาน เล่นเกม หรือใช้ iPad ตลอดคาบ แต่ถ้าผู้เรียนไม่ได้คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ อธิบาย หรือสร้างข้อสรุปด้วยตนเอง กิจกรรมนั้นอาจยังไม่เกิดการเรียนรู้เชิงรุกในความหมายทางการเรียนรู้

กรรมการจึงมักมองต่อว่า

“ในกิจกรรมนี้ นักเรียนต้องใช้ความคิดตรงไหน”

  1. ผลลัพธ์ที่นำเสนอ เป็นผลของการสอนจริงหรือเป็นเพียงข้อมูลปลายทาง

คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์

แต่ควรอธิบายต่อว่า

อะไรในกระบวนการสอนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น

ถ้าครูเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมกับพฤติกรรมของผู้เรียนได้ จะทำให้ข้อมูลมีความหมายมากขึ้น

เช่น หลังเพิ่มการอภิปรายแบบใช้คำถามชี้นำ นักเรียนสามารถอธิบายเหตุผลของคำตอบได้ดีขึ้น

ตรงนี้ต่างจากการบอกเพียงว่า “ค่าเฉลี่ยสูงขึ้น”

  1. มีหลักฐานเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่สำเร็จหรือไม่

ครูจำนวนมากชอบนำเสนอเฉพาะนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์

แต่กรรมการมักสนใจเด็กที่ยังไม่ผ่านด้วย

เพราะตรงนั้นสะท้อนความสามารถของครูในการดูแลความแตกต่างระหว่างบุคคล

ตัวอย่างเช่น

นักเรียน 30 คน ผ่าน 26 คน

คำถามต่อคือ

อีก 4 คนเป็นใคร
มีปัญหาอะไร
ครูช่วยอย่างไร
หลังช่วยแล้วเกิดอะไรขึ้น

ถ้าครูตอบส่วนนี้ได้ งานจะดูมีความเป็นวิชาชีพมากขึ้น

  1. หลักฐานตรงกับข้อกล่าวอ้างหรือไม่

ครูบางท่านบอกว่า “ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน”

แต่หลักฐานมีเพียงภาพนักเรียนยิ้ม

บางท่านบอกว่า “ผู้เรียนมีทักษะการทำงานร่วมกันดีขึ้น”

แต่ไม่มี Rubric หรือบันทึกพฤติกรรมกลุ่ม

กรรมการไม่ได้ต้องการเอกสารจำนวนมาก

ต้องการเพียงหลักฐานที่ตอบข้อสรุปได้ตรงเรื่อง

ถ้าพูดเรื่องคะแนน ใช้ข้อมูลคะแนน
ถ้าพูดเรื่องพฤติกรรม ใช้แบบสังเกต
ถ้าพูดเรื่องสมรรถนะ ใช้ภาระงานและเกณฑ์ประเมินที่สะท้อนสมรรถนะนั้น

  1. ครูสะท้อนข้อจำกัดของตนเองหรือไม่

งานที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไป บางครั้งทำให้กรรมการสงสัยมากกว่างานที่บอกข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา

การบอกว่า

“กิจกรรมครั้งแรกใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้”

หรือ

“นักเรียนกลุ่มหนึ่งยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ จึงปรับคำถามและเพิ่มตัวอย่างในครั้งต่อไป”

ไม่ได้ทำให้งานดูแย่

ตรงกันข้าม มันแสดงให้เห็นว่าครูใช้ข้อมูลเพื่อปรับการสอนจริง

การสะท้อนคิดเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมืออาชีพ

  1. เรื่องที่เล่าในสไลด์ ตรงกับเรื่องที่เขียนใน PA หรือไม่

ข้อนี้พบมากกว่าที่คิด

ประเด็นท้าทายในเอกสารเรื่องหนึ่ง
สไลด์นำเสนออีกเรื่องหนึ่ง
คลิปการสอนอีกหน่วยหนึ่ง
หลักฐานผลลัพธ์เป็นนักเรียนคนละกลุ่ม

เมื่อเรื่องทั้งหมดไม่เชื่อมกัน กรรมการจะเห็นทันที

ก่อนวันประเมิน ครูควรลองวางทุกอย่างบนโต๊ะแล้วถามว่า

“นี่เป็นเรื่องเดียวกันหรือยัง”

ปัญหา
วิธีสอน
เครื่องมือวัด
หลักฐาน
ผลลัพธ์

ทั้งหมดควรตอบเรื่องเดียวกัน

ถ้าจะฝากเทคนิคสั้น ๆ สำหรับวันนำเสนอ ผมอยากให้ครูจำเพียงว่า

อย่าเริ่มจากสิ่งที่ทำมากที่สุด

ให้เริ่มจากสิ่งที่ “เปลี่ยนผู้เรียนได้ชัดที่สุด”

แล้วค่อยพากรรมการเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างไร

ครูไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่มี

แต่ควรพูดให้ชัดในสิ่งที่สำคัญ

เพราะ PA ที่ดีในสายตากรรมการ ไม่ได้อยู่ที่ความหนาของเอกสาร หรือจำนวนกิจกรรมในหนึ่งปี

แต่อยู่ที่ความสามารถของครูในการตอบคำถามง่าย ๆ ให้ชัดว่า

“นักเรียนของเรามีปัญหาอะไร เราทำอะไรกับปัญหานั้น และมีหลักฐานอะไรบอกว่านักเรียนดีขึ้นจริง”

ถ้าตอบได้ครบ การนำเสนอจะมีทิศทางทันที

ก่อนวันประเมิน ผมจึงอยากชวนครูลองตรวจผลงานอีกครั้ง

ไม่ใช่ตรวจว่ามีเอกสารครบหรือยัง

แต่ตรวจว่า “เรื่องราวของผู้เรียน” ชัดหรือยัง

เพราะท้ายที่สุด คนที่ควรปรากฏเด่นที่สุดใน PA ของครู ไม่ใช่ตัวครูเอง

แต่คือ “ผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงจากการสอนของครู”

เก็บตกจากประสบการณ์การทำหน้าที่คณะกรรมการประเมิน PA ของครู

#PAครู #ประเมินPA #ประเด็นท้าทาย #วิทยฐานะครู #ผลลัพธ์ผู้เรียน #การจัดการเรียนรู้ #พัฒนาผู้เรียน #ครูมืออาชีพ

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดต่อ ดร.อนุศร หงษ์ขุนทด
error: Content is protected !!